Taragraphies — Header Component

16406709_1395848307113116_4649200861465065526_nภาคีเครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคมเพื่ออาหารทะเลยั่งยืนและเป็นธรรม แถลงข่าว “บทบาทภาคธุรกิจและประชาสังคม ในการแก้ไขปัญหาแรงงานและสิ่งแวดล้อมของอุตสาหกรรมประมงไทย” โดยสะท้อนเสียงจากผู้ได้รับผลกระทบจากทั้งในภาคแรงงานและทรัพยากรทะเล โดยมีตัวแทนภาคีเครือข่ายฯ ภาคประชาสังคม อาทิ นายบรรจง นะแส นายกสมาคมรักษ์ทะเลไทย นายสมพงษ์ สระแก้ว ผอ.มูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน (LPN) นางสาวสุธาสินี   แก้วเหล็กไหล ผู้ประสานงานองค์กรสิทธิแรงงานข้ามชาติ (MWRN) นายสะมะแอ  เจะมูดอ นายกสมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย และนายสามารถ เสนาสุ อดีตแรงงานบนเรือประมง นายวิโชคศักดิ์ รณรงค์ไพรี ผจ.สมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย ร่วมแถลง ณ ห้องไลบรารี่ เวลา 10.00 น. วันที่ 31 มกราคม 2560 โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ

ในช่วงปีที่ผ่านมา ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนและความไม่ยั่งยืนในอุตสาหกรรมประมงของไทยยังตกเป็นประเด็นร้อนที่สามารถแก้ไขให้ลุล่วงได้  ความไม่ยั่งยืนในสายพานการผลิตส่งผลกระทบโดยตรงทั้งต่อชีวิตลูกเรือแรงงานและความหายนะทางสิ่งแวดล้อม ปรากฎการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ในประเทศพัฒนาแล้วต้องปรับตัวจากการที่ความเชื่อมั่นผู้บริโภคตกต่ำ นอกจากนี้ในปี 2554 สหภาพยุโรป (อียู) ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ของไทย ได้ออกประกาศอย่างเป็นทางการ โดยจัดให้ไทยตกอยู่ในบัญชีประเทศที่ไม่ให้ความร่วมมือในการต่อต้านการทำประมงผิดกฎหมาย ไม่รายงาน และไร้การควบคุม (Illegal, Unregulated and Unreported Fishing : IUU Fishing) ซึ่งจนถึงขณะนี้ ไทยยังไม่สามารถปลดสถานะใบเหลืองนี้ได้                            ในขณะเดียวกัน ไทยยังคงอยู่เทียร์ 2 Watchlist ที่ต้องจับตาด้านการค้ามนุษย์จากการจัดลำดับของสหรัฐอเมริกา

ภาคีเครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคมเพื่ออาหารทะเลยั่งยืนและเป็นธรรม หรือ “The Thai Civil Society’s Coalition for Sustainable and Ethical Seafood” คือเวทีแรกที่ผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง และองค์กรภาคประชาสังคมไทยด้านแรงงาน และด้านสิ่งแวดล้อมที่ทำงานใกล้ชิด มีความเชี่ยวชาญกับสภาพปัญหา รวม 14 องค์กร ได้จับมือร่วมทำงานกันในรูปแบบเครือข่าย โดยทางเครือข่ายมีภารกิจในการชี้วิเคราะห์สาเหตุ นำเสนอทางออกอย่างสร้างสรรค์ สร้างความตระหนัก รณรงค์และส่งเสริม เพื่อยุติการทำประมงที่ไม่ยั่งยืนและ ไม่เป็นธรรมตลอดกระบวนการผลิต (จากทะเลสู่จานผู้บริโภค) ภาคีเครือข่ายฯต้องการสนับสนุนภาครัฐและเอกชนให้เปลี่ยนแปลงการดำเนินงานด้านนโยบายและการปฎิบัติ เพื่อการคุ้มครองสิทธิแรงงานและระบบนิเวศน์ทางทะเล รวมทั้งนำเสนอทางออกอย่างมีส่วนร่วมและมีบทบาทในการติดตามตรวจสอบข้อเท็จจริงในพื้นที่อย่างใกล้ชิด

ที่ผ่านมา ทางภาคีเครือข่ายฯ ได้เห็นถึงความพยายามของภาครัฐและเอกชนขนาดใหญ่ในการพยายามแก้วิกฤติดังกล่าว แม้จะน่ายินดีแต่ก็ยังไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร และเมื่อปัญหาไม่ได้รับการแก้ไขอย่างทันท่วงที แรงงานในอุตสาหกรรมประมงและครอบครัวชาวประมงพื้นบ้าน กลับตกเป็นกลุ่มคนแรกๆ ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด

“ภาคเอกชนมีบทบาทสำคัญที่จะสามารถแก้ไขปัญหาในห่วงโซ่อุปทาน เช่นซุปเปอร์มาร์เก็ตฐานะที่เป็นปลายทางห่วงโซ่การผลิต ธุรกิจเองอาจไม่ได้รับรู้มาก่อนว่าสินค้าที่นำมาขายผู้บริโภคมาจากแรงงานทาส แต่เมื่อรู้แล้วต้องร่วมแก้ไข รวมถึง มีบทบาทในการขับเคลื่อนเปลี่ยนแปลงทัศนคติ และนโยบายของเอกชนรายอื่นๆ ในธุรกิจเดียวกันด้วย” นายวิโชคศักดิ์ รณรงค์ไพรี ผู้จัดการสมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย กล่าว

ทั้งนี้ การประชุม “Seafood Task Force” ซึ่งประกอบไปด้วยกลุ่มธุรกิจชั้นนำของโลก ทั้ง ผู้ซื้อ ในประเทศยุโรปและสหรัฐอเมริกา และ ผู้ส่งออก รายใหญ่ของไทย ที่กำลังมีการจัดประชุมกันระหว่างวันที่ 30 มกราคม ถึง 2 กุมภาพันธ์ 2560 ในประเทศไทย ทางภาคีเครือข่ายฯ จึงตัดสินใจเข้าเข้าหารือ แลกเปลี่ยนข้อมูล และเสนอแนวทางการแก้ปัญหาและความร่วมมือในช่วงค่ำของวันที่ 30 มกราคม ที่ผ่านมา โดยการพบปะกันครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกของโลก ที่กลุ่มองค์กรซึ่งมีความสำคัญยิ่งในการแก้ปัญหาสองฝั่ง คือภาคประชาสังคมและภาคเอกชนระดับโลกได้พบปะหารือกัน

นายสะมะแอ  เจะมูดอ นายกสมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “เพื่อจัดการระบบนิเวศน์ทางทะเลอย่างเร่งด่วน ทางภาคีได้มีข้อเสนอเร่งด่วน 2 ประการต่อภาคเอกชน คือ 1) “ยุติการใช้เครื่องมือและวิธีการทำประมงทำลายล้าง โดยต้องไม่จับ ไม่ใช้ และไม่ซื้อผลิตภัณฑ์ประมงที่ได้มาจากการทำประมงผิดกฎหมาย ไม่รายงาน และไร้การควบคุม (IUU Fishing)  การใช้อวนลาก และวิธีปั่นไฟล่อจับปลา     แม้กฎหมายไทยไม่ได้ห้ามไว้  รวมถึงต้องมีระบบตรวจสอบย้อนกลับที่โปร่งใส มีประสิทธิภาพ ทำให้ทราบแหล่งที่มาและวิธีการจับสัตว์น้ำที่ทำการประมงได้ และบังคับใช้ระบบนี้กับซัพพลายเออร์  นอกจากนี้ต้องเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับนโยบายและแนวปฏิบัติในการจัดซื้อจัดหาสินค้าหรือวัตถุดิบสัตว์น้ำในธุรกิจของตนให้สาธารณชนได้รับทราบด้วย” 

นอกจากนี้ต่อประเด็นที่เกี่ยวข้อง นายบรรจง นะแส นายกสมาคมรักษ์ทะเลไทย ชี้ว่า “ต้องยุติการซื้อหรือใช้ปลาป่นที่ได้มาจากการทำประมงอย่างไม่ยั่งยืน/ทำลายล้าง เพื่อเป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหารสัตว์ ภาคเอกชนต้องมีระบบตรวจสอบย้อนกลับถึงที่มาของปลาป่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ  การจัดซื้อจัดจ้างต้องโปร่งใส เปิดโอกาสให้หน่วยงานภายนอกตรวจสอบได้  และขอให้เปิดเผยข้อมูลสัดส่วนวัตถุดิบโปรตีนในปลาป่นที่มาจากปลาเป็ดที่ใช้อยู่ว่ามากน้อยเพียงใด  รวมถึงลงทุนในการศึกษาวิจัย พัฒนาทางเลือกวัตถุดิบโปรตีนทดแทนในอาหารสัตว์เพื่อลดความต้องการปลาป่นจากการทำประมงอย่างไม่ยั่งยืน”

ส่วนด้านสังคมและแรงงานนั้น นางสาวสุธาสินี แก้วเหล็กไหล   ผู้ประสานงานองค์กรสิทธิแรงงานข้ามชาติ (MWRN) เสนอว่า “1) เอกชนต้องยุติการใช้แรงงานบังคับในภาคการประมงอย่างเร่งด่วน โดย ผลักดันมาตรการและแนวปฏิบัติของผู้ประกอบกิจการเรือประมงในการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานและความปลอดภัยในการทำงานของแรงงานประมง และที่สำคัญ 2) ต้องส่งเสริมสิทธิในการรวมตัวและการได้รับค่าตอบแทนที่เป็นธรรมและการทำงานที่มีคุณค่าของแรงงานประมง โดยการบริหารจัดการแรงงานประมงในประเทศไทย ต้องเป็นไปตามหลักสิทธิในการทำงาน สิทธิในการรวมตัวและเสรีภาพในการต่อเจรจาต่อรองของคนงานประมง ตลอดจนการส่งเสริมให้คนงานประมงได้รับค่าแรงที่เป็นธรรมและการทำงานที่มีคุณค่า

ทั้งนี้ ภาคเอกชนควรกำหนดอัตราค่าจ้างค่าตอบแทนและสวัสดิการให้สอดคล้องกับความเสี่ยงภัยของแรงงานประมง อีกทั้ง ให้มีการชดเชยเป็นค่าตอบแทนในส่วนที่นอกเหนือจากจำนวนชั่วโมงการทำงานที่ตกลงกันไว้ โดยกำหนดการลงอวนไม่เกิน 3 ครั้งต่อการทำงาน (24 ชั่วโมง) ระบบการจ่ายเงินค่าจ้างและ/หรือค่าส่วนแบ่งรายได้จากการจับสัตว์น้ำให้คนงานประมงต้องมีหลักฐานและตรวจสอบได้

“แม้แต่การนำเสนอรายงานประจำปีต่อสาธารณะ ว่าแต่ละบริษัทดำเนินการส่งสริมคุ้มครองอย่างไร ก็อาจเป็นก้าวสำคัญที่ยืนยันความก้าวหน้า ความจริงใจที่ภาคธุรกิจมี ในการแก้ปัญหาในระยะยาว” สมพงษ์สระแก้ว ผู้อำนวยการมูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน (LPN)

หลังจากการหารือระหว่างภาคีเครือข่ายฯและ Seafood Task Force ทางภาคเอกชนใน Seafood Task Force เห็นว่าเรามีเป้าหมายเดียวกัน และเห็นด้วยในหลักการร่วมกัน ซึ่งทางภาคีเครือข่ายฯยินดีกับท่าทีของ Seafood Task Force อย่างไรก็ตามทางภาคีเครือข่ายฯเห็นว่าการมีเป้าหมายร่วมกันเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เราจึงขอเสนอให้ Seafood Task Force มีกลไกเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาสังคมและประชาชนผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใส มีประสิทธิภาพและมีส่วนร่วม โดยหลังจากการหารือด้วยวาจาแล้ว ทางภาคีเครือข่ายฯ จะยื่นหนังสือแนวทางแก้ไข้ปัญหาในรายละเอียด พร้อมทั้งเสนอวง Seafood Task Force ให้เปิดเผยแผนและกรอบเวลาการแก้ไขปัญหาเพื่อนำไปสู่เป้าหมายในการแก้ไขปัญหาประมงอย่างยั่งยืนร่วมกัน

ทั้งนี้  ทางภาคีเครือข่ายฯ เรียกร้องให้สื่อมวลชนและสาธารณะ ได้ร่วมกันติดตาม จับตามองการแก้ปัญหา ไม่เฉพาะแต่ภาครัฐ แต่รวมทั้งการแก้ปัญหาของภาคเอกชนและภาคประชาสังคมอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการนำไปสู่การส่งเสริมในระยะยาวหรือยั่งยืนต่อไป

ข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ วิรดา  อนุเทียนชัย 08 1804 5493 // อภิสรา กฤตาวาณิชย์ 08 3298 2266 หรือ รภัสสา ไตรรัตน์ ผู้ช่วยด้านความยั่งยืน องค์กรอ็อกแฟมในประเทศไทย Rtrirath@oxfam.org.uk โทรศัพท์ 026320033 ต่อ 171

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading