นักวิทยาศาสตร์อเมริกันในอดีตเคยเป็นผู้นำในการเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตัวอย่างเช่น การสังเกตการณ์ความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศที่ดำเนินมายาวนานที่สุดนั้น เก็บข้อมูลที่หอดูดาวเมานาโลอาในฮาวาย ขณะที่ศูนย์ข้อมูลหิมะและน้ำแข็งแห่งชาติ (National Snow and Ice Data Center) ที่มหาวิทยาลัยโคโลราโด โบลเดอร์ ก็มีฐานข้อมูลเฉพาะตัวเกี่ยวกับการเพิ่ม-ลดของน้ำแข็งทะเลรายปีที่ขั้วโลกทั้งสองฝั่ง นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังเป็นเจ้าของทุ่นอาร์โก (Argo floats) ราว 58% จากทั้งหมดประมาณ 4,000 ทุ่น ที่ลอยอยู่ในระดับความลึกทั่วมหาสมุทรโลก ตรวจวัดสภาวะของมหาสมุทร ก่อนจะโผล่ขึ้นสู่ผิวน้ำทุก ๆ ราวสิบวันเพื่อส่งข้อมูลกลับไปยังศูนย์

โครงการเหล่านี้—และอีกมากมายในทำนองเดียวกัน—กำลังถูกคุกคาม รัฐบาลของโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังปลดระวางฐานข้อมูลที่มีมาอย่างยาวนาน ลบรายงานและการวิเคราะห์สำคัญ และปลดหรือโยกย้ายเจ้าหน้าที่ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางในการตีความข้อมูล การกระทำเช่นนี้จะทำให้การสร้างแบบจำลองภูมิอากาศยากขึ้น แต่ความเสียหายจะไม่ได้จำกัดอยู่แค่นักวิทยาศาสตร์ภูมิอากาศทั่วโลกเท่านั้น พลเมืองและภาคธุรกิจอเมริกันก็จะได้รับผลกระทบด้วย เพราะ “ข้อมูลที่ดี” เป็นองค์ประกอบสำคัญในการตรวจสอบความถูกต้องของผลลัพธ์จากแบบจำลองภูมิอากาศ หากแบบจำลองสามารถจำลองสิ่งที่สังเกตได้จริงในโลกจริงอย่างแม่นยำ ก็จะทำให้นักวิทยาศาสตร์มั่นใจมากขึ้นต่อการคาดการณ์อนาคต ข้อมูลภูมิอากาศที่ต่อเนื่องยังช่วยให้เห็นว่าโลกร้อนกำลังกระทบโลกอย่างไร ข้อมูลพืชพรรณแห้งตายที่สะสมในพื้นที่เสี่ยงไฟป่า สามารถนำมารวมกับตัวเลขอุณหภูมิและปริมาณฝนเพื่อทำนายความเสี่ยงไฟป่าที่เพิ่มสูงขึ้นได้ หากขาดข้อมูลเหล่านี้ เหตุการณ์เช่นนั้นจะทำนายได้ยากขึ้น และจึงอันตรายมากขึ้น

ขณะนี้มีฐานข้อมูลและรายงานสำคัญหลายรายการถูกปิดหรือถูกลบไปแล้ว ภายใต้โครงการรายงานก๊าซเรือนกระจกของสหรัฐฯ (Greenhouse Gas Reporting Programme) ภาคอุตสาหกรรมต้องส่งข้อมูลว่าปล่อยก๊าซเท่าใดในแต่ละปี ตัวเลขจะถูกเผยแพร่ในบัญชีสำรวจประจำปีและส่งให้สหประชาชาติ แต่ยอดสรุปของปีที่แล้วกลับไม่ได้เผยแพร่ ขณะเดียวกัน สำนักงานพิทักษ์สิ่งแวดล้อมสหรัฐฯ (EPA) ได้เสนอให้ยกเลิกหรือระงับข้อกำหนดการรายงานสำหรับทุกอุตสาหกรรม—บางกรณีระงับไปจนถึงปี 2034 และบางกรณีอาจยกเลิกถาวร หน่วยงานกำกับมลพิษของรัฐบาลกลางเขียนไว้ว่า “หากสรุปผลตามที่เสนอ” ก็จะ “ไม่มีอุตสาหกรรมใดจำเป็นต้องส่งรายงานข้อมูลของปี 2025”

การประเมินสภาพภูมิอากาศระดับชาติ (National Climate Assessments) ก็ถูกนำออกจากเซิร์ฟเวอร์ของรัฐบาลเช่นกัน รายงานชุดนี้มีกฎหมายกำหนดให้เผยแพร่ทุกสี่ปี โดยรวบรวมข้อมูลจำนวนมหาศาลเพื่อวาดภาพอย่างละเอียดว่า สหรัฐฯ มีความเปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างไร ข้อมูลดังกล่าวสำคัญต่อเมือง รัฐ และภาคธุรกิจในการประเมินความเสี่ยงของตน วางแผนการลงทุน และสร้างความยืดหยุ่นในการรับมือ รายงานนี้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบที่สร้างความเสียหายมากที่สุดด้วย—ราเชล คลีทัส (Rachel Cleetus) จาก Union of Concerned Scientists องค์กรไม่แสวงกำไรในสหรัฐฯ ที่ผลักดันนโยบายบนฐานวิทยาศาสตร์ ระบุว่า ครอบคลุมตั้งแต่ไฟฟ้าดับ ไฟป่า ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น ไปจนถึงคลื่นความร้อน รายงานฉบับถัดไปมีกำหนดในปี 2027 แต่รัฐบาลได้ยุติสัญญากับกลุ่มที่รับหน้าที่จัดทำรายงานดังกล่าวแล้ว

ที่มา : The Economist

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading