Taragraphies — Header Component

เรื่อง : ธารา บัวคำศรี

my3rdbook

Silicon Valley – ซานตาคลารา แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา

Silicon Island – เกาะคิวชู ญี่ปุ่น

Silicon Fen – รอบเมืองเคมบริดช์ อังกฤษ

Silicon Glen – ภาคกลางของสก็อตแลนด์

จากตัวเมืองเชียงใหม่ลงไปทางใต้สองข้างซุปเปอร์ไฮเวย์หมายเลข 11 กิโลเมตรที่ 25 คือ นิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือ เนื้อที่ 1,700 กว่าไร่ เต็มไปด้วยโรงงานผลิตประกอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ของชาวต่างชาติ ที่นี่คือ “สายพานการผลิตปลายทางของหุบเขาซิลิกอน”

ดิ เอเชียนวอลล์สตรีท เจอร์นัล รายงานจากเกาะบอร์เนียว ในเดือนกุมภาพันธ์ 2539 ว่า รัฐบาลมาเลเซียเดินหน้าสู่ภาคอุตสาหกรรมเต็มตัว ศูนย์รวมเทคโนโลยีอยู่ที่ปีนังหรือ “ซิลิกอนวัลเลย์” ของมาเลเซียใกล้ถึงจุดอิ่มตัวด้านการลงทุน หลายบริษัทเตรียมย้ายฐานไปเปิดโรงงานผลิตวงจรรวมและโรงงานผลิตแผ่นเวเฟอร์ที่เมืองกูจิงซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับป่าบอร์เนียวของอินโดนีเซีย รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ของโคแมกอิงค์ บริษัทฮาร์ดดิสก์คอมพิวเตอร์ของมาเลเซียเรียกที่นี่ว่า “มินิซิลิกอนวัลเลย์”

ซิลิกอนคือธาตุพื้นฐานอยู่ในรูปสารประกอบหินควอทซ์หรือทรายที่เรารู้จักกัน คุณสมบัติที่ยอมให้กระแสไฟฟ้าผ่านได้บางส่วน ซิลิกอนจึงถูกนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตไมโครชิป (นอกจากแกลเลียมอาร์เซไนด์) ด้วยเหตุนี้ เขตซานตาคลารา ดินแดนอบอุ่น เต็มไปด้วยสวนพลัมของแคลิฟอร์เนียจึงกลายมาเป็นที่ตั้งของกลุ่มบริษัทผลิตไมโครชิปและวงจรรวม ( IC ) กล่าวได้ว่า ที่นี่คือจุดเริ่มต้นการปฏิวัติเทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ของโลก

ผู้แทนจากประเทศต่าง ๆ เคยเดินทางมายังซิลิกอนวัลเลย์เพื่อหาแบบจำลองการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศตนเอง พวกเขาตื่นตาตื่นใจกับสิ่งอำนวยความสะดวกที่ดูสะอาดสดใสและนักบริหารหนุ่มผู้ปราดเปรียวที่บอกว่าเขาสร้างความร่ำรวยเพียงชั่วข้ามคืน

ผู้คิดค้นและประดิษฐ์ไมโครชิปกล่าวว่า ซิลิกอนวัลเลย์คือกุญแจแห่งอาณาจักร สื่อมวลชนญี่ปุ่นขนานนามไมโครชิปและวงจรรวมว่าเป็นข้าวแห่งอุตสาหกรรม ส่วนนักอุตสาหกรรมญี่ปุ่นบอกว่า สมัยก่อน เหล็กคือกระดูกสันหลังของชาติ สมัยนี้ต้องเปลี่ยนจากเหล็กเป็นซิลิกอน

ไมโครชิปคือหัวใจของคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีโทรคมนาคม ส่วนกรรมกรในสายพานการผลิตอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลก จากหุบเขาซานตาคลาราถึงหุบเขาเชียงใหม่-ลำพูน นั้นเป็นเพียงต้นทุนการผลิตและเครื่องจักรที่เดินได้ พวกเขาตกอยู่ในชะตากรรมที่ไม่แตกต่าง

ฤดูหนาวปี 2524 สารเคมีอันตรายของบริษัทอิเล็กทรอนิกส์ขนาดใหญ่ 11 แห่งในซิลิกอนวัลเลย์รั่วไหลปนเปื้อนในแหล่งน้ำสาธารณะ ผู้คนในเขตซานตาคลาราตื่นตระหนกเพราะคาดไม่ถึงว่าอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูงและปลอดมลพิษเหล่านี้จะมีปัญหาเกิดขึ้น ประชาชนยื่นข้อเสนอให้ออกกฎหมายควบคุมการขยายโรงงาน วอลแลค สแตกเนอร์ นักเขียนรางวัลพูลิตเซอร์เข้าร่วมรณรงค์คัดค้านการเติบโตอย่างไม่มีขีดจำกัดของอุตสาหกรรมนี้

ปี 2526 ซิลิกอนวัลเลย์มีโรงงาน 800 แห่ง คนงานในสายพานประกอบชิ้นส่วนรวมกันประมาณ 150,000 คน เกือบทั้งหมดเป็นหญิงนิโกร แคริเบียน ซามัว เม็กซิกัน เวียตนาม และผู้ลี้ภัยชาวเอเชีย พวกเขาพักอาศัยในบ้านเช่าทางฟากตะวันออกของเมืองซานโจส์

ความเครียดจากการทำงานให้พวกเธอต้องใช้ยา วันแล้ววันเล่ากับงานบัดกรีเชื่อมชิปเข้ากับแผงวงจร แมรี่ เจน เอสปราซา จากศูนย์บำบัดผู้ติดยาแห่งซานโจส์บอกว่า “คนงานเริ่มใช้ยาเพราะงานมันน่าเบื่อ ไม่รู้ว่าทำเพื่ออะไร เมื่อกินยาม้าเข้าไปจะรู้สึกกระปรี้ประเปร่า ทำงานมากเป็นสองเท่า หัวหน้าแผนกจะเร่งให้ทำงาน เธอต้องทำให้ถึง 100 ชิ้นคืนนี้”

การทำงานสัมผัสกับสารเคมีที่มีโครงสร้างซับซ้อนเป็นเหตุให้คนงานหญิงเจ็บป่วย มีปัญหาประจำเดือนและภาวะเจริญพันธุ์ ไตวาย มะเร็งและภูมิแพ้ หน่วยงานด้านสุขภาพและความปลอดภัยในการทำงานที่ดูแลเรื่องนี้ก็ไม่เคยกำหนดค่ามาตรฐานของสารเคมีหลายตัวที่ใช้ในโรงงาน กระบวนการผลิตยังส่งผลให้เกิดความเค้นทางสายตาและความเครียดทางจิตใจ

นอกจากสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่นเป็นคู่แข่งสำคัญในเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ เกาะคิวชูถูกขนานนามว่า เกาะซิลิกอน เพราะเต็มไปด้วยโรงงานผลิตไอซี ตอนกลางของเกาะเป็นเขตภูเขาไฟ หินภูเขาไฟคือตัวกรองชั้นเยี่ยมเมื่อมีฝนตกลงมา น้ำสะอาดที่สะสมใต้ดินถูกนำมาใช้ในโรงงาน

กระบวนการผลิตไมโครชิปต้องใช้น้ำที่มีความบริสุทธิ์มาก วัตถุดิบสำคัญนอกจากซิลิกอนก็มีโลหะหายากจำพวก ทอง แพลทตินัม เงิน แคดเมียม การสร้างวงจรรวมขนาดใหญ่มาก (VLSIC) ต้องใช้แคลเซียม อาร์เซนิค สารละลายปิโตรเคมีหลายชนิดและก๊าซพิษ

เขตอะซูมิโน ตอนกลางเกาะฮอนชู แหล่งปลูกพืชผักนานาชนิด วาซาบิเป็นพืชชนิดหนึ่งที่ชอบเจริญเติบโตบริเวณแหล่งน้ำซับ เมื่อมีการสร้างโรงงานผลิตสารกึ่งตัวนำ เกษตรกรผู้ปลูกวาซาบิกังวลใจเรื่องโลหะหนักและสารเคมีจะปนเปื้อนลงน้ำใต้ดิน ปัญหาเช่นนี้เกิดขึ้นหลายแห่งเพราะโรงงานอิเล็กทรอนิกส์มักตั้งอยู่ในเขตภูเขาซึ่งมีแหล่งน้ำใต้ดินที่สะอาด

อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์มีการแข่งขันสูง เพื่อลดต้นทุน ทั้งสหรัฐและญี่ปุ่นจึงย้ายฐานการผลิตที่ใช้แรงงานเข้มข้นไปยังประเทศกำลังพัฒนา ในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ มีโรงงานผลิตประกอบอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มากมายในเขตอุตสาหกรรมส่งออกที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากรัฐบาล

ที่มาเลเซีย สิงคโปร์ มีรายงานปัญหาสุขภาพของคนงานในอุตสาหกรรมนี้ เช่นเดียวกับการเจ็บป่วยล้มตายของคนงานซีเกทและนิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือของไทย เบื้องหลังไมโครชิปคืออีกด้านหนึ่งของความปวดร้าว จากไมโครชิป การประกอบวงจรและอุปกรณ์ การประกอบชิ้นส่วนสุดท้าย เป็นคอมพิวเตอร์ กล้องถ่ายรูป โทรศัพท์ วิทยุ โทรทัศน์ ฯลฯ หมายถึงปัญหาสุขภาพ และการถูกกดขี่ขูดรีด แรงงานยุคใหม่ของคนงานในสายพานการผลิต

เราพูดกันว่าเทคโนโลยีโทรคมนาคมและไมโครอิเล็กทรอนิกส์จะทำให้สังคมเป็นประชาธิปไตยและเกิดการจ้างงาน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับตรงข้าม มันนำไปสู่การสะสมทุน ความรู้และอำนาจอย่างมหาศาลในประเทศมหาอำนาจและบริษัทข้ามชาติไม่กี่แห่ง

ข้อความตอนหนึ่งของไมเคิล แชลิส ผู้เขียน The Silicon Idol ซึ่งแปลภาษาไทยชื่อวิพากษ์คอมพิวเตอร์ เทวรูป แห่งยุคสมัยโดยพระไพศาล วิสาโล และสมควร ใฝ่งามดี อธิบายถึงคำวิพากษ์ที่มีต่อเทคโนโลยีดังกล่าวนี้ว่า “…ความก้าวหน้าไม่ควรมีนัยอัตโนมัติว่าของใหม่มาแทนที่ของเก่า หากว่าของเก่านั้นเป็นสิ่งที่น่าพึงพอใจแล้ว การวิจารณ์ของใหม่ก็มิได้หมายความว่า ผู้วิจารณ์ต้องการย้อนกลับไปหาอดีต แท้ที่จริง หมายความว่าของใหม่นั้นมิได้เป็นไปตามคาดหวัง…”

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading