สำนักงานสภาพอากาศของสหประชาชาติยืนยันว่าโลกร้อนเป็นประวัติการณ์

จากการเผยแพร่ข้อมูลขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลก(World Meteorological Organization: WMO) แสดงให้เห็นว่าปี 2015 2016 2017 และ 2018 เป็น 4 ปีที่มีอุณหภูมิสูงที่สุดตั้งแต่มีการตรวจวัดผลจากการวิเคราะห์ โดย 5 องค์กรระหว่างประเทศชั้นนำแสดงให้เห็นว่าอุณหภูมิพื้นผิวเฉลี่ยทั่วโลกในปี 2018 มีค่าสูงกว่าระดับยุคก่อนอุตสาหกรรม (1850-1900) ประมาณ 1 องศาเซลเซียส

Petteri Taalas เลขาธิการองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) กล่าวว่า “ แนวโน้มอุณหภูมิในระยะยาวมีความสำคัญมากกว่าการจัดอันดับของแต่ละปีและแนวโน้มดังกล่าวเพิ่มขึ้น โดย 20 อันดับปีที่อุณหภูมิสูงที่สุดอยู่ในช่วง 22 ปีที่ผ่านมาและในช่วง 4 ปีที่ผ่านมามีอุณหภูมิสูงขึ้นอย่างผิดปกติทั้งบนแผ่นดินและมหาสมุทร

นาย Taalas กล่าวว่า “อุณหภูมิเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่บ่งบอกถึงสภาพอากาศที่รุนแรงและมีผลกระทบต่อหลายๆ ประเทศและประชาชนหลายล้านคน รวมทั้งมีผลกระทบร้ายแรงต่อเศรษฐกิจและระบบนิเวศดังในปี 2018 เหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วหลายอย่างบ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นี่คือความจริงที่ต้องเผชิญ สิ่งที่สาคัญที่ทั่วโลกควรทำในเบื้องต้นคือลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและวางมาตรการการปรับตัวกับสภาพภูมิอากาศ”

รายงานของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (The Intergovernmental Panel on Climate Change: IPCC) เป็นรายงานพิเศษในเดือนตุลาคม 2018 พบว่าการจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกไว้ที่ 1.5 องศาเซลเซียสภายในปี 2050 จะต้องมีการปรับเปลี่ยนการใช้ที่ดิน พลังงาน อุตสาหกรรม สิ่งปลูกสร้าง การคมนาคม และชุมชนเมือง เพื่อให้การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิทั่วโลกที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมของมนุษย์ลดลงประมาณ 45 เปอร์เซ็นต์ จากปี 2010 ภายในปี 2030

จากรายงานของ WMO ระบุว่าในขณะที่ทางทิศตะวันออกของสหรัฐอเมริกาและบางส่วนของแคนาดามีอุณหภูมิเย็นจัดเป็นประวัติการณ์ อลาสก้าและพื้นที่ส่วนใหญ่ของอาร์กติกกลับมีอุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ย ในช่วงเดือนมกราคม พายุฤดูหนาวที่รุนแรงเข้าโจมตีทางฝั่งตะวันออกของทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและบางส่วนของตะวันออกกลางส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อประชากรทำให้ได้รับบาดเจ็บและไม่มีที่พักพิงที่เพียงพอกับผู้ลี้ภัย ความหนาวเย็นในต้นสัปดาห์ที่สามของเดือนมกราคมที่พัดไปทางใต้ผ่านคาบสมุทรอาหรับทำให้เกิดพายุฝุ่นจากอียิปต์ถึงซาอุดิอาระเบีย บาห์เรน กาตาร์ อิหร่านและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และทำให้มีเกิดฝนตกหนักที่ปากีสถานและทางตะวันตกเฉียงเหนือของอินเดีย

Omar Baddou นักวิทยาศาสตร์อาวุโสขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) กล่าวว่ายุทธศาสตร์ระดับชาติมีความจำเป็นอย่างยิ่งโดยเฉพาะประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ (MENA) ซึ่งไม่มียุทธศาสตร์เพื่อจัดการกับสภาพอากาศเงื่อนไขใหม่ โดยประเทศเหล่านี้คุ้นเคยกับสภาพอากาศในระดับปานกลางหรือกึ่งแห้งแล้ง แต่ตอนนี้ต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่แห้งแล้งและรุนแรงมากขึ้น

ในการประชุมสุดยอดด้านภูมิอากาศในวันที่ 23 กันยายน 2019 มีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงเจตจำนงทางการเมืองเพื่อเพิ่มความกระตือรือร้นให้บรรลุเป้าหมายของข้อตกลงปารีสปี 2015 ซึ่งประเทศต่างๆ ได้ตกลงร่วมกันเพื่อจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกไว้ที่ 1.5 องศาเซลเซียสซึ่งสูงกว่าระดับก่อนอุตสาหกรรมและแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในทุกพื้นที่ที่จำเป็นเพื่อทำให้เกิดการเคลื่อนไหวของพลเมือง โดยมุ่งเน้นไปที่ 9 ประเด็นสาคัญ ดังนี้

1. การเพิ่มมาตรการในการลดก๊าซเรือนกระจก

2. การเปลี่ยนไปใช้แหล่งพลังงานทางเลือก

3. การจัดการการเปลี่ยนแปลงทางอุตสาหกรรม

4. การแก้ปัญหาโดยพื้นฐานจากธรรมชาติ

5. โครงสร้างพื้นฐาน เมือง และการกระทำในท้องถิ่น

6. เงินทุนด้านภูมิอากาศและราคาคาร์บอน

7. การเพิ่มความสามารถในการฟื้นตัวและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ

8. การขับเคลื่อนทางสังคมและการเมือง

9. พลเมืองและการชุมนุมทางการเมือง

การแจ้งการอภิปรายในที่ประชุมพร้อมกับรายงานทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญอื่นๆ องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) จะออกรายงานสภาพภูมิอากาศปี 2018 ฉบับสมบูรณ์ (https://bit.ly/2Ty2RAM) ในเดือนมีนาคม 2019 ซึ่งจะให้ภาพรวมที่ครอบคลุมถึงความแปรปรวนและแนวโน้มของอุณหภูมิ เหตุการณ์ที่มีผลกระทบสูงและตัวชี้วัดสาคัญของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะยาว เช่น การเพิ่มความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ทะเลน้ำแข็งอาร์กติกและ แอนตาร์กติก การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลและความเป็นกรดของมหาสมุทร พร้อมทั้งคำแนะนำเชิงนโยบายทั่วทั้งองค์การสหประชาชาติสำหรับผู้มีอำนาจตัดสินใจเกี่ยวกับการมีอิทธิพลซึ่งกันและกันระหว่างสภาพอากาศภูมิอากาศและแหล่งน้ำและเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ

เรียบเรียงจาก

https://bit.ly/2WVtb9z

https://bit.ly/2EJhbQY

4 เรื่องโลกร้อน : 2 ปีหลังจากความตกลงปารีส

ความตกลงปารีส (Paris Agreement) ซึ่งเป็นกรอบข้อตกลงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศฉบับใหม่ ที่เกิดขึ้นจากการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสมัยที่ 21 (COP21) ซึ่งจัดขึ้นปลายปี พ.ศ. 2558 ที่กรุงปารีส ฝรั่งเศส ได้ผ่านมา 2 ปีแล้ว ในวาระที่การประชุมรัฐภาคีสมัยที่ 23 (COP23) กำลังมีขึ้น ณ กรุงบอนน์ สาธารณรัฐเยอรมนีในช่วงสองสัปดาห์นี้ มีประเด็นที่เป็นข้อสังเกต 4 ประการถึงความคืบหน้าของการดำเนินการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป้าหมายร่วมกันขั้นพื้นฐานของความตกลงปารีส เพื่อป้องกันไม่ให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส(เมื่อเทียบกับยุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม) และ พยายามป้องกันไม่ให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มสูงขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียสเพื่อลดความเสี่ยงและผลกระทบที่เป็นหายนะจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

1. จนถึงปัจจุบันการจัดทำข้อเสนอหรือเจตจำนงการมีส่วนร่วมลดก๊าซเรือนกระจก(Nationally Determinded Contribution(NDC) ของแต่ละประเทศทั่วโลกซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของความตกลงปารีส (Paris Agreement) รวมกันแล้วเป็นเพียง 1 ใน 3 ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่จะต้องลด เพื่อป้องกันไม่ให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส รายงาน Emissions Gap Report 2017  ของโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ(UNEP) มีข้อเสนอชัดเจนว่าจะต้องมี NDC ที่มีมุ่งมั่นและเข้มข้นมากกว่าที่เป็นอยู่

ที่มา : Emissions Gap Report 2017

จากแผนภาพ เราจะต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เหลือ 42 กิกะตันของคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปีภายในปี ค.ศ. 2030(พ.ศ.2573) เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่จะป้องกันไม่ให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส ในขณะที่ ข้อเสนอการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด(NDC) แบบมีการสนับสนุนภายนอก(Condition NDC)และไม่มีการสนับสนุนภายนอก(Uncondition NDC) นั้นนำไปสู่การลดก๊าซเรือนกระจกได้ 11 และ 13.5 กิกะตันของคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าภายในปี ค.ศ. 2030(พ.ศ.2573) ตามลำดับ

หากจะต้องทำให้สอดคล้องกับเป้าหมายป้องกันไม่ให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มสูงขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส เราจะต้องลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เหลือ 36 กิกะตันของคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปีภายในปี ค.ศ. 2030(พ.ศ.2573) ในขณะที่ ข้อเสนอการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด(Nationally Determinded Contribution) แบบมีการสนับสนุนภายนอกและไม่มีการสนับสนุนภายนอกนั้นนำไปสู่การลด ก๊าซเรือนกระจกได้ 16 และ 19 กิกะตันของคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าภายในปี ค.ศ. 2030(พ.ศ.2573) ตามลำดับ

2. การยุติถ่านหิน(Coal phaseout) มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งยวดในการอุดช่องว่าง(bridging gap)การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อป้องกันไม่ให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส ขณะนี้ทั่วโลกมีโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ดำเนินการอยู่ราว 6,683 แห่ง คิดเป็นกำลังผลิตติดตั้งทั้งหมด 1,964 กิกะวัตต์ หากจะต้องเดินเครื่องโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งหมดนี้จนสิ้นสุดอายุการใช้งาน จะมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งสิ้น 190 กิกะตันของคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ในรายงาน A Stress Test for Coal in Europe under the Paris Agreement – Scientific Goal Posts for A Coordinated Phased-Out and Divestment ของกลุ่ม Climate Analytics ที่จัดทำขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2559 ระบุว่า การปิดตัวของโรงไฟฟ้าถ่านหินลงเกือบทั้งหมดในสหภาพยุโรปในช่วงอีกไม่เกิน 15 ปีข้างหน้าถือเป็นความท้าทายของการเปลี่ยนแปลงขั้นรากฐาน การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนี้มีความจำเป็นเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ประชาคมโลกให้คำมั่นภายใต้ความตกลงปารีส (Paris Agreement) นอกจากนี้ การเปลี่ยนผ่านทางพลังงานให้ไปพ้นจากถ่านหินจะช่วยหลีกเลี่ยงต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพอันมหาศาล การยุติโรงไฟฟ้าถ่านหินนั้นทำให้ถูกลงจากต้นทุนที่ลดลงอย่างรวดเร็วและอย่างมากของพลังงานหมุนเวียน แม้ว่าพลังงานลมและแสงอาทิตย์จะมีความท้าทายในตัวของมันเอง ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการพึ่งพาสภาพอากาศ แต่ทางเลือกต่างๆ เช่น ระบบจัดเก็บพลังงานไฟฟ้า การพัฒนาระบบสายส่งและระบบการกระจายศูนย์นั้นสามารถรองรับและจัดการกับความท้าทาย ในขณะเดียวกัน พลังงานหมุนเวียนนั้นมีประโยชน์จากการเป็นแหล่งพลังงานที่ไม่มีวันหมดและขยายขนาดได้ซึ่งเอื้อให้เกิดแบบจำลองธุรกิจใหม่และนำไปสู่การจ้างงาน รวมถึงในพื้นที่ที่จะมีการปิดตัวลงของโรงไฟฟ้าถ่านหิน

3. “หยุดขุดเจาะและเก็บปิโตรเลียมไว้ใต้ดิน” คือ นโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทรงพลังมากที่สุดและเรียบง่ายที่สุด  บทความ Global Warming’s Terrifying New Math ของกลุ่ม Carbon Tracker Initiative ระบุว่า แหล่งสำรองถ่านหิน น้ำมันและก๊าซตามรายงานของอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลของโลกนั้นมีปริมาณคาร์บอนมากกว่าห้าเท่าเกินกว่าที่ จะนำมาเผาไหม้ได้หากเราจะต้องป้องกันไม่ให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มสูงขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส และถ้าอุตสาหกรรมพลังงานขุดเอาเชื้อเพลิงจากแหล่งสำรองขึ้นมาใช้ทั้งหมดตามปริมาณที่อ้างเอาไว้ โลกของเราก็จะร้อนจากเดิมขึ้นเป็นอีก 5 เท่า เพื่อให้มีโอกาสสองในสามของการป้องกันไม่ให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มสูงขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส  เราสามารถปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่บรรยากาศได้อีก 800 กิกะตัน และโอกาสครึ่งต่อครึ่งที่จะบรรลุเป้าหมายเพื่อป้องกันไม่ให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มสูงขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส  เราสามารถปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้เพียงราวๆ 353 กิกะตัน แต่ทว่า รายงานของ Oil Change International ซึ่งใช้ข้อมูลจาก Rystad บริษัทที่ปรึกษาด้านพลังงานของนอร์เวย์ ชี้ให้เห็นว่า เหมืองถ่านหิน บ่อน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่มีการดำเนินการอยู่ในปัจจุบันนั้นเทียบเท่ากับคาร์บอนไดออกไซด์ 942 กิกะตัน ตัวเลขดังกล่าวนี้นำไปสู่การรณรงค์ “การตัดทอนการลงทุน(divestment)” จากเชื้อเพลิงฟอสซิลโดยมหาวิทยาลัย กลุ่มองค์กรต่างๆ และกลายเป็นกระแสที่แพร่หลายและกว้างขวาง นักวิทยาศาสตร์เห็นพ้องต้องกันว่าเราต้องเก็บแหล่งเชื้อเพลิงฟอสซิลไว้ใต้ดิน

ในสหรัฐอเมริกา เหมืองถ่านหิน หลุมก๊าซและน้ำมันที่มีอยู่คิดเป็นการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ 86,000 ล้านตัน หรือเป็นสัดส่วนร้อยละ 25 ของปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่จะส่งผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มขึ้นมากกว่า 1.5 องศาเซลเซียส แต่หากอุตสาหกรรมพลังงานของสหรัฐอเมริกาเดินหน้าต่อและพัฒนาบ่อน้ำมันและพื้นที่ขุดเจาะโดยใช้กระบวนการขุดเจาะน้ำมันและแก๊สโดยการฉีดน้ำ ทราย และสารเคมีด้วยกำลังอัดแรงสูงเข้าไปที่ชั้นหินลึกใต้ดิน ทำให้ชั้นหินปล่อยน้ำมันและแก๊สในชั้นหินออกมา(ที่เรียกว่า Hydraulic Fracturing หรือ fracking) ทั้งหมดตามแผนการที่วางเอาไว้ ก็จะเพิ่มการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ในปริมาณ 51,000 ล้านตัน และหากเราปล่อยให้เกิดขึ้น สหรัฐอเมริกาจะเป็นประเทศเดียวที่มีสัดส่วนของการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่บรรยากาศเกือบร้อยละ 40 ของปริมาณทั้งหมด(ปริมาณมากที่สุดที่จะป้องกันไม่ให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส)

4. การรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นโอกาสครั้งใหญ่ที่สุดด้านสาธารณสุขโลกแห่งศตวรรษที่ 21 เป็นข้อสรุปในรายงานวิจัย “The Lancet Countdown: tracking progress on health and climate change” ซึ่งเป็นงานวิจัยพหุสาขาวิชาในระดับนานาชาติโดยเป็นความร่วมร่วมมือระหว่างสถาบันวิชาการและผู้ปฏิบัติงานด้านสาธารณสุขทั่วโลก รายงานวิจัยนี้ทำการติดตามผลกระทบสุขภาพของอันตรายจากสภาพอากาศสุดขั้ว การฟื้นคืนจากผลกระทบและการปรับตัวด้านสุขภาพ ตลอดจนผลประโยชน์ร่วมในด้านสุขภาพจากมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ที่มา : The Lancet Countdown: tracking progress on health and climate change

เมื่อพิจารณาถึงมิติด้านสุขภาพ ผลกระทบและภัยคุกคามจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศเห็นได้อย่างชัดเจน ณ วันนี้ ปฏิบัติการกู้วิกฤตสภาพภูมิอากาศที่รับประกันถึงความมั่นคงและความเป็นธรรมสำหรับทุกคนไม่อาจเกิดขึ้นโดยลำพังหรือโดยผู้คนเพียงหยิบมือ ปฏิบัติการนี้ต้องการทุกคน จากสามัญชนไปจนถึงนายกเทศมนตรี จากผู้อำนวยการบริหารของบริษัทไปจนถึงผู้คนที่อยู่แนวหน้าของภัยพิบัติจากโลกร้อน และผู้นำรัฐบาลทั่วโลกที่สร้างภาวะผู้นำร่วมและยืนหยัดในสิ่งที่ถูกต้อง

หมายเหตุ : Nationally Determinded Contribution(NDC) เป็นหัวใจสำคัญของความตกลงปารีส(Paris Agreement) ที่ตกลงกันเมื่อช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โดยแต่ละประเทศจะจัดทำข้อเสนอหรือร่างเจตจำนงการมีส่วนร่วมลดก๊าซเรือนกระจกลง เป้าหมายการลดจะมากหรือน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับตามความเหมาะสมของประเทศ สำหรับ NDC ของประเทศไทยคือ แผนที่นำทางการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศภายหลังปี พ.ศ. 2563 (Thailand’s Nationally Determined Contribution Roadmap) ซึ่งกำหนดเป้าหมายจะลดก๊าซเรือนกระจกลงร้อยละ 20-25 จากกรณีที่ดำเนินไปตามปกติ(Business As Usual) ภายในปี 2030

คุณทำอะไรได้บ้าง?

ธารา บัวคำศรี เป็นผู้อำนวยการประจำประเทศไทย กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

บันทึกจาก Copenhagen – เจราจากันต่อไปเถอะ เรือพร้อมแล้ว

Keep talking the boat is ready

เป็นที่น่าเสียดายมากที่ผมพลาด highlight ของงานวันแรก ตอนที่ คุณ Leah Wickham เยาวชนจากฟิจิเป็นตัวแทนคนนับล้านที่ร่วมลงชื่อกับ tcktcktck เรียกร้องให้เกิดข้อตกลงที่มีผลบังคับใช้ทางกฎหมาย รวมทั้งผมยังพลาดพิธีเปิดที่มี Abigail Jabines ผู้แทนจาก International Solar Generation รวมถึง Yvo De Boer เลขาธิการระดับสูงของ UNFCCC และ Connie Hedegaard ประธานคนใหม่ของ COP 15 คุณ Wickham จบการพูดลงด้วยประโยคที่ทุกคนก็พูดถึงอย่างติดปากเลยว่า “the time for talking is over and now it’s time for action“ หรือ “เวลาแห่งการพูดคุยกันหมดลงแล้ว ตอนนี้เป็นเวลาที่ต้องลงมือดำเนินการทันที”

เห็นบรรทัดหนึ่งในหนังสือพิมพ์ COP 15 ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ที่เกาะติดเรื่องการประชุมนี้โดยเฉพาะ จัดทำโดย CPHPOST.DK ที่พูดถึงคำกล่าวของ Yvo De Boer ต่อข้อเรียกร้องของคุณ Wickham น่าขันทีเดียว de Boer สรุปตอนท้ายว่า …but I hope you will be a bit patient and give us two more weeks of talking and then we will deliver on the action…” แปลตรงๆก็คือ “…ผมขอให้คุนอดทนอีกนิด และให้เวลาพวกผมอีกวัก 2 อาทิตย์ในการพูดคุย แล้วเราก็จะได้ลงมือทำหลังจากนั้น” จะคอยดู…

เรารู้ว่าในอีก 2 สัปดาห์ จะต้องมีการพูดคุยเจรจาในหลายประเด็นมาก เริ่มจากเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสำหรับในช่วงพันธะกรณีที่ 2 และหลังจากนั้นไปอีก รวมไปถึงว่าข้อตกลงใหม่นี้จะรวมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของอุตสาหกรรมการเดินเรือและการบินหรือไม่ เทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอน หรือ Carbon Capture and Storage (CCS) ซึ่งยังไม่มีการพิสูจน์ชัดเจนและมีราคาแพงจะสามารถดำเนินการภายใต้ CDM ได้หรือไม่ จะมีมาตรการเพื่อยับยั้งการตัดไม้ทำลายป่าอย่างไร โดยเฉพาะป่าร้อนชื้นในประเทศกำลังพัฒนา ที่รู้จักกันว่า การลดการปล่อยก๊าซจากการตัดไม้ทำลายป่าและการเสื่อมโทรมของป่า หรือ REDD และยังมีอีกมากมาย แต่ในท้ายที่สุด เราต้องการเหล่าผู้นำให้รีบดำเนินการอย่างเร่งด่วน ไม่ใช่เหล่านักการเมืองที่ดีแต่พูด

ที่สถานีรถไฟ Central Station หลังจากออกมาจาก Bella Centre ผมพบกับกลุ่มวัยรุ่นเดินแจกใบปลิวเชิญชวนคนผ่านไปมาให้ไปยังเวทีด้านโลกร้อนอีกเวทีหนึ่งชื่อ Klima Forum 09 ซึ่งเป็นเวทีของภาคประชาสังคมจากทั่วโลกที่มาเข้าร่วมการประชุมที่ COP 15 นี้ ผมไปยัง DBI-Byen Copenhagen ซึ่งเป็นอาคารกีฬา ไม่ไกลจากสถานีรถไฟ Central Station

และที่ Klima Forum 09 นอกจากจะมีนิทรรศการต่างๆ การสัมมนา การพูดคุย และดนตรีแล้ว ผลก็ต้องหยุดชะงักที่ภาพๆหนึ่ง เป็นภาพเรือที่เรียงลำดับการประชุมภาคีสมาชิกอนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ COP ตั้งแต่ปี 2535 มาเลย โดยเริ่มจาก

การประชุมสุดยอดของโลกที่เมืองริโอ เดอ จาเนโร ปี 2535
COP 1 เบอร์ลิน เยอรมนี ปี 2538
COP 2 เจนีวา สวิสเซอร์แลนด์ ปี 2539
COP 3 เกียวโต ญี่ปุ่น ปี 2540
COP 4 บัวโนส ไอเรส อาร์เจนติน่า ปี 2541
COP 5 บอนน์ เยอรมนี ปี 2542
COP 6 กรุงเฮก ปี 2543
COP 6+ บอนน์ เยอรมนี ปี 2544
COP 7 มาราเคช โมรอคโค ปี 2544
COP 8 นิว เดลี อินเดีย ปี 2545
COP 9 มิลาน อิตาลี่ ปี 2546
COP 10 บัวโนส ไอเรส อาร์เจนติน่า ปี 2547
COP 11 มอนทรีออล แคนาดา ปี 2548
COP 12 ไนโรบิ เคนย่า ปี 2549
COP 13 บาลี อินโดนีเซีย ปี 2550
COP 14 พอซแนน โปแลนด์ ปี 2551
COP 15 โคเปนเฮเกน เดนมาร์ก ปี 2552

ใช่แล้ว Mr. Boer คุณมีเวลาเพียงแค่ 2 อาทิตย์เท่านั้น ไม่มากไปกว่านี้ พอก็คือพอ และก็เป็นที่ชัดเจนว่า เราต้องการดำเนินการ หรือ action เพื่อจัดการกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยเร็วในขณะนี้

อ่านฉบับภาษาอังกฤษที่นี่
เขียนโดย ธารา บัวคำศรี
แปลและเรียบเรียง สุรัจนา กาญจนไพโรจน์

บันทึกจาก Copenhagen – วิกฤตผู้นำ: ทั้งมิอาจ “บรรลุข้อตกลง” และ “เปลี่ยนแปลงแนวโน้มแห่งอนาคต”

10165_15656
หัวค่ำวันศุกร์หนาวจัดมาก หลังจากเข้าร่วมกิจกรรมถ่ายภาพ “Climate Shame” ผมก็ออกจาก Oksnehallen Hall ในเขต Copenhagen’s Vesterbro ซึ่งเป็นสถานที่อีกแห่งหนึ่งของ NGO, ภาคประชาสังคมและกลุ่มผู้สังเกตการณ์ที่ทางกระทรวงการต่างประเทศของเดนมาร์กได้จัดไว้ให้ใหม่เพราะมีการจำกัดจำนวนคนที่จะเข้าไปใน Bella Centre ที่นี่มีทีวีถ่ายทอดสดความเคลื่อนไหวต่างๆ จาก Bella Centre มาด้วย

ผมเดินจากจัตุรัสเมืองไปยังย่านถนนคนเดิน Konges Nytorv และมาหยุดที่ “สถานที่หนึ่งร้อยแห่งที่ควรจดจำก่อนมันจะสูญหายไป” เป็นนิทรรศการภาพถ่ายที่จัดโดยองค์กร CO+Life และ Care เดนมาร์ก เป็นการแสดงภาพสถานที่หนึ่งร้อยแห่งบนโลกที่กำลังเสี่ยงต่อการสูญหายไปภายในช่วงรุ่นลูกรุ่นหลานของเราเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการกระทำของมนุษย์ต่อสิ่งแวดล้อม

ด้านหลังของนิทรรศการกลางแจ้งนี้เป็นป้ายโฆษณาใหญ่บนตึกขององค์กร European Environmental Agency ซึ่งเขียนว่า “เปลี่ยนแปลงแนวโน้มในอนาคต!”(Bend the Trend!)

กราฟบนป้ายโฆษณาแสดงถึงการประชุมสุดยอดที่โคเปนเฮเกนซึ่งเป็นครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ เส้นกราฟแสดงการเพิ่มขึ้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกตั้งแต่ปี พ.ศ. 2513 ถึง 2593 และตรงช่วงกลางกราฟมีการทำเครื่องหมายและเขียนว่า “COP 15 วันนี้” แล้วก็มีลูกศรชี้ขึ้น แสดงถึงผลจาก “การไม่ทำอะไรเลย” ซึ่งจะทำให้เราไปสู่หายนะจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และลูกศรชี้ลง ซึ่งแสดงถึง “ดำเนินการลดการปล่อยอย่างเข้มข้นร่วมกัน” ซึ่งจะทำให้การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกไม่มากไปกว่าสององศา และเป็นระดับที่ปลอดภัยที่นักวิทยาศาสตร์บอกว่าจะช่วยให้เรารอดพ้นจากอันตรายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้

ผมเข้าใจแล้วว่าทำไมจึงใช้คำว่า “เปลี่ยนแปลงแนวโน้มในอนาคต” และผมก็เริ่มไม่แน่ใจว่าผลจากการเจรจาในวันสุดท้ายจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ ผมนึกถึงอีเมล์ล่าสุดจากทีมการเมืองของ Greenpeace International ที่ว่า

“…การประชุมสุดยอดโลกร้อนที่โคเปนเฮเกนอยู่ในกำหนดการเป็นเวลาสองปีแล้ว ในขณะที่เหล่าผู้นำของประเทศที่ร่ำรวยที่มารวมตัวกันที่นี่ด้วยความคิดและกระเป๋าเงินที่ว่างเปล่า โดยที่ประเทศกำลังพัฒนาได้ร่วมเรียกร้องให้ประเทศพัฒนาแล้วลดการปล่อยก๊าซโดยเร็ว เหลือเวลาอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้านี้แล้วที่จะทำเรื่องนี้ให้ถูกต้อง

มันไม่เป็นธรรม ที่จะคาดหวังให้ประเทศยากจนแบกรับภาระที่ก่อขึ้นและไม่ได้รับความสนใจจากประเทศอุตสาหกรรม

มันไม่เข้มข้น หากประเทศที่ร่ำรวยจะปฏิเสธไม่ยอมลดการปล่อยตามที่วิทยาศาสตร์และความรับผิดชอบทางประวัติศาสตร์เรียกร้อง

มันไม่มีผลบังคับใช้ทางกฎหมาย หากข้อตกลงที่ได้ประกอบไปด้วยความหวัง ความผัน และความปรารถนา แทนที่จะเป็นพันธกรณีภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ

เวลาเกือบจะหมดลงแล้ว วันนี้จะถูกจดจำว่าเป็นวันที่ประเทศที่ร่ำรวยสร้างความก้าวหน้าให้เกิดขึ้นในการจัดการกับมหันตภัยโลกร้อน หรือจะเป็นวันที่ถูกบันทึกลงไปในประวัติศาสตร์ว่าเป็นวันที่กำหนดความตายของคนนับล้านล้านคน…”

ภาพถ่ายจากนิทรรศการที่ผมเห็นภาพหนึ่งคือ ตลาดน้ำที่มีชื่อเสียงมาก ใช่แล้ว กรุงเทพฯ ที่ที่ผมอาศัยอยู่ก็เป็นอีกหนึ่งในอีกร้อย ๆ แห่งที่ควรค่าแก่การจดจำก่อนที่จะสูญหายไป!!! ภาพถ่ายนี้ชื่อว่า “the Sinking City of Angles” จริงๆ แล้วภาพถ่ายไม่ใช่กรุงเทพฯ หรอก น่าจะเป็น “สมุทรสาคร” หรือ “สมุทรสงคราม” จังหวัดใกล้เคียงกับกรุงเทพฯ มากกว่า

ใต้ภาพถ่ายเขียนว่า

“กรุงเทพฯ เป็นที่ตั้งของวัดหลายร้อยแห่ง มีคลองเล็กคลองน้อย มีของขายหาบเร่ตามถนนหนทาง ตึกสูงระฟ้านับพัน มีรถไฟฟ้าในเขตเมือง และมีสนามบินที่ทันสมัยมาก กรุงเทพฯ เป็นเมืองหลวงตั้งอยู่ในเขตร้อน เป็นที่ที่วัฒนธรรมตะวันออกผสมผสานกับวัฒนธรรมตะวันตก…”

“…ตั้งอยู่บน “ที่ราบลุ่มสามเหลี่ยมปากแม่น้ำขนาดใหญ่” แห่งหนึ่งของเอเชีย และอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลเพียงสองเมตร กรุงเทพฯ ประสบกับปัญหาน้ำท่วมบ่อยครั้ง โดยเฉพาะในช่วงฤดูมรสุม ประกอบกับเมืองมีการทรุดตัวลงเนื่องจากดินที่อ่อนยวบ การพัฒนาเมืองอย่างหนักหน่วง และการสูบน้ำใต้ดินมาใช้อย่างมาก บางคนประมาณการว่าเมืองทั้งเมืองมีการทรุดตัวลงถึง 5 ซม. ต่อปี…”

“ด้วยสภาพที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ทำให้เมืองหลวงของประเทศไทยมีความเสี่ยงสูงมากจากผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น พายุรุนแรงที่เพิ่มขึ้นจะกัดเซาะบริเวณชายฝั่งและจะก่อให้เกิดน้ำท่วมอย่างรุนแรง การรุกล้ำของน้ำเค็มก็จะส่งผลกระทบอย่างมากต่อปริมาณน้ำดื่ม…”

“หากไม่มีการดำเนินการอะไรเลย พื้นที่ส่วนใหญ่ของกรุงเทพฯ ก็จะจมอยู่ใต้น้ำก่อนสิ้นศตวรรษนี้”

จบคำอธิบายความ

ผมรู้สึกขนลุกซู่ แล้วก็ถามกับตัวเองซ้ำแล้วซ้ำอีก “ผมจะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร” ผลลัพธ์จากการเจรจาที่ Bella Centre น่าผิดหวังอย่างมาก ผมรู้สึกเศร้าในหัวใจ สิ่งที่จากโคเปนเฮเกนคือความรู้สึกโกรธ แน่นอน ผมรู้สึกภูมิใจว่าได้เป็นส่วนหนึ่งของวันแห่งประวัติศาสตร์ แต่มาถึงตอนนี้แล้วมันคงไม่เพียงพอที่จะ “เปลี่ยนแปลงแนวโน้มในอนาคต” หรือ “บรรลุข้อตกลง” ได้

ผมเห็นด้วยกับประธานาธิบดีของมัลดีฟว์ที่พูดว่า “เราไม่สามารถต่อรองกับธรรมชาติได้หรอก” แต่ผมก็ยังเชื่อว่า เมื่อเรามาถึงโค้งสุดท้ายของความเสื่อมโทรมด้านสิ่งแวดล้อมหรือวิกฤติโลกร้อนแล้ว มนุษย์เราก็ย่อมจะสามารถพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสได้

ผมปวารณาตัวเองว่าจะดำเนินชีวิตในเชิงบวกให้มากขึ้นเมื่อผมกลับไปประเทศไทย ไม่เพียงแต่ในฐานะที่เป็นเจ้าหน้า Greenpeace คนหนึ่งที่หัวใจความเป็นนักกิจกรรมของผมยึดมั่นอยู่ตลอดเวลาเท่านั้น แต่จะทำในฐานะที่เป็นคนธรรมดาคนนึงที่เป็นพ่อของลูกสองคนและในฐานะสามีด้วย ซึ่งนี่ก็เป็นที่ที่ “การดำเนินการเรื่องโลกร้อน การแก้ปัญหา และความเป็นธรรมด้านโลกร้อน” เริ่มต้นขึ้นนั่นเอง

อ่านฉบับภาษาอังกฤษที่นี่
เขียนโดย ธารา บัวคำศรี
แปลและเรียบเรียง สุรัจนา กาญจนไพโรจน์

บันทึกจาก Copenhagen — โวหารและถ้อยแถลง

หิมะตกตลอดคืนวันพุธ ทุกอย่างขาวโพลนไปหมดในโคเปนเฮเกน ผมอยู่บนรถเมล์กับคุณอัมฤทธิ์ นักข่าวจาก TPBS ซึ่งเดินทางมาถึงตอนวันเสาร์ มาทำข่าวแล้วส่งข่าวกลับประเทศไทย

ที่ Klima Forum และ Oksnehallen สถานที่แห่งใหม่ที่กลุ่มประชาสังคมและ NGO มาชุมนุมกัน มีคนมหาศาลในคืนวันพฤหัสฯ ประกอบกับอากาศหนาวเหน็บจัด ผมเลยตัดสินใจกลับที่พัก

ค่ำวันนี้ เป็นช่วงที่เหล่าผู้นำประเทศได้มาถึงพร้อมหน้ากันแล้ว(ยกเว้น ปธน.โอบามา) และจะไปรับประทานอาหารค่ำ ซึ่งสมเด็จพระราชินีเดนมาร์กเป็นเจ้าภาพ ที่ Christainsborg Slot

ผมดูข่าว COP 15 จากช่องทีวีเดนมาร์กในหอพักนักกีฬาใน Gladsaxe แล้วก็ตื่นเต้นที่เห็นข่าวด่วนทันเหตุการณ์ เจ้าหน้าที่ Greenpeace ปลอมตัวเป็นผู้นำประเทศเข้าไปในงาน gala dinner ปูพรมแดงหรู ของสมเด็จพระราชินีเดนมาร์ก!!!! แล้วชูป้าย “Politicians talk, leaders act” (นักการเมืองดีแต่พูด แต่ผู้นำลงมือทำ)

มีการรายงานข่าวซ้ำหลายครั้งในช่องทีวีนี้ ได้ผลจริงๆ

แล้วผมก็ได้ดูการถ่ายทอดสด คำกล่าวของสมเด็จพระราชินีเดนมาร์กในงาน gala dinner นี้ “…เป็นความหวังของทุกคน เมื่อทุกท่านเดินทางออกจากโคเปนเฮเกนในวันพรุ่งนี้ เราก็น่าจะได้บรรลุข้อตกลงเชิงบวกที่ให้ค่ำมั่นสัญญาในการดำเนินการได้ ซึ่งจะเป็นผลพวงที่เกิดขึ้นจากการประชุม COP 15 นี้ ขอให้ทุกท่านโชคดี”

นอกจากข่าวเรื่องกิจกรรมของผู้นำประเทศในช่วงพรมแดงหรูแล้ว ก็ยังมีการพูดคุยสดทางทีวีด้วยที่พิธีกรตั้งกระทู้ให้ผู้ที่มาร่วมอภิปรายตอบ ซึ่งรวมถึง Kavin Rudd นายกฯออสเตรเลีย คุณ Buyelwa Sonjica รมว.สิ่งแวดล้อมอัฟริกาใต้ Mohamed Nasheed ประธานาธิบดีมัลดีฟว์ Felipe de Jesus Calderon Hinojosa ประธานาธิบดีเม็กซิโก และตัวแทนจากกลุ่ม EU รวมทั้งผู้เข้าร่วมในห้องส่งด้วย ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ Kumi Naidoo ผู้อำนวยการบริหารของ Greenpeace International ซึ่งเรียกร้องข้อตกลงที่เป็นธรรม เข้มข้น และมีผลบังคับใช้ทางกฎหมาย

อีกคนหนึ่งที่พูดคือ Lumumba Stanislaus Di-Aiping หัวหน้านักเจรจาของ G 77 ซึ่งอ้างถึงจดหมายของ Nobel Laureate Archbishop Desmond Tutu ที่เขียนถึงผู้นำทุกคนว่า ไม่มีข้อตกลง ยังจะดีกว่าถ้าได้ข้อตกลงที่แย่ๆ “ตัวตั้งต้นของข้อตกลงนี้มันผิดเพี้ยนมาแล้ว” กล่าวปิดจบ

จากนั้น Mohamed Nasheed ก็รีบตอบว่า “ในกลุ่ม G 77 เอง เราต้องการข้อตกลงจากโคเปนเฮเกน แต่เราก็ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอนั้นเลย เราต้องพยายามบรรลุข้อตกลงให้ได้ที่นี่ มีอุปสรรคและแรงต้านอย่างมากทีเดียว ซึ่งคร่ำครึและเป็นอุบายเก่าๆที่ใช้มาตั้งแต่สมัยสงครามเย็นมาแล้ว ตอนนี้เราประสบกับปัญหาใหม่ การเจรจาในครั้งนี้ไม่ได้สนใจหรือจริงจังกับผลที่จะเกิดขึ้นเลย”

พิธีกรเลยตั้งคำถามอีกว่า “น่าจะเป็นไปได้ที่จะพูดว่า จะไม่เกิดข้อตกลงระหว่างประเทศที่มีผลบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบที่โคเปนเฮเกนนี้ แล้วขั้นตอนต่อไปจะเป็นอย่างไร” แล้วให้ Kavin Rudd ตอบ

ซึ่งน่าเกลียดมาก

“…มันเป็นเพียงส่วนหนึ่ง” Kavin Rudd ตอบ เมื่ออ้างถึงข้อเสนอจาก US และประเทศพัฒนาแล้วบางประเทศที่จะให้ความช่วยเหลือกับประเทศยากจนในการจัดการและปรับตัวกับโลกร้อน “ไม่ว่าเราจะมีความคืบหน้าในการเจรจาขนาดไหน เราก็ต้องทำการบ้านอีกเยอะสำหรับการเจรจาในรอบต่อไปอยู่ดี ผมเชื่อว่า ภายใต้การเป็นประธานของ Felipe de Jesus Calderon Hinojosa เราน่าจะบรรลุข้อตกลงได้”

พิธีกรเลยหันไปถามประธานาธิบดีเม็กซิโก “ท่านคิดว่า อีกหนึ่งปีต่อจากนี้ ท่านจะจัดการประชุมแบบนี้ที่เม็กซิโกมั้ยครับ”

Calderon ตอบว่า “ผมหวังว่า มันจะต้องแตกต่างไปจากที่จัดขึ้นที่นี่”

พิธีกรยังคงถามต่อ “เหล่าผู้นำที่อยู่ในโคเปนเฮเกนขณะนี้ ควรจะพยายามให้ได้ข้อตกลงที่นี่ หรือควรจะรอให้ได้ที่เม็กซิโกในอีกหนึ่งปีข้างหน้า”

“เราต้องพยายามอย่างหนักในอีกวันหรือสองวันข้างหน้านี้ เพื่อให้บรรลุข้อตกลงให้ได้ แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่เราต้องทำก็คือต้องเริ่มกระบวนการเจรจาใหม่หลังจากโคเปนเฮเกนเพื่อให้ได้ข้อตกลงที่มีผลบังคับใช้ นี่เป็นโลกใบเดียวที่เรามีอยู่ และเรามีเวลาเหลือไม่มากนัก” Calderon กล่าว

แล้วพิธีกรก็หันมาถามคุณ Buyelwa Sonjica รมว.สิ่งแวดล้อมของอัฟริกาใต้ “ตามความเห็นของกลุ่มอัฟริกัน คิดว่าเราควรสู้ให้ได้ข้อตกลงตอนนี้เลย หรือจะมาเจรจากันใหม่ที่เม็กซิโก”

“เราสามารถบรรลุข้อตกลงที่มีผลบังคับใช้ทางกฎหมายได้ที่นี่ที่โคเปนเฮเกน เพียงแต่ต้องอาศัยความเป็นผู้นำในการแก้ไขและนำไปสู่ผลที่ต้องการเท่านั้น” Buyelwa เน้น

คำถามเดียวกันนี้ ถามไปยังผู้แทนจาก EU ซึ่งก็ตอบว่า “เราต้องบรรลุข้อตกลงให้ได้เดี๋ยวนี้ และก็น่าจะทำให้มีผลบังคับใช้ทางกฎหมายได้ภายในอีก 6 เดือนข้างหน้า ตอนนี้ใน EU เอง เราก็มีความคืบหน้าไปมากในเรื่องข้อตกลงที่มีผลบังคับใช้ทางกฎหมาย แต่ถ้าเราไม่ได้ข้อตกลงที่นี่ตอนนี้ เราก็จะไม่สามารถตกลงกันได้เรื่องการเงิน เราจะต้องเริ่มดำเนินการเดี๋ยวนี้เลย มีเวลาเหลือไม่มากนัก”

คำตอบสุดท้ายโดย Mohamed Nasheed “เหล่าผู้นำของโลกมีศักยภาพที่จะทำให้เกิดข้อตกลงขึ้นได้ที่โคเปนเฮเกนนี้ ซึ่งน่าจะยังคงเกิดขึ้นได้ในวันพรุ่งนี้ เราไม่สามารถคาดหวังถึงข้อตกลงในเม็กซิโก เพราะมันจะต่อเนื่องไปเรื่อยๆ”

ผมว่ามันเป็นการพูดคุยที่ไร้พลังจริงๆ ผมเห็นด้วยกับข้อความใน email ที่ส่งต่อๆกันว่า

“ประเทศอุตสาหกรรมได้ทำให้การเจรจาเรื่องโลกร้อนประสบกับความล้มเหลวจากการที่ไม่ยอมรับเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซอย่างเข้มข้นและไม่ยอมให้การสนับสนุนด้านการเงินอย่างเพียงพอกับการดำเนินการลดและการปรับตัวกับประเทศกำลังพัฒนา

ความโกรธจากความเป็นผู้นำที่ล้มเหลวได้ทำให้ประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายเลื่อนการประชุมออกไปหลายครั้ง และได้สร้างความแตกแยกในกลุ่มประเทศที่เสี่ยงต่อผลกระทบจากโลกร้อน ซึ่งได้ต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของคนในประเทศ และในหมู่ประเทศที่เศรษฐกิจกำลังเติบโต ซึ่งต้องการให้ประเทศอุตสาหกรรมดำเนินการลดแต่ก็กลับกลัวว่าตนเองจะถูกบังคับให้มีเป้าหมายต้องดำเนินการลดการปล่อยไปด้วย

เหล่าผู้นำของโลกที่มาถึงโคเปนเฮเกน โดยเฉพาะ Obama, Merkel, Sarkozy และ Brown จะต้องควบคุมสถานการณ์นี้ให้ได้ จะต้องทำให้เราบรรลุข้อตกลงที่เป็นธรรม เข้มข้น และมีผลบังคับใช้ทางกฎหมายให้ได้ เพื่อหลีกเลี่ยงมหันตภัยจากโลกร้อน”

อ่านฉบับภาษาอังกฤษที่นี่
เขียนโดย ธารา บัวคำศรี
แปลและเรียบเรียง สุรัจนา กาญจนไพโรจน์

บันทึกจาก Copenhagen — พังลงอย่างไม่เป็นท่า

วันที่ 16 ธันวาคม 2552 ทางกลุ่ม Climate Justice Action และ Climate Justice Now วางแผนที่จะเดินขบวนเข้าไปในเวที COP 15 เพื่อประกาศ “People’s Assembly” (สมัชชาประชาชน) แต่ไม่สามารถฝ่าด่านและกำแพงของตำรวจตัวโตของเดนมาร์กเข้าไปได้ สถานีรถไฟตรง Bella Centre ถูกปิดลง พร้อมมีรั้วกั้นอย่างแน่นหนาบริเวณรอบๆศูนย์ประชุม

ตัวแทยภาคประชาชนไทยก็ไปร่วมขบวนด้วยบริเวณ Sundby ใกล้ๆกับศูนย์ประชุม ผมกับคุณศรีสุวรรณ ควรขจร นักเคลื่อนไหวอาวุโสของไทย จะตามไปร่วมด้วยตรงด้านหน้า ระหว่างทางผมเจอกับ Emmy อดีตผู้อำนวยการบริหาร Greenpeace Southeast Asia มาประชุมในนามของคณะเจรจาของอินโดนีเซีย ซึ่งเพิ่งเดินออกมาจากศูนย์ประชุม เพื่อเตรียมตัวบินกลับบ้าน Emmy อธิบายบรรยากาศด้วย 2 คำ คือ “สับสนอลหม่าน” และ “แย่มาก”

“พอขบวนเรามาถึง Bella Centre ตำรวจก็ประกาศออกโทรโข่งเป็นภาษาอังกฤษและภาษายุโรปอื่นๆด้วยที่เราไม่เข้าใจ แล้วตำรวจก็ตัดสินใจที่จะตัดตอนขบวน ทั้งๆที่เราส่งสัญญาณบอกแล้วว่าเราจะไม่บุกเข้าไปใน Bella Centre เลย แต่จะยืนชุมนุมอยู่ด้านนอกเท่านั้น” เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง จากคณะทำงานเพื่อโลกเย็นที่เป็นธรรม ซึ่งร่วมในขบวนด้วย เล่าให้ฟัง

“แต่ตำรวจก็ยังฉีดสเปรย์พริกไทยใส่กลุ่มผู้เกิดขบวน แล้วก็ทุบตีผู้เดินขบวน” เพ็ญโฉมกล่าวต่อ
crackdown
แต่เหตุการณ์ก็สงบลงตอนช่วงบ่ายต้นๆ เราพยายามโทรหากลุ่มคนไทยเพื่อดูว่าปลอดภัยหรือเปล่า แล้วก็ได้รับรู้ว่า เหล่านักเดินขบวนประมาณ 230 คนถูกจับไป

“คนไทยปลอดภัยหมด” คุณศรีสุวรรณบอก หลังจากทราบข่าวว่าคนไทยทั้งหมดเดินทางกลับที่พักชานเมืองโคเปนเฮเกนแล้ว

ในวันพฤหัสฯ กลุ่ม NGO และประชาสังคม ถูกจำกัดให้เข้าใน Bella Centre ไม่เกิน 1,000 คนเท่านั้น แล้วจะลดลงเหลือเพียง 90 คนในการประชุมวันสุดท้าย

เป็นเหตุให้กลุ่ม NGO 50 องค์กร ส่งจดหมายเปิดผนึกถึงเลขาฯ UNFCCC นาย Yvo de Boer และ ถึงประธาน COP 15 นาย Lars Lokke Rasmussen เพราะ Connie Hedegaard ได้ตัดสินใจลาออกจากการเป็นประธานไปแล้ว

ข้อความในจดหมายมีว่า “เรารับไม่ได้ที่มีการจำกัดกลุ่มผู้สังเกตการณ์จากภาคประชาสังคมไม่ให้เข้าร่วมในเวทีการเจรจา และหวังว่าทางเลขาฯ UNFCCC จะตระหนักในเรื่องนี้และแก้ไขการทำงานในลักษณะที่ไม่ส่งเสริมประชาธิปไตยเช่นนี้ การเจรจาภายใต้กรอบ UNFCCC และ พิธีสารเกียวโต จะส่งผลอย่างมากและเพิ่มขึ้นต่อชีวิตความเป็นอยู่ของคนทั่วไปในโลก การมีส่วนร่วมของคนเหล่านี้ในกระบวนการเจรจาจึงสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้แน่ใจว่าผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นจาก Copenhagen นั้นมีความเป็นธรรมและมีประสิทธิภาพ” แล้วยังบอกเพิ่มว่า “การจำกัดจำนวนภาคประชาสังคมในการเข้าร่วมนี้ เป็นการบิดเบือนข้อกฎหมายที่จะส่งเสริมให้เกิดการมีส่วนร่วมของภาคสาธารณะในกระบวนการเจรจา หากเสียงของภาคประชาสังคมถูกจำกัดไว้เพียงชายขอบในตอนนี้ ก็จะต้องอยู่เพียงชายขอบต่อไปในอนาคตแน่ๆ”

อ่านฉบับภาษาอังกฤษที่นี่
เขียนโดย ธารา บัวคำศรี
แปลและเรียบเรียง สุรัจนา กาญจนไพโรจน์

บันทึกจาก Copenhagen — Flopenhagen

“เราไม่ต้องการให้ Copenhagen ถูกจดจำว่าเป็น “Flopenhagen” (Flop = ล้มเหลว) แต่ให้จดจำว่าเป็น “Hopenhagen” (Hope = มีความหวัง)” เป็นคำกล่าวปิดของ Kumi Naidoo ในเวที side event วันแรกของ COP 15 เรียกร้องต่อนายกรัฐมนตรีเดนมาร์ก นาย Lars Lokke Rasmussen ให้เกิดข้อตกลงที่เป็นธรรม มุ่งมั่นและมีผลบังคับใช้ทางกฎหมาย (Fair, Ambitious and Binding: FAB) ทุกหนแห่งใน Copenhagen ไม่ว่าจะเป็นบนรถเมล์ รถไฟ ป้ายโฆษณา หรือในหนังสือพิมพ์ เราจะเห็นโฆษณา “Hopenhagen”  ซึ่งก็กลายเป็นลูกเล่นตลอดช่วง 2 สัปดาห์ของการประชุมเลยทีเดียว

หลังจากการเดินรณรงค์แสดงพลังในวันที่ 12 ธันวาคม 2552 ซึ่งถือได้ว่าป็นการรวมพลังอย่างสันติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของเดนมาร์ก แต่ผมก็ยังสงสัยอยู่ว่า แล้ว COP 15 และกิจกรรมต่างๆที่เกี่ยวข้องจะมีผลกระทบสูงสุดทั้งทางการเมือง สังคม และวัฒนธรรมอย่างไรต่อคนในเดนมาร์ก

Giant Model Earth_tcktcktck

กลับมาที่คำว่า “Hopenhagen” อีกครั้ง คราวนี้ ป้ายโฆษณาตรงป้ายรถเมล์ซึ่งสนับสนุนโดย Coca Cola ก็มีคนเขียนตัวอักษร “S” เพิ่มไปข้างหน้า อ่านว่า “Shopenhagen”!!! (shop = จับจ่าย) ส่วนอีกป้ายหนึ่งสนับสนุนโดย Siemens มีลายมืออ่านว่า “Our climate, not your business!” (ภูมิอากาศของเรา ไม่ใช่ธุรกิจของคุณ!)

วนัน เพิ่มพิบูลย์ เพื่อน NGO ไทยเล่าให้ฟังว่า ขณะที่โดยสารรถเมล์ในวันที่ประท้วง แล้วคนขับบ่นให้ฟังว่า แย่มากในวันนั้น เพราะพวกชอบก่อความวุ่นวายทั่วโลก มารวมตัวกันอยู่ที่นี่ใน Copenhagen! เพื่อนไม่ได้ตอบอะไร แต่นึกในใจ ก็คนขับก็กำลังบ่นอยู่กับหนึ่งในคนจำนวนนั้นอยู่ด้วย!!

หลังจากที่ทาง UNFCCC จำกัดจำนวน NGO และภาคประชาสังคมที่จะเข้าไปใน Bella Centre คำว่า “Hopenhagen” ก็ดูจะกลายเป็น “Flopenhagen” ไปในบัดดล ผมก็เข้าไม่ได้ ต้องไปที่ Klima Forum ส่ง emails แล้วก็ปะทะสังสรรค์กับผู้คนที่มาร่วมกิจกรรม

ความคิดที่จะให้เกิดข้อตกลง Copenhagen (บนพื้นฐานของพิธีสารเกียวโต) แทนการมีพิธีสารเกียวโตต่อนั้น กลายเป็นอะไรที่ไม่เข้ารูปเข้ารอย จนนายกฯเดนมาร์กต้องตัดข้อเสนอดังกล่าวออกไปก่อนเริ่มการประชุม แม้แต่อดีตรองประธานาธิบดี Al Gore ก็ยังพูดว่า นี่มันไม่ใช่สิ่งที่โลกอยากได้ หรือ ต้องการเลย “ที่ โคเปนเฮเกนนี้ เราต้องได้ข้อตกลงทางการเมือง โดยประเทศหลัก ๆ ทั้งประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา จะต้องยอมรับและลงนามด้วย” Al Gore ให้สัมภาษณ์ในหนังสือพิมพ์เดนมาร์ก Politiken

ถ้าผู้นำประเทศเห็นว่าการได้ข้อตกลงที่มีผลบังคับใช้ทางกฎหมายมันไกลเกินกว่าที่จะเกิดขึ้นได้ที่โคเปนเฮเกน Al Gore เองก็คงไม่ต่างไปจากนักการเมืองคนอื่นๆที่มองหาช่องทางที่จะให้เกิดแรงต้านน้อยที่สุด มากกว่าที่จะยึดมั่นกับสิ่งที่วิทยาศาสตร์ได้บอกและประชาชนคนทั้งโลกต้องการ คำพูดของ Al Gore ที่โคเปนเฮเกนนับว่าน่าเกลียดน่าชังจริง ๆ

อ่านฉบับภาษาอังกฤษที่นี่
เขียนโดย ธารา บัวคำศรี
แปลและเรียบเรียง สุรัจนา กาญจนไพโรจน์