Heat Dome Fuels Extreme Heatwave across Australia

ออสเตรเลียกำลังถูกโดมความร้อน(heat dome) ปกคลุมอยู่ในขณะนี้และความร้อนกำลังพุ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ ปรากฏการณ์สภาพอากาศขนาดใหญ่ที่เรียกว่าโดมความร้อนได้ปิดคลุมทั้งทวีป ราวกับผนึกออสเตรเลียไว้ ส่งให้อุณหภูมิพุ่งทะยานไปใกล้ระดับร้อนระอุ 122 องศาฟาเรนไฮต์ (50 องศาเซลเซียส) นี่ไม่ใช่แค่คลื่นความร้อนฤดูร้อนแบบปกติ แต่เป็นพายุสมบูรณ์แบบทางอุตุนิยมวิทยาที่นักอุตุนิยมวิทยาเตือนว่าอาจรุนแรงใกล้เคียงกับไฟป่า Black Summer อันเลวร้ายในช่วงปี 2019–2020 กลไกของคลื่นความร้อนครั้งนี้น่ากลัวเพราะมีประสิทธิภาพอย่างยิ่ง ระบบความกดอากาศสูงได้ไปจอดค้างอยู่เหนือประเทศ ทำหน้าที่เหมือนฝาหม้อเดือด มันกักอากาศร้อนไว้ด้านล่างและกดลงสู่พื้น ทำให้อากาศถูกอัดตัวและร้อนขึ้นไปอีก ที่แย่ลงคือ พายุไซโคลนเขตร้อน “ลูอานา” (Tropical Cyclone Luana) เพิ่งขึ้นฝั่งในรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย เติมพลังงานมหาศาลสู่บรรยากาศชั้นบนและเสริมความแข็งแรงให้โดม จนยิ่งเคลื่อนตัวออกไปได้ยาก ความร้อนยังถูกขยายจากวงจรป้อนกลับ(feedback loop) อันตรายบนพื้นดิน เพราะดินในพื้นที่ตอนในของออสเตรเลียแห้งผากจากการขาดฝน พลังงานจากดวงอาทิตย์จึงไม่ได้ถูกใช้ไปกับการระเหยความชื้น แต่ถูกเททั้งหมดไปกับการทำให้พื้นดินร้อนขึ้น พื้นดินที่ร้อนขึ้นทำให้อากาศร้อนขึ้น และอากาศที่ร้อนขึ้นก็ยิ่งทำให้พื้นดินแห้งลงกว่าเดิม ผลลัพธ์คือวิกฤตระดับทวีป เมืองอย่าง Ouyen และ Mildura คาดการณ์อุณหภูมิสูงถึง 118 องศาฟาเรนไฮต์ (48 องศาเซลเซียส) ขณะที่พื้นที่ทะเลทรายลึกบางแห่งอาจทะลุ 122 องศาฟาเรนไฮต์ (50 องศาเซลเซียส) ทางการได้ออกประกาศระดับความเสี่ยงไฟป่าหายนะร้ายแรง(catastrophic) […]

Article 6 ไม่ใช่ทางออกด้านสภาพภูมิอากาศ

คาร์บอนเครดิตกลับมาเป็นกระแสอีกครั้ง ภายใต้ Article 6 ของความตกลงปารีส ประเทศต่าง ๆ สามารถซื้อขายผลลัพธ์การลดก๊าซเรือนกระจกและนำไปอ้างเป็นความก้าวหน้าในการบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศของตนได้ ในทางทฤษฎี กลไกนี้อาจช่วยลดต้นทุน เร่งการถ่ายทอดเทคโนโลยี และระดมเงินทุนได้ แต่การประเมินกติกา Article 6 ล่าสุด นี่คือสัญญาณเตือนมากกว่าข่าวดี เพราะกติกาโดยเฉพาะ Article 6.2 ที่เป็นการซื้อขายแบบทวิภาคียังไม่เข้มแข็งพอจะรับประกันความถูกต้องเชิงสิ่งแวดล้อม ความโปร่งใส ความรับผิดรับชอบและความเป็นธรรมได้จริง สำหรับประเทศไทย นี่ไม่ใช่ประเด็นเชิงวิชาการ แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับทิศทางการออกกฎหมายและนโยบายในมือของเรา ไม่ว่าจะเป็นร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การออกแบบระบบซื้อขายสิทธิการปล่อย (ETS) การวางบทบาทของ T-VER และ “Premium” และการเจรจาดีล Article 6 แบบทวิภาคี คำถามคือไทยจะปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ ประชาชน และความน่าเชื่อถือของตัวเองได้แค่ไหน หากจะเข้าร่วม Article 6.2 เปิดช่องให้การโอนผลลัพธ์คุณภาพต่ำถูกทำให้ถูกต้องตามกติกา Article 6 มีสองแนวทางหลัก: Article 6.2 (การซื้อขายผลลัพธ์แบบทวิภาคีหรือพหุภาคีที่กระจายอำนาจ กำกับดูแลหลวม) และ Article 6.4 […]

สหรัฐฯ ถอนตัวจาก UNFCCC และถอยห่างจาก IPCC จะกระทบเกมภูมิอากาศโลก และ COP31–COP32 อย่างไร

เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2569 ทำเนียบขาวประกาศแนวทางให้หน่วยงานของสหรัฐฯ เดินหน้าถอนตัวจากกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศหลายรายการ โดยมีชื่อ กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) และการลดบทบาทต่อ คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) อยู่ในรายการดังกล่าว สัญญาณนี้เกิดขึ้นไม่นานหลัง COP30 และก่อนเข้าสู่ COP31–COP32 จึงสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อทั้งกติกาและการเมืองของการแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศโลก UNFCCC ไม่ใช่เพียงเวทีเจรจา แต่เป็น “โครงสร้างหลัก” ที่รองรับกระบวนการ COP ทั้งหมดรวมถึงความตกลงที่เกี่ยวเนื่องอย่าง Paris Agreement ดังนั้นการถอนตัวจาก UNFCCC มีนัยทางสถาปัตยกรรม ถ้าสหรัฐฯ ออกนอกระบบจริง ก็เท่ากับเลือกอยู่นอกกรอบที่กำหนดกติกาเรื่องการรายงาน/ความโปร่งใส (transparency) การทบทวนร่วม และการร่วมกันขับเคลื่อนแผนการลดก๊าซเรือนกระจกในระดับโลก อย่างไรก็ดี สิ่งที่ต้องแยกให้ออกคือการประกาศเจตจำนงกับการถอนตัวที่มีผลทางกฎหมายเพราะตามข้อบทของ UNFCCC การถอนตัวจะมีผลหลังจากมีหนังสือแจ้งอย่างเป็นทางการ และต้องรอระยะเวลาตามที่กำหนด (โดยทั่วไปคือหนึ่งปีหลังวันรับแจ้ง) นั่นหมายความว่าในทางปฏิบัติอาจเกิดช่วงสุญญากาศที่สหรัฐฯ ยังไม่พ้นสถานะภาคีโดยสมบูรณ์ แต่ลดบทบาทลงอย่างรวดเร็วแล้ว คำถามสำคัญคือ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ สามารถถอนตัวจากสนธิสัญญาที่วุฒิสภาให้สัตยาบันแล้วได้โดยลำพังหรือไม่ คำตอบคือยังมีข้อถกเถียงในเชิงรัฐธรรมนูญและบรรทัดฐานทางปฏิบัติ แม้ความไม่แน่นอนทางกฎหมายจะยังคงอยู่ แต่ความจริงทางการเมืองคือรัฐบาลสามารถสร้างผลกระทบได้ก่อนศาลตัดสินผ่านการตัดงบ การยุติการมีส่วนร่วม และการลดทีมงานเจรจา ผลกระทบที่จับต้องได้และเร็วที่สุดคือ การเงินสภาพภูมิอากาศ […]

คลื่นความร้อนในออสเตรเลีย

ออสเตรเลียกำลังเผชิญอุณหภูมิสูงผิดปกติอย่างยิ่ง จนกลายเป็นพื้นที่ที่ร้อนที่สุดในโลก ทิ้งห่างประเทศอื่นอย่างชัดเจน ข้อมูลสภาพอากาศโลกแบบเรียลไทม์จากแหล่งอย่าง Ogimet ระบุว่า อุณหภูมิสูงสุด 15 อันดับแรกที่บันทึกได้ในช่วง 24 ชั่วโมงล่าสุด ล้วนอยู่ในออสเตรเลีย โดยจุดสูงสุดแตะ 46.5°C ที่สถานี Walpeup Research รัฐวิกตอเรีย 46.4°C ที่สนามบิน Olympic Dam Aerodrome รัฐเซาท์ออสเตรเลีย และมีค่าสูงใกล้เคียงกันในหลายพื้นที่ของรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย นิวเซาท์เวลส์ และภูมิภาคตอนในอื่น ๆ ตัวเลขเหล่านี้ครองสถิติอุณหภูมิสูงสุดของโลกในช่วงเวลาเดียวกัน ขณะที่พื้นที่ส่วนใหญ่ของโลกมีอากาศอุ่นกว่ามาก—มักอยู่ราว 20–30°C ในซีกโลกเหนือซึ่งเป็นฤดูหนาว หรือเย็นกว่านั้นในเขตขั้วโลก ความแตกต่างที่ชัดเจนนี้เกิดขึ้นเพราะเดือนมกราคมเป็นช่วงกลางฤดูร้อนของซีกโลกใต้ ทำให้ออสเตรเลียได้รับพลังงานแสงอาทิตย์อย่างเข้มข้น ทะเลทรายและเขตกึ่งแห้งแล้งกว้างใหญ่ในพื้นที่ตอนในของประเทศยิ่งเสริมความรุนแรงของความร้อน จากความชื้นต่ำ ท้องฟ้าโปร่ง และผิวดินแห้งที่ดูดซับและคายความร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังมีระบบความกดอากาศสูงที่คงอยู่ต่อเนื่อง ซึ่งกักมวลอากาศร้อนขนาดใหญ่ไว้เหนือพื้นที่ส่วนใหญ่ของทวีปมาหลายวัน ส่งผลให้เกิดคลื่นความร้อนระดับรุนแรงถึงรุนแรงมาก นับเป็นเหตุการณ์สำคัญที่สุดนับตั้งแต่ไฟป่าฤดูร้อน Black Summer อันเลวร้ายในปี 2019–20 อุณหภูมิในหลายพื้นที่พุ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยเดือนมกราคมถึง 8–16°C โดยเฉพาะในเซาท์ออสเตรเลีย วิกตอเรีย และพื้นที่ตอนในของนิวเซาท์เวลส์ หลายจุดทำสถิติหรือเข้าใกล้สถิติเดือนมกราคม เช่น 47.3°C […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings