
เมื่อนำพัฒนาการของการผลักดันให้มีกลไกที่มีผลบังคับใช้ทางกฏหมายว่าด้วยเรื่อง “วิกฤตสภาพภูมิอากาศ” เปรียบเทียบระหว่างฟิลิปปินส์และไทย เราจะเห็นความแตกต่างที่ชัดเจนประการสำคัญดังนี้
ระบอบกฏหมายของฟิลิปปินส์เป็นเหมือน building block เป็น lego ที่เอามาต่อกันเป็นรูปร่างชัดเจน ต่อเนื่อง กฏหมายโลกร้อนของฟิลิปินส์ออกมาตั้งแต่ปี 2552 กฏหมายหลายฉบับมาจากการริเริ่มของประชาชน ร่างกฏหมายฉบับล่าสุด CLIMA Act ที่กำลังผ่านเข้าสู่การพิจารณาของสภาคองเกรส นั้นพูดถึงเรื่องของ “ภาระรับผิดของ Carbon Majors” ซึ่งก้าวหน้าอย่างยิ่ง แต่เท่าที่ฟังดู อาจต้องใช้เวลาต่อกรกับแรงเสียดทานจากภาคอุตสาหกรรมฟอสซิลไปอีกจนถึงปี 2568
ส่วนประเทศไทย ก็ยังไม่ไปถึงไหน ร่าง กม.ที่เสนอโดยประชาชนต้องใช้เวลาเป็นปีเป็นชาติ ในเรื่องวิกฤตโลกเดือด สิ่งที่ที่รัฐไทยทำได้ดีที่สุดคือ “การไล่จับชาวบ้าน” ทำได้แค่นี้จริงๆ ร่าง กม.โลกร้อนที่เสนอสู่กระบวนการรัฐสภาก็บรรจุเครื่องมือที่เอื้อให้รัฐและทุกอุตสาหกรรมฟอสซิลเอารัดเอาเปรียบชาวบ้านและความหลากหลายทางชีวภาพต่อไปในนามของ “ความยั่งยืน”
