ครึ่งหนึ่งของการปล่อยคาร์บอนที่ก่อวิกฤตโลกเดือดมาจากเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ผลิตโดยบริษัทเพียง 36 แห่ง การวิเคราะห์ระบุ

นักวิจัยกล่าวว่า ข้อมูลปี 2566 ยิ่งตอกย้ำเหตุผลในการเอาผิดบริษัทเชื้อเพลิงฟอสซิลต่อบทบาทของพวกเขาในการทำให้โลกเดือด รายงานประจำปีฉบับก่อน ๆ เคยถูกนำไปใช้ในคดีความที่ฟ้องร้องบริษัทและนักลงทุนมาแล้ว

รายงานพบว่า บริษัทเชื้อเพลิงฟอสซิลรายใหญ่ 36 แห่ง รวมถึง Saudi Aramco, Coal India, ExxonMobil, Shell และบริษัทจีนอีกหลายแห่ง ผลิตถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซที่เมื่อถูกนำไปเผาไหม้แล้วก่อให้เกิดการปล่อย CO₂ มากกว่า 20,000 ล้านตันในปี 2566

ตามข้อมูล หาก Saudi Aramco เป็นประเทศจะเป็นผู้ปล่อยมลพิษรายใหญ่อันดับ 4 ของโลก รองจากจีน สหรัฐฯ และอินเดีย ขณะที่ ExxonMobil มีการปล่อยในระดับใกล้เคียงกับเยอรมนีซึ่งเป็นผู้ปล่อยมลพิษรายใหญ่อันดับ 9 ของโลก

การปล่อยทั่วโลกจำเป็นต้องลดลง 45% ภายในปี 2030 หากโลกต้องการมีโอกาสที่ดีในการจำกัดอุณหภูมิไม่ให้เพิ่มเกิน 1.5°C ซึ่งเป็นเป้าหมายที่นานาชาติตกลงกันไว้ อย่างไรก็ตาม การปล่อยยังคงเพิ่มขึ้น เร่งความรุนแรงของสภาพอากาศสุดขั้วที่กำลังคร่าชีวิตและทำลายปากท้องผู้คนทั่วโลก

สำนักงานพลังงานสากล (IEA) ระบุว่า โครงการเชื้อเพลิงฟอสซิลใหม่ที่เริ่มหลังปี 2564 ไม่สอดคล้องกับการไปให้ถึงการปล่อยสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593 บริษัทส่วนใหญ่ในฐานข้อมูล Carbon Majors จำนวน 169 แห่ง เพิ่มการปล่อยในปี 2566 ซึ่งในเวลานั้นเป็นปีที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์

“บริษัทเหล่านี้ทำให้โลกเสพติดเชื้อเพลิงฟอสซิล โดยไม่มีแผนจะชะลอการผลิต” คริสเตียนา ฟิเกเรส ซึ่งเป็นหัวหน้าด้านสภาพภูมิอากาศของสหประชาชาติในช่วงที่ความตกลงปารีสปี 2558 กล่าว “วิทยาศาสตร์ชัดเจนว่า เราไม่อาจถอยหลังไปสู่เชื้อเพลิงฟอสซิลและการขุดเจาะมากขึ้นได้ ตรงกันข้าม เราต้องเดินหน้าไปสู่ระบบเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำที่ทำงานเพื่อผู้คนและโลก”

เอ็มเม็ต คอนแนร์ จาก InfluenceMap ซึ่งเป็นคลังสมองที่จัดทำรายงาน Carbon Majors กล่าวว่า “แม้จะมีพันธสัญญาด้านสภาพอากาศทั่วโลก กลุ่มผู้ผลิตเชื้อเพลิงฟอสซิลรายใหญ่เพียงหยิบมือกลับเพิ่มการผลิตและการปล่อยอย่างมีนัยสำคัญ งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นผลกระทบที่ไม่สมส่วนของบริษัทเหล่านี้ต่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศ และสนับสนุนความพยายามในการบังคับใช้ความรับผิดชอบของภาคธุรกิจ”

โฆษกของ Shell กล่าวว่า “Shell มุ่งมั่นจะเป็นธุรกิจพลังงานที่ปล่อยสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593 การลงทุนของเราในเทคโนโลยีใหม่ ๆ ช่วยลดการปล่อยของ Shell และลูกค้าของเรา” ส่วน Saudi Aramco ปฏิเสธให้ความเห็น ขณะที่ Coal India, ExxonMobil, Chevron, TotalEnergies และ BP ไม่ตอบคำถามสื่อ

ข้อมูล Carbon Majors ถูกใช้เป็นหลักฐานสนับสนุนกฎหมายที่ผ่านในรัฐนิวยอร์กและเวอร์มอนต์ สหรัฐฯ ซึ่งมุ่งเรียกร้อง “ค่าชดเชยความเสียหายจากสภาพภูมิอากาศ” จากบริษัทเชื้อเพลิงฟอสซิล อีกทั้งยังถูกอ้างโดยกลุ่มกฎหมายเพื่อสนับสนุนความเป็นไปได้ของการตั้งข้อหาทางอาญากับผู้บริหารบริษัทเชื้อเพลิงฟอสซิล และถูกอ้างในกระบวนการกำกับดูแล เช่น คำร้องของ ClientEarth ที่กล่าวหา BlackRock ว่าทำให้นักลงทุนเข้าใจผิด

รายงาน Carbon Majors คำนวณการปล่อยที่เกิดจากการเผาไหม้ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซที่ผลิตโดยบริษัทใหญ่ 169 แห่งในปี 2023 โดยฐานข้อมูลยังรวมการปล่อยจากการผลิตปูนซีเมนต์ ซึ่งเพิ่มขึ้น 6.5% ในปี 2023

ในกลุ่ม 36 บริษัทที่รับผิดชอบต่อการปล่อยครึ่งหนึ่งของโลกในปี 2023 มีรัฐวิสาหกิจ เช่น China Energy, National Iranian Oil Company, Gazprom ของรัสเซีย และ Adnoc ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ส่วนบริษัทที่เป็นของผู้ถือหุ้นในกลุ่มนี้ ได้แก่ Petrobras (บราซิล) และ Eni (อิตาลี)

ทั้ง 36 บริษัทถูกครอบงำโดยรัฐวิสาหกิจเป็นหลัก โดยมีรัฐวิสาหกิจ 25 แห่ง ในจำนวนนี้ 10 แห่งอยู่ในจีน ซึ่งเป็นประเทศที่ปล่อยมลพิษมากที่สุดในโลก แหล่งกำเนิดการปล่อยในปี 2566 แบ่งเป็น ถ่านหิน 41% น้ำมัน 32% ก๊าซ 23% และปูนซีเมนต์ 4%

ฐานข้อมูล Carbon Majors ยังรวมการปล่อยในประวัติศาสตร์ตั้งแต่ปี 2497 ถึง 2566 และพบว่าสองในสามของการปล่อยคาร์บอนจากเชื้อเพลิงฟอสซิลนับตั้งแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม มาจากบริษัท 180 แห่ง โดย 11 แห่งในนั้นเลิกกิจการไปแล้ว

คูมี ไนดู ประธานโครงการ Fossil Fuel Non-Proliferation Treaty Initiative กล่าวว่า “เรากำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของประวัติศาสตร์มนุษยชาติ เป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลต้องก้าวขึ้นมาและใช้อำนาจของตนเพื่อยุติรากเหง้าของวิกฤตที่เรากำลังเผชิญอยู่ นั่นคือ การขยายตัวของเชื้อเพลิงฟอสซิล”

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading