โครงการก๊าซล้นโลก: AI ถูกใช้เป็นข้ออ้างให้โครงสร้างฟอสซิลกลับมาครองเกม

โครงการก๊าซล้นโลก: AI ถูกใช้เป็นข้ออ้างให้โครงสร้างฟอสซิลกลับมาครองเกม สหรัฐฯ กำลังเป็นผู้นำกระแสการเร่งสร้างกำลังผลิตไฟฟ้าจากก๊าซครั้งใหญ่ทั่วโลก ซึ่งจะทำให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ทำให้โลกยิ่งร้อนพุ่งขึ้นอย่างมาก โดยการบูมทำสถิติครั้งนี้ถูกขับเคลื่อนจากการขยายตัวของศูนย์ข้อมูลที่กินพลังงานสูง เพื่อรองรับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ตามการคาดการณ์ฉบับใหม่ ปีนี้มีแนวโน้มจะทำลายสถิติประจำปีของการเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าจากก๊าซใหม่ทั่วโลก โดยโครงการที่อยู่ระหว่างพัฒนาคาดว่าจะทำให้กำลังผลิตไฟฟ้าจากก๊าซทั่วโลกที่มีอยู่แล้วเพิ่มขึ้นเกือบ 50% รายงานของ Global Energy Monitor (GEM) ระบุ สหรัฐฯ อยู่แถวหน้าของแรงผลักระดับโลกที่หันไปพึ่งก๊าซ ซึ่งมีแนวโน้มจะยิ่งทวีความรุนแรงในช่วงห้าปีข้างหน้า หลังจากสหรัฐฯ เพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าจากก๊าซ “ตามแผน” ของตนขึ้นเป็นสามเท่าในปี 2025 กำลังผลิตใหม่จำนวนมากจะถูกใช้เพื่อรองรับความต้องการไฟฟ้ามหาศาลของ AI โดยหนึ่งในสามของกำลังผลิตไฟฟ้าจากก๊าซที่อยู่ระหว่างพัฒนาทั้งหมด 252 กิกะวัตต์ ถูกคาดว่าจะตั้งอยู่ “ในพื้นที่เดียวกัน” กับศูนย์ข้อมูล พลังงานจากก๊าซใหม่ทั้งหมดนี้ย่อมมีต้นทุนต่อสภาพภูมิอากาศอย่างมีนัยสำคัญ ท่ามกลางคำเตือนต่อเนื่องจากนักวิทยาศาสตร์ว่า จำเป็นต้องเร่งเลิกใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างรวดเร็ว หากต้องการหลีกเลี่ยงภาวะโลกร้อนที่รุนแรงและสร้างหายนะ โครงการก๊าซที่อยู่ระหว่างพัฒนาในสหรัฐฯ หากสร้างเสร็จทั้งหมด จะก่อให้เกิดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ตลอดอายุโครงการรวม 12.1 พันล้านตัน ซึ่งมากเป็น สองเท่า ของการปล่อยรายปีในปัจจุบันจากทุกแหล่งในสหรัฐฯ ทั่วโลก หากการบูมก๊าซตามแผนเกิดขึ้นจริง จะทำให้การปล่อยสะสมตลอดอายุโครงการรวม 53.2 พันล้านตัน ซึ่งจะยิ่งผลักโลกไปสู่คลื่นความร้อนที่รุนแรงขึ้น ภัยแล้ง น้ำท่วม […]

International Cases on Climate Policy

ครึ่งหนึ่งของการปล่อยคาร์บอนที่ก่อวิกฤตโลกเดือดมาจากเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ผลิตโดยบริษัทเพียง 36 แห่ง การวิเคราะห์ระบุ นักวิจัยกล่าวว่า ข้อมูลปี 2566 ยิ่งตอกย้ำเหตุผลในการเอาผิดบริษัทเชื้อเพลิงฟอสซิลต่อบทบาทของพวกเขาในการทำให้โลกเดือด รายงานประจำปีฉบับก่อน ๆ เคยถูกนำไปใช้ในคดีความที่ฟ้องร้องบริษัทและนักลงทุนมาแล้ว รายงานพบว่า บริษัทเชื้อเพลิงฟอสซิลรายใหญ่ 36 แห่ง รวมถึง Saudi Aramco, Coal India, ExxonMobil, Shell และบริษัทจีนอีกหลายแห่ง ผลิตถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซที่เมื่อถูกนำไปเผาไหม้แล้วก่อให้เกิดการปล่อย CO₂ มากกว่า 20,000 ล้านตันในปี 2566 ตามข้อมูล หาก Saudi Aramco เป็นประเทศจะเป็นผู้ปล่อยมลพิษรายใหญ่อันดับ 4 ของโลก รองจากจีน สหรัฐฯ และอินเดีย ขณะที่ ExxonMobil มีการปล่อยในระดับใกล้เคียงกับเยอรมนีซึ่งเป็นผู้ปล่อยมลพิษรายใหญ่อันดับ 9 ของโลก การปล่อยทั่วโลกจำเป็นต้องลดลง 45% ภายในปี 2030 หากโลกต้องการมีโอกาสที่ดีในการจำกัดอุณหภูมิไม่ให้เพิ่มเกิน 1.5°C ซึ่งเป็นเป้าหมายที่นานาชาติตกลงกันไว้ อย่างไรก็ตาม การปล่อยยังคงเพิ่มขึ้น […]

When Climate Data Disappears, Risk Gets Bigger

นักวิทยาศาสตร์อเมริกันในอดีตเคยเป็นผู้นำในการเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตัวอย่างเช่น การสังเกตการณ์ความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศที่ดำเนินมายาวนานที่สุดนั้น เก็บข้อมูลที่หอดูดาวเมานาโลอาในฮาวาย ขณะที่ศูนย์ข้อมูลหิมะและน้ำแข็งแห่งชาติ (National Snow and Ice Data Center) ที่มหาวิทยาลัยโคโลราโด โบลเดอร์ ก็มีฐานข้อมูลเฉพาะตัวเกี่ยวกับการเพิ่ม-ลดของน้ำแข็งทะเลรายปีที่ขั้วโลกทั้งสองฝั่ง นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังเป็นเจ้าของทุ่นอาร์โก (Argo floats) ราว 58% จากทั้งหมดประมาณ 4,000 ทุ่น ที่ลอยอยู่ในระดับความลึกทั่วมหาสมุทรโลก ตรวจวัดสภาวะของมหาสมุทร ก่อนจะโผล่ขึ้นสู่ผิวน้ำทุก ๆ ราวสิบวันเพื่อส่งข้อมูลกลับไปยังศูนย์ โครงการเหล่านี้—และอีกมากมายในทำนองเดียวกัน—กำลังถูกคุกคาม รัฐบาลของโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังปลดระวางฐานข้อมูลที่มีมาอย่างยาวนาน ลบรายงานและการวิเคราะห์สำคัญ และปลดหรือโยกย้ายเจ้าหน้าที่ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางในการตีความข้อมูล การกระทำเช่นนี้จะทำให้การสร้างแบบจำลองภูมิอากาศยากขึ้น แต่ความเสียหายจะไม่ได้จำกัดอยู่แค่นักวิทยาศาสตร์ภูมิอากาศทั่วโลกเท่านั้น พลเมืองและภาคธุรกิจอเมริกันก็จะได้รับผลกระทบด้วย เพราะ “ข้อมูลที่ดี” เป็นองค์ประกอบสำคัญในการตรวจสอบความถูกต้องของผลลัพธ์จากแบบจำลองภูมิอากาศ หากแบบจำลองสามารถจำลองสิ่งที่สังเกตได้จริงในโลกจริงอย่างแม่นยำ ก็จะทำให้นักวิทยาศาสตร์มั่นใจมากขึ้นต่อการคาดการณ์อนาคต ข้อมูลภูมิอากาศที่ต่อเนื่องยังช่วยให้เห็นว่าโลกร้อนกำลังกระทบโลกอย่างไร ข้อมูลพืชพรรณแห้งตายที่สะสมในพื้นที่เสี่ยงไฟป่า สามารถนำมารวมกับตัวเลขอุณหภูมิและปริมาณฝนเพื่อทำนายความเสี่ยงไฟป่าที่เพิ่มสูงขึ้นได้ หากขาดข้อมูลเหล่านี้ เหตุการณ์เช่นนั้นจะทำนายได้ยากขึ้น และจึงอันตรายมากขึ้น ขณะนี้มีฐานข้อมูลและรายงานสำคัญหลายรายการถูกปิดหรือถูกลบไปแล้ว ภายใต้โครงการรายงานก๊าซเรือนกระจกของสหรัฐฯ (Greenhouse Gas Reporting Programme) […]

กรุงเทพฯ มีแผนรับมือคลื่นความร้อนแล้ว แต่ยังต้องเปลี่ยนประกาศเตือนให้เป็นบริการที่จับต้องได้

ข่าวในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ รายงานว่ากรุงเทพมหานครกำลังเตรียมแผนบริหารจัดการความร้อนปี 2569 โดยระบุจุดเสี่ยง 379 จุดทั่วเมือง พร้อมระบบเตือนภัยความร้อน 4 ระดับสีตาม Heat Index และแนวคิด BKK Cooling Rooms รวมถึงการตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการความร้อน และมาตรการระยะยาวด้านพื้นที่สีเขียว แหล่งน้ำ กฎอาคาร ผังเมือง ภายใต้แนวคิด Shaping a Cooler Bangkok ร่วมกับธนาคารโลก ช่วงกลางวันในกรุงเทพฯ ไม่ได้ร้อนแบบเดิมอีกต่อไป แต่คือความร้อนที่กัดกินกำลังงาน การตัดสินใจ และสุขภาพของคนเมืองโดยเฉพาะคนที่ต้องทำมาหากินกลางแจ้ง วินมอเตอร์ไซค์ แม่ค้าในตลาด คนงานก่อสร้าง แรงงานข้ามชาติ รปภ. คนทำความสะอาด และผู้สูงอายุในชุมชนหนาแน่น ข่าวดีคือกรุงเทพมหานครเริ่มขยับอย่างเป็นระบบ ระบุจุดเสี่ยงตั้งแต่ไซต์ก่อสร้าง สวนสาธารณะ วินมอเตอร์ไซค์ ตลาด สนามกีฬาไปจนถึงชุมชนหนาแน่น พร้อมระบบเตือนภัย 4 ระดับสี (เขียว–เหลือง–ส้ม–แดง) ตามแนวทางสาธารณสุข และแผนตั้ง “ห้องคลายร้อน” ให้บริการช่วงมีนาคม–เมษายน 2569 […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings