เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2569 ทำเนียบขาวประกาศแนวทางให้หน่วยงานของสหรัฐฯ เดินหน้าถอนตัวจากกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศหลายรายการ โดยมีชื่อ กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) และการลดบทบาทต่อ คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) อยู่ในรายการดังกล่าว สัญญาณนี้เกิดขึ้นไม่นานหลัง COP30 และก่อนเข้าสู่ COP31–COP32 จึงสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อทั้งกติกาและการเมืองของการแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศโลก

UNFCCC ไม่ใช่เพียงเวทีเจรจา แต่เป็น “โครงสร้างหลัก” ที่รองรับกระบวนการ COP ทั้งหมดรวมถึงความตกลงที่เกี่ยวเนื่องอย่าง Paris Agreement ดังนั้นการถอนตัวจาก UNFCCC มีนัยทางสถาปัตยกรรม ถ้าสหรัฐฯ ออกนอกระบบจริง ก็เท่ากับเลือกอยู่นอกกรอบที่กำหนดกติกาเรื่องการรายงาน/ความโปร่งใส (transparency) การทบทวนร่วม และการร่วมกันขับเคลื่อนแผนการลดก๊าซเรือนกระจกในระดับโลก

อย่างไรก็ดี สิ่งที่ต้องแยกให้ออกคือการประกาศเจตจำนงกับการถอนตัวที่มีผลทางกฎหมายเพราะตามข้อบทของ UNFCCC การถอนตัวจะมีผลหลังจากมีหนังสือแจ้งอย่างเป็นทางการ และต้องรอระยะเวลาตามที่กำหนด (โดยทั่วไปคือหนึ่งปีหลังวันรับแจ้ง) นั่นหมายความว่าในทางปฏิบัติอาจเกิดช่วงสุญญากาศที่สหรัฐฯ ยังไม่พ้นสถานะภาคีโดยสมบูรณ์ แต่ลดบทบาทลงอย่างรวดเร็วแล้ว

คำถามสำคัญคือ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ สามารถถอนตัวจากสนธิสัญญาที่วุฒิสภาให้สัตยาบันแล้วได้โดยลำพังหรือไม่ คำตอบคือยังมีข้อถกเถียงในเชิงรัฐธรรมนูญและบรรทัดฐานทางปฏิบัติ แม้ความไม่แน่นอนทางกฎหมายจะยังคงอยู่ แต่ความจริงทางการเมืองคือรัฐบาลสามารถสร้างผลกระทบได้ก่อนศาลตัดสินผ่านการตัดงบ การยุติการมีส่วนร่วม และการลดทีมงานเจรจา

ผลกระทบที่จับต้องได้และเร็วที่สุดคือ การเงินสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะการถอนตัว/ลดบทบาทจากกลไกที่เกี่ยวข้อง เช่น Green Climate Fund (GCF) ซึ่งเป็นแหล่งทุนสำคัญของประเทศกำลังพัฒนาในด้านการปรับตัวและการรับมือความสูญเสียและความเสียหาย

ในเวที COP เงินทุนมักเป็นเงื่อนไขเพื่อให้การเจรจาเรื่องอื่นเดินหน้าได้ เมื่อผู้สนับสนุนรายใหญ่ส่งสัญญาณถอย ความไว้วางใจในกระบวนการจึงลดลง และประเทศกำลังพัฒนามีแนวโน้มตั้งเพดานต่อรองสูงขึ้น ต้องเห็นความชัดเจนด้านเงินทุนก่อน จึงจะยอมขยับในประเด็นตลาดคาร์บอน กลไกความโปร่งใส หรือกรอบการติดตามผล

การอยู่ในระบบ UNFCCC หมายถึงต้องร่วมกติกาการรายงานและทบทวนร่วม หากสหรัฐฯ ถอยออกไปจริง ความเสี่ยงหนึ่งคือความครบถ้วนของข้อมูลและความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับ โดยเฉพาะก๊าซที่ไม่ใช่ CO₂ หรือหมวดข้อมูลที่สังเกตจากภายนอกได้ยาก เช่น ภาคที่ดิน/ป่าไม้ และมาตรการเชิงนโยบายที่ต้องการข้อมูลละเอียดเพื่อประเมินผลจริง สิ่งนี้ทำให้ความน่าเชื่อถือของเป้าหมายและความคืบหน้าระดับโลกถูกตั้งคำถามมากขึ้น

IPCC เป็นกลไกวิทยาศาสตร์เชิงนโยบาย ไม่ใช่สนธิสัญญา จึงไม่มีขั้นตอนถอนตัว แบบเดียวกับ UNFCCC แต่รัฐบาลสามารถหยุดสนับสนุนงบประมาณ ลดการเข้าร่วมประชุม และลดการสนับสนุนนักวิทยาศาสตร์ได้ทันที ผลคือ ขีดความสามารถในการผลิตรายงานอาจตึงตัว และที่สำคัญ สหรัฐฯ จะสูญเสียอิทธิพลในกระบวนการที่รัฐบาลต้องเห็นชอบร่วมกันต่อถ้อยคำสรุปเชิงนโยบาย ซึ่งเป็นส่วนที่มักมีนัยทางการเมืองสูง

COP31 มีตุรกีเป็นเจ้าภาพสถานที่ และออสเตรเลียเป็นผู้กำกับการเจรจาซึ่งต้องอาศัยความสามารถในการสร้างฉันทามติสูงอยู่แล้ว เมื่อสหรัฐฯ ลดบทบาท ภาระการประคองดีลจะยิ่งตกกับประธานและกลุ่มประเทศหลักอื่น ๆ มากขึ้น ขณะเดียวกัน COP32 ในแอฟริกามีแนวโน้มยกระดับประเด็น ความยุติธรรม การปรับตัว และ loss & damage ในเชิงกลไกและงบประมาณ โดยเฉพาะเมื่อช่องว่างความน่าเชื่อถือด้านเงินทุนจากประเทศพัฒนาแล้วขยายตัว

การถอนตัว/ถอยห่างของสหรัฐฯ ไม่ได้ทำให้ระบบ UNFCCC ล่มสลายทันที เพราะยังมีภาคีเกือบทั้งโลกอยู่ในกรอบ แต่จะทำให้ต้นทุนการร่วมมือสูงขึ้นทั้งในรูปความไม่ไว้วางใจ การต่อรองยืดเยื้อ และภาระทางการเงิน/สถาบันที่ต้องถูกแบกรับโดยผู้อื่น

สิ่งที่ควรจับตาในปี 2569 คือ 1) มีการยื่นหนังสือแจ้งถอนตัวอย่างเป็นทางการเมื่อใด 2) การโต้แย้งภายในสหรัฐฯ เรื่องอำนาจถอนตัวจากสนธิสัญญา 3) ระดับการเข้าร่วม COP31 ของสหรัฐฯ 4) การตัดสินใจด้านเงินทุนเพิ่มเติม และ 5) สัญญาณการสนับสนุน IPCC ในทางปฏิบัติ เพราะทั้งหมดนี้จะชี้ว่าเรากำลังเผชิญแรงสั่นสะเทือนชั่วคราวหรือ “ฃการเปลี่ยนโครงสร้างระยะยาว” ของธรรมาภิบาลภูมิอากาศโลก

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading