Taragraphies — Header Component

ปฏิบัติการด้านสภาพภูมิอากาศสองแนวทางมีนัยยะอย่างไรต่อภาคธุรกิจ

ในจดหมายที่ออกเมื่อปลายเดือนมกราคม 2026 ซึ่งต่อยอดจากการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เมืองเบเล็ม (COP30) ประธาน COP30 วางข้อเสนอให้ความร่วมมือระหว่างประเทศเดินหน้าใน “สองความเร็ว” ที่เกื้อหนุนกัน หนึ่งคือเส้นทางที่ยึดการเจรจาแบบฉันทามติเป็นแกนหลัก และอีกหนึ่งคือเส้นทางที่เน้นการลงมือทำโดยแนวร่วมของประเทศและผู้มีบทบาทนอกภาครัฐที่พร้อมและทำได้เพื่อขยับให้เร็วกว่าเดิม ข้อเสนอนี้สะท้อนบทเรียนจากการประชุมเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และลำดับความสำคัญของแต่ละประเทศที่แตกต่างกัน ทำให้เกิดข้อจำกัดต่อการบรรลุข้อตกลงในหลายประเด็นสำคัญ เมื่อบริษัทต่างๆ ยังต้องประเมินและนำยุทธศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศไปปฏิบัติ พวกเขาควรคำนึงว่ากรอบสองชั้นอาจเร่งการดำเนินโซลูชันด้านสภาพภูมิอากาศบางส่วนได้ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้เล่นที่พร้อมและมีศักยภาพ หากถูกนำมาใช้ ประเทศต่างๆ อาจยังมุ่งไปในทิศทางเดียวกัน แต่จะไม่จำเป็นต้องเดินด้วยความเร็วเท่ากันอีกต่อไป ดังนั้น สำหรับบริษัทที่ดำเนินธุรกิจข้ามหลายภูมิภาค ผลกระทบของข้อเสนอนี้จึงไม่ได้อยู่ที่รายละเอียดเชิงเทคนิคของสถาปัตยกรรมธรรมาภิบาลสภาพภูมิอากาศโลกเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ผลกระทบเชิงปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม กล่าวคือ ความพยายามด้านการลดคาร์บอนและการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงภาระหน้าที่ ความคาดหวัง และแรงกดดันเชิงพาณิชย์และจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย อาจแตกต่างกันไปตามตลาดและภูมิภาคที่บริษัทประกอบธุรกิจ จากสัญญาณเดียวสู่เส้นทางที่แตกต่าง กระบวนการ COP ในอดีตพึ่งพาฉันทามติจากเกือบ 200 ประเทศในการตัดสินใจและกำหนดทิศทางร่วมกัน แม้แนวทางนั้นยังคงเป็นแกนกลาง แต่จดหมายของประธาน COP ชี้ว่าอาจไม่เพียงพออีกต่อไปหากต้องพึ่งเส้นทางเดียวเพียงลำพัง ท่ามกลางความท้าทายทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจสังคม COP30 จึงมุ่งเปลี่ยน ระบอบสภาพภูมิอากาศจากช่วงของการเจรจาไปสู่ช่วงที่เน้นเร่งการนำความตกลงปารีสและมติ COP ไปสู่การปฏิบัติ “พหุภาคีนิยมด้าน [สภาพภูมิอากาศ] ต้องเรียนรู้ที่จะทำงานมากกว่าหนึ่งความเร็วในทางสถาบัน” ประธาน COP30 อังเดร อารันญา […]

สหรัฐฯ ถอนตัวจาก UNFCCC และถอยห่างจาก IPCC จะกระทบเกมภูมิอากาศโลก และ COP31–COP32 อย่างไร

เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2569 ทำเนียบขาวประกาศแนวทางให้หน่วยงานของสหรัฐฯ เดินหน้าถอนตัวจากกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศหลายรายการ โดยมีชื่อ กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) และการลดบทบาทต่อ คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) อยู่ในรายการดังกล่าว สัญญาณนี้เกิดขึ้นไม่นานหลัง COP30 และก่อนเข้าสู่ COP31–COP32 จึงสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อทั้งกติกาและการเมืองของการแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศโลก UNFCCC ไม่ใช่เพียงเวทีเจรจา แต่เป็น “โครงสร้างหลัก” ที่รองรับกระบวนการ COP ทั้งหมดรวมถึงความตกลงที่เกี่ยวเนื่องอย่าง Paris Agreement ดังนั้นการถอนตัวจาก UNFCCC มีนัยทางสถาปัตยกรรม ถ้าสหรัฐฯ ออกนอกระบบจริง ก็เท่ากับเลือกอยู่นอกกรอบที่กำหนดกติกาเรื่องการรายงาน/ความโปร่งใส (transparency) การทบทวนร่วม และการร่วมกันขับเคลื่อนแผนการลดก๊าซเรือนกระจกในระดับโลก อย่างไรก็ดี สิ่งที่ต้องแยกให้ออกคือการประกาศเจตจำนงกับการถอนตัวที่มีผลทางกฎหมายเพราะตามข้อบทของ UNFCCC การถอนตัวจะมีผลหลังจากมีหนังสือแจ้งอย่างเป็นทางการ และต้องรอระยะเวลาตามที่กำหนด (โดยทั่วไปคือหนึ่งปีหลังวันรับแจ้ง) นั่นหมายความว่าในทางปฏิบัติอาจเกิดช่วงสุญญากาศที่สหรัฐฯ ยังไม่พ้นสถานะภาคีโดยสมบูรณ์ แต่ลดบทบาทลงอย่างรวดเร็วแล้ว คำถามสำคัญคือ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ สามารถถอนตัวจากสนธิสัญญาที่วุฒิสภาให้สัตยาบันแล้วได้โดยลำพังหรือไม่ คำตอบคือยังมีข้อถกเถียงในเชิงรัฐธรรมนูญและบรรทัดฐานทางปฏิบัติ แม้ความไม่แน่นอนทางกฎหมายจะยังคงอยู่ แต่ความจริงทางการเมืองคือรัฐบาลสามารถสร้างผลกระทบได้ก่อนศาลตัดสินผ่านการตัดงบ การยุติการมีส่วนร่วม และการลดทีมงานเจรจา ผลกระทบที่จับต้องได้และเร็วที่สุดคือ การเงินสภาพภูมิอากาศ […]

เมื่อวอชิงตันผละออกจากพหุภาคีนิยม โลกก็ยังต้องกำกับดูแลร่วมกันต่อไป

เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2569 ทำเนียบขาวออกบันทึกคำสั่งให้หน่วยงานของสหรัฐฯ เริ่มกระบวนการถอนตัวออกจากองค์กรระหว่างประเทศหลายแห่งรวมถึงกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(UNFCCC) รายงานข่าวคู่ขนานระบุว่า การเคลื่อนไหวนี้ไปไกลกว่าการถอนตัวจากความตกลงปารีสซ้ำอีกครั้ง โดยพุ่งเป้าไปที่สนธิสัญญาหลักของระบอบภูมิอากาศโลก รวมทั้ง IPCC และกองทุนภูมิอากาศสีเขียว (Green Climate Fund) จะเรียกว่าละทิ้งพหุภาคีนิยมก็ได้ แต่การวินิจฉัยที่ตรงกว่าคือสหรัฐฯ กำลังส่งสัญญาณว่าจะเลือกใช้ความร่วมมือแบบเลือกเฉพาะที่ได้ประโยชน์(à la carte) เข้าร่วมเฉพาะเวทีที่ตนควบคุมได้ ถอนตัวจากเวทีที่สร้างข้อผูกพัน และปฏิบัติต่อกติกาโลกเหมือนเป็น สิ่งเลือกได้ไม่ใช่โครงสร้างจำเป็น ผลลัพธ์ไม่ใช่เรื่องนามธรรม แต่จะสะท้อนเป็นค่าเบี้ยประกันภัย ราคาสินค้าอาหาร ความเสียหายจากภัยพิบัติ การไหลของเงินทุน และเสถียรภาพของระบบการค้าที่กำลังถูกแรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์บีบรัดอยู่แล้ว ความจริงที่น่าอิหลักอิเหลื่อคือ โลกไม่อาจถอนตัวจากความพึ่งพาอาศัยกันได้ คาร์บอนไม่รู้จักอธิปไตย การแพร่กระจายความเสี่ยงทางการเงินไม่สนใจอุดมการณ์ และความเสี่ยงจาก AI ไม่หยุดที่ด่านศุลกากร ดังนั้น คำถามไม่ใช้เพียงว่าพหุภาคีนิยมจะอยู่รอดจากการหันหลังของสหรัฐฯ หรือไม่ แต่คือรูปแบบความร่วมมือใดจะมาแทนที่พหุภาคีนิยมที่เคยยึดสหรัฐฯ เป็นแกนกลาง และมันจะมีความเป็นเอกภาพพอที่จะรับรองมิให้โลกแตกกระจัดกระจายหรือไม่ คำเตือนของสถาบันคลังสมอง Brookings ระบบพหุภาคีนิยมเพราะไม่เคยอัปเดตสถาปัตยกรรมของตน ข้อโต้แย้งของ Brookings ไม่ได้เป็นการหวนหาอดีต แต่เป็นข้อเสนอเชิงสถาบัน ระบบหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ส่งมอบการเติบโตและเสถียรภาพมาหลายทศวรรษ แต่ถูกออกแบบสำหรับการกระจายอำนาจที่ต่างออกไป และสำหรับชุดปัญหาที่ต่างไปจากวันนี้ […]

หากทรัมป์ชนะเลือกตั้ง นักการทูตด้านสภาพภูมิอากาศพร้อมที่จะเดินหน้าโดยไม่พึ่งบทบาทของสหรัฐฯ

การเจรจาอย่างลับๆ กำลังเตรียมการเพื่อให้ความร่วมมือระดับโลกยังคงดำเนินไปได้ แม้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะมีท่าทีเป็นปฏิปักษ์ การถอนตัวครั้งที่สองจากความตกลงปารีสของสหรัฐฯ อาจทำให้จีนกลายเป็นผู้นำแทน เรียบเรียงจาก https://www.bloomberg.com/news/features/2024-10-31/trump-s-possible-return-spurs-secret-talks-to-bypass-him-on-climate เขียนโดย เจนนิเฟอร์ เอ. ดลูฮี (31 ตุลาคม 2024) โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศชัดเจนว่าเขาวางแผนที่จะนำสหรัฐฯ ถอนตัวจากการทูตด้านสภาพภูมิอากาศระดับโลกอีกครั้ง หากเขาได้รับชัยชนะในสมัยที่สองในทำเนียบขาว โดยเขายืนยันที่จะละทิ้งความตกลงปารีสอีกครั้ง ซึ่งเขามองว่าเป็น “สิ่งที่ไม่ยุติธรรมอย่างยิ่ง” นักสิ่งแวดล้อม เจ้าหน้าที่รัฐบาล และอดีตนักการทูตต่างกำลังเตรียมรับมือกับความเป็นไปได้นี้ พร้อมวางแผนหาวิธีการรักษาความร่วมมือระดับโลกด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไว้โดยไม่ต้องพึ่งพาสหรัฐฯ การสนทนาต่างๆ การจำลองวิกฤต และการวิเคราะห์เชิงการเมืองได้เกิดขึ้นทั่วโลก โดยคนที่คุ้นเคยกับการประชุมเหล่านี้ได้บรรยายว่ามีการเตรียมพร้อมเพื่อให้ความก้าวหน้าในการแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศยังคงดำเนินต่อไป แม้จะมีประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่มีท่าทีเป็นปฏิปักษ์ก็ตาม “การสนทนาเหล่านี้เป็นตัวอย่างของการที่ผู้นำระดับโลกได้เรียนรู้บทเรียนจากประสบการณ์ครั้งแรกกับทรัมป์” เจค ชมิดท์ ที่ปรึกษาอาวุโสจาก NRDC Action Fund ซึ่งเป็นกลุ่มด้านสิ่งแวดล้อมกล่าว “ประเทศอื่นๆ ที่กำลังพยายามอย่างหนักในเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะไม่ยอมถูกทำร้ายอีกครั้งจากรัฐบาลที่ดำเนินการในนามของผลประโยชน์จากเชื้อเพลิงฟอสซิล” การถอนตัวของสหรัฐฯ — หรือแม้แต่ความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้ง — จะนำไปสู่ผลกระทบมากมาย โดยจะเปลี่ยนแปลงธรรมชาติของการเจรจาด้านสภาพภูมิอากาศประจำปีของสหประชาชาติและส่งผลกระทบต่อระบบในรูปแบบที่บางครั้งยากจะคาดเดาได้ การถอนตัวของผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากเป็นอันดับสองของโลก อาจเป็นการเปิดโอกาสให้ประเทศที่ล้าหลังใช้เป็นข้ออ้างในการชะลอมาตรการด้านสภาพภูมิอากาศใหม่ๆ ขณะเดียวกัน ก็อาจสร้างโอกาสให้จีน ซึ่งเป็นผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงสุดของโลกก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในประเด็นด้านสภาพภูมิอากาศ “สิ่งนี้จะทำให้จีนเป็นศูนย์กลางมากขึ้น” […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings