สำนักงานสภาพอากาศของสหประชาชาติยืนยันว่าโลกร้อนเป็นประวัติการณ์

จากการเผยแพร่ข้อมูลขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลก(World Meteorological Organization: WMO) แสดงให้เห็นว่าปี 2015 2016 2017 และ 2018 เป็น 4 ปีที่มีอุณหภูมิสูงที่สุดตั้งแต่มีการตรวจวัดผลจากการวิเคราะห์ โดย 5 องค์กรระหว่างประเทศชั้นนำแสดงให้เห็นว่าอุณหภูมิพื้นผิวเฉลี่ยทั่วโลกในปี 2018 มีค่าสูงกว่าระดับยุคก่อนอุตสาหกรรม (1850-1900) ประมาณ 1 องศาเซลเซียส

Petteri Taalas เลขาธิการองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) กล่าวว่า “ แนวโน้มอุณหภูมิในระยะยาวมีความสำคัญมากกว่าการจัดอันดับของแต่ละปีและแนวโน้มดังกล่าวเพิ่มขึ้น โดย 20 อันดับปีที่อุณหภูมิสูงที่สุดอยู่ในช่วง 22 ปีที่ผ่านมาและในช่วง 4 ปีที่ผ่านมามีอุณหภูมิสูงขึ้นอย่างผิดปกติทั้งบนแผ่นดินและมหาสมุทร

นาย Taalas กล่าวว่า “อุณหภูมิเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่บ่งบอกถึงสภาพอากาศที่รุนแรงและมีผลกระทบต่อหลายๆ ประเทศและประชาชนหลายล้านคน รวมทั้งมีผลกระทบร้ายแรงต่อเศรษฐกิจและระบบนิเวศดังในปี 2018 เหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วหลายอย่างบ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นี่คือความจริงที่ต้องเผชิญ สิ่งที่สาคัญที่ทั่วโลกควรทำในเบื้องต้นคือลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและวางมาตรการการปรับตัวกับสภาพภูมิอากาศ”

รายงานของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (The Intergovernmental Panel on Climate Change: IPCC) เป็นรายงานพิเศษในเดือนตุลาคม 2018 พบว่าการจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกไว้ที่ 1.5 องศาเซลเซียสภายในปี 2050 จะต้องมีการปรับเปลี่ยนการใช้ที่ดิน พลังงาน อุตสาหกรรม สิ่งปลูกสร้าง การคมนาคม และชุมชนเมือง เพื่อให้การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิทั่วโลกที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมของมนุษย์ลดลงประมาณ 45 เปอร์เซ็นต์ จากปี 2010 ภายในปี 2030

จากรายงานของ WMO ระบุว่าในขณะที่ทางทิศตะวันออกของสหรัฐอเมริกาและบางส่วนของแคนาดามีอุณหภูมิเย็นจัดเป็นประวัติการณ์ อลาสก้าและพื้นที่ส่วนใหญ่ของอาร์กติกกลับมีอุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ย ในช่วงเดือนมกราคม พายุฤดูหนาวที่รุนแรงเข้าโจมตีทางฝั่งตะวันออกของทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและบางส่วนของตะวันออกกลางส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อประชากรทำให้ได้รับบาดเจ็บและไม่มีที่พักพิงที่เพียงพอกับผู้ลี้ภัย ความหนาวเย็นในต้นสัปดาห์ที่สามของเดือนมกราคมที่พัดไปทางใต้ผ่านคาบสมุทรอาหรับทำให้เกิดพายุฝุ่นจากอียิปต์ถึงซาอุดิอาระเบีย บาห์เรน กาตาร์ อิหร่านและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และทำให้มีเกิดฝนตกหนักที่ปากีสถานและทางตะวันตกเฉียงเหนือของอินเดีย

Omar Baddou นักวิทยาศาสตร์อาวุโสขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) กล่าวว่ายุทธศาสตร์ระดับชาติมีความจำเป็นอย่างยิ่งโดยเฉพาะประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ (MENA) ซึ่งไม่มียุทธศาสตร์เพื่อจัดการกับสภาพอากาศเงื่อนไขใหม่ โดยประเทศเหล่านี้คุ้นเคยกับสภาพอากาศในระดับปานกลางหรือกึ่งแห้งแล้ง แต่ตอนนี้ต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่แห้งแล้งและรุนแรงมากขึ้น

ในการประชุมสุดยอดด้านภูมิอากาศในวันที่ 23 กันยายน 2019 มีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงเจตจำนงทางการเมืองเพื่อเพิ่มความกระตือรือร้นให้บรรลุเป้าหมายของข้อตกลงปารีสปี 2015 ซึ่งประเทศต่างๆ ได้ตกลงร่วมกันเพื่อจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกไว้ที่ 1.5 องศาเซลเซียสซึ่งสูงกว่าระดับก่อนอุตสาหกรรมและแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในทุกพื้นที่ที่จำเป็นเพื่อทำให้เกิดการเคลื่อนไหวของพลเมือง โดยมุ่งเน้นไปที่ 9 ประเด็นสาคัญ ดังนี้

1. การเพิ่มมาตรการในการลดก๊าซเรือนกระจก

2. การเปลี่ยนไปใช้แหล่งพลังงานทางเลือก

3. การจัดการการเปลี่ยนแปลงทางอุตสาหกรรม

4. การแก้ปัญหาโดยพื้นฐานจากธรรมชาติ

5. โครงสร้างพื้นฐาน เมือง และการกระทำในท้องถิ่น

6. เงินทุนด้านภูมิอากาศและราคาคาร์บอน

7. การเพิ่มความสามารถในการฟื้นตัวและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ

8. การขับเคลื่อนทางสังคมและการเมือง

9. พลเมืองและการชุมนุมทางการเมือง

การแจ้งการอภิปรายในที่ประชุมพร้อมกับรายงานทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญอื่นๆ องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) จะออกรายงานสภาพภูมิอากาศปี 2018 ฉบับสมบูรณ์ (https://bit.ly/2Ty2RAM) ในเดือนมีนาคม 2019 ซึ่งจะให้ภาพรวมที่ครอบคลุมถึงความแปรปรวนและแนวโน้มของอุณหภูมิ เหตุการณ์ที่มีผลกระทบสูงและตัวชี้วัดสาคัญของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะยาว เช่น การเพิ่มความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ทะเลน้ำแข็งอาร์กติกและ แอนตาร์กติก การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลและความเป็นกรดของมหาสมุทร พร้อมทั้งคำแนะนำเชิงนโยบายทั่วทั้งองค์การสหประชาชาติสำหรับผู้มีอำนาจตัดสินใจเกี่ยวกับการมีอิทธิพลซึ่งกันและกันระหว่างสภาพอากาศภูมิอากาศและแหล่งน้ำและเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ

เรียบเรียงจาก

https://bit.ly/2WVtb9z

https://bit.ly/2EJhbQY

4 เรื่องโลกร้อน : 2 ปีหลังจากความตกลงปารีส

ความตกลงปารีส (Paris Agreement) ซึ่งเป็นกรอบข้อตกลงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศฉบับใหม่ ที่เกิดขึ้นจากการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสมัยที่ 21 (COP21) ซึ่งจัดขึ้นปลายปี พ.ศ. 2558 ที่กรุงปารีส ฝรั่งเศส ได้ผ่านมา 2 ปีแล้ว ในวาระที่การประชุมรัฐภาคีสมัยที่ 23 (COP23) กำลังมีขึ้น ณ กรุงบอนน์ สาธารณรัฐเยอรมนีในช่วงสองสัปดาห์นี้ มีประเด็นที่เป็นข้อสังเกต 4 ประการถึงความคืบหน้าของการดำเนินการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป้าหมายร่วมกันขั้นพื้นฐานของความตกลงปารีส เพื่อป้องกันไม่ให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส(เมื่อเทียบกับยุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม) และ พยายามป้องกันไม่ให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มสูงขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียสเพื่อลดความเสี่ยงและผลกระทบที่เป็นหายนะจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

1. จนถึงปัจจุบันการจัดทำข้อเสนอหรือเจตจำนงการมีส่วนร่วมลดก๊าซเรือนกระจก(Nationally Determinded Contribution(NDC) ของแต่ละประเทศทั่วโลกซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของความตกลงปารีส (Paris Agreement) รวมกันแล้วเป็นเพียง 1 ใน 3 ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่จะต้องลด เพื่อป้องกันไม่ให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส รายงาน Emissions Gap Report 2017  ของโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ(UNEP) มีข้อเสนอชัดเจนว่าจะต้องมี NDC ที่มีมุ่งมั่นและเข้มข้นมากกว่าที่เป็นอยู่

ที่มา : Emissions Gap Report 2017

จากแผนภาพ เราจะต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เหลือ 42 กิกะตันของคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปีภายในปี ค.ศ. 2030(พ.ศ.2573) เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่จะป้องกันไม่ให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส ในขณะที่ ข้อเสนอการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด(NDC) แบบมีการสนับสนุนภายนอก(Condition NDC)และไม่มีการสนับสนุนภายนอก(Uncondition NDC) นั้นนำไปสู่การลดก๊าซเรือนกระจกได้ 11 และ 13.5 กิกะตันของคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าภายในปี ค.ศ. 2030(พ.ศ.2573) ตามลำดับ

หากจะต้องทำให้สอดคล้องกับเป้าหมายป้องกันไม่ให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มสูงขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส เราจะต้องลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เหลือ 36 กิกะตันของคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปีภายในปี ค.ศ. 2030(พ.ศ.2573) ในขณะที่ ข้อเสนอการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด(Nationally Determinded Contribution) แบบมีการสนับสนุนภายนอกและไม่มีการสนับสนุนภายนอกนั้นนำไปสู่การลด ก๊าซเรือนกระจกได้ 16 และ 19 กิกะตันของคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าภายในปี ค.ศ. 2030(พ.ศ.2573) ตามลำดับ

2. การยุติถ่านหิน(Coal phaseout) มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งยวดในการอุดช่องว่าง(bridging gap)การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อป้องกันไม่ให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส ขณะนี้ทั่วโลกมีโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ดำเนินการอยู่ราว 6,683 แห่ง คิดเป็นกำลังผลิตติดตั้งทั้งหมด 1,964 กิกะวัตต์ หากจะต้องเดินเครื่องโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งหมดนี้จนสิ้นสุดอายุการใช้งาน จะมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งสิ้น 190 กิกะตันของคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ในรายงาน A Stress Test for Coal in Europe under the Paris Agreement – Scientific Goal Posts for A Coordinated Phased-Out and Divestment ของกลุ่ม Climate Analytics ที่จัดทำขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2559 ระบุว่า การปิดตัวของโรงไฟฟ้าถ่านหินลงเกือบทั้งหมดในสหภาพยุโรปในช่วงอีกไม่เกิน 15 ปีข้างหน้าถือเป็นความท้าทายของการเปลี่ยนแปลงขั้นรากฐาน การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนี้มีความจำเป็นเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ประชาคมโลกให้คำมั่นภายใต้ความตกลงปารีส (Paris Agreement) นอกจากนี้ การเปลี่ยนผ่านทางพลังงานให้ไปพ้นจากถ่านหินจะช่วยหลีกเลี่ยงต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพอันมหาศาล การยุติโรงไฟฟ้าถ่านหินนั้นทำให้ถูกลงจากต้นทุนที่ลดลงอย่างรวดเร็วและอย่างมากของพลังงานหมุนเวียน แม้ว่าพลังงานลมและแสงอาทิตย์จะมีความท้าทายในตัวของมันเอง ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการพึ่งพาสภาพอากาศ แต่ทางเลือกต่างๆ เช่น ระบบจัดเก็บพลังงานไฟฟ้า การพัฒนาระบบสายส่งและระบบการกระจายศูนย์นั้นสามารถรองรับและจัดการกับความท้าทาย ในขณะเดียวกัน พลังงานหมุนเวียนนั้นมีประโยชน์จากการเป็นแหล่งพลังงานที่ไม่มีวันหมดและขยายขนาดได้ซึ่งเอื้อให้เกิดแบบจำลองธุรกิจใหม่และนำไปสู่การจ้างงาน รวมถึงในพื้นที่ที่จะมีการปิดตัวลงของโรงไฟฟ้าถ่านหิน

3. “หยุดขุดเจาะและเก็บปิโตรเลียมไว้ใต้ดิน” คือ นโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทรงพลังมากที่สุดและเรียบง่ายที่สุด  บทความ Global Warming’s Terrifying New Math ของกลุ่ม Carbon Tracker Initiative ระบุว่า แหล่งสำรองถ่านหิน น้ำมันและก๊าซตามรายงานของอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลของโลกนั้นมีปริมาณคาร์บอนมากกว่าห้าเท่าเกินกว่าที่ จะนำมาเผาไหม้ได้หากเราจะต้องป้องกันไม่ให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มสูงขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส และถ้าอุตสาหกรรมพลังงานขุดเอาเชื้อเพลิงจากแหล่งสำรองขึ้นมาใช้ทั้งหมดตามปริมาณที่อ้างเอาไว้ โลกของเราก็จะร้อนจากเดิมขึ้นเป็นอีก 5 เท่า เพื่อให้มีโอกาสสองในสามของการป้องกันไม่ให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มสูงขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส  เราสามารถปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่บรรยากาศได้อีก 800 กิกะตัน และโอกาสครึ่งต่อครึ่งที่จะบรรลุเป้าหมายเพื่อป้องกันไม่ให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มสูงขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส  เราสามารถปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้เพียงราวๆ 353 กิกะตัน แต่ทว่า รายงานของ Oil Change International ซึ่งใช้ข้อมูลจาก Rystad บริษัทที่ปรึกษาด้านพลังงานของนอร์เวย์ ชี้ให้เห็นว่า เหมืองถ่านหิน บ่อน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่มีการดำเนินการอยู่ในปัจจุบันนั้นเทียบเท่ากับคาร์บอนไดออกไซด์ 942 กิกะตัน ตัวเลขดังกล่าวนี้นำไปสู่การรณรงค์ “การตัดทอนการลงทุน(divestment)” จากเชื้อเพลิงฟอสซิลโดยมหาวิทยาลัย กลุ่มองค์กรต่างๆ และกลายเป็นกระแสที่แพร่หลายและกว้างขวาง นักวิทยาศาสตร์เห็นพ้องต้องกันว่าเราต้องเก็บแหล่งเชื้อเพลิงฟอสซิลไว้ใต้ดิน

ในสหรัฐอเมริกา เหมืองถ่านหิน หลุมก๊าซและน้ำมันที่มีอยู่คิดเป็นการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ 86,000 ล้านตัน หรือเป็นสัดส่วนร้อยละ 25 ของปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่จะส่งผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มขึ้นมากกว่า 1.5 องศาเซลเซียส แต่หากอุตสาหกรรมพลังงานของสหรัฐอเมริกาเดินหน้าต่อและพัฒนาบ่อน้ำมันและพื้นที่ขุดเจาะโดยใช้กระบวนการขุดเจาะน้ำมันและแก๊สโดยการฉีดน้ำ ทราย และสารเคมีด้วยกำลังอัดแรงสูงเข้าไปที่ชั้นหินลึกใต้ดิน ทำให้ชั้นหินปล่อยน้ำมันและแก๊สในชั้นหินออกมา(ที่เรียกว่า Hydraulic Fracturing หรือ fracking) ทั้งหมดตามแผนการที่วางเอาไว้ ก็จะเพิ่มการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ในปริมาณ 51,000 ล้านตัน และหากเราปล่อยให้เกิดขึ้น สหรัฐอเมริกาจะเป็นประเทศเดียวที่มีสัดส่วนของการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่บรรยากาศเกือบร้อยละ 40 ของปริมาณทั้งหมด(ปริมาณมากที่สุดที่จะป้องกันไม่ให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส)

4. การรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นโอกาสครั้งใหญ่ที่สุดด้านสาธารณสุขโลกแห่งศตวรรษที่ 21 เป็นข้อสรุปในรายงานวิจัย “The Lancet Countdown: tracking progress on health and climate change” ซึ่งเป็นงานวิจัยพหุสาขาวิชาในระดับนานาชาติโดยเป็นความร่วมร่วมมือระหว่างสถาบันวิชาการและผู้ปฏิบัติงานด้านสาธารณสุขทั่วโลก รายงานวิจัยนี้ทำการติดตามผลกระทบสุขภาพของอันตรายจากสภาพอากาศสุดขั้ว การฟื้นคืนจากผลกระทบและการปรับตัวด้านสุขภาพ ตลอดจนผลประโยชน์ร่วมในด้านสุขภาพจากมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ที่มา : The Lancet Countdown: tracking progress on health and climate change

เมื่อพิจารณาถึงมิติด้านสุขภาพ ผลกระทบและภัยคุกคามจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศเห็นได้อย่างชัดเจน ณ วันนี้ ปฏิบัติการกู้วิกฤตสภาพภูมิอากาศที่รับประกันถึงความมั่นคงและความเป็นธรรมสำหรับทุกคนไม่อาจเกิดขึ้นโดยลำพังหรือโดยผู้คนเพียงหยิบมือ ปฏิบัติการนี้ต้องการทุกคน จากสามัญชนไปจนถึงนายกเทศมนตรี จากผู้อำนวยการบริหารของบริษัทไปจนถึงผู้คนที่อยู่แนวหน้าของภัยพิบัติจากโลกร้อน และผู้นำรัฐบาลทั่วโลกที่สร้างภาวะผู้นำร่วมและยืนหยัดในสิ่งที่ถูกต้อง

หมายเหตุ : Nationally Determinded Contribution(NDC) เป็นหัวใจสำคัญของความตกลงปารีส(Paris Agreement) ที่ตกลงกันเมื่อช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โดยแต่ละประเทศจะจัดทำข้อเสนอหรือร่างเจตจำนงการมีส่วนร่วมลดก๊าซเรือนกระจกลง เป้าหมายการลดจะมากหรือน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับตามความเหมาะสมของประเทศ สำหรับ NDC ของประเทศไทยคือ แผนที่นำทางการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศภายหลังปี พ.ศ. 2563 (Thailand’s Nationally Determined Contribution Roadmap) ซึ่งกำหนดเป้าหมายจะลดก๊าซเรือนกระจกลงร้อยละ 20-25 จากกรณีที่ดำเนินไปตามปกติ(Business As Usual) ภายในปี 2030

คุณทำอะไรได้บ้าง?

ธารา บัวคำศรี เป็นผู้อำนวยการประจำประเทศไทย กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

บันทึกจาก Copenhagen – เจราจากันต่อไปเถอะ เรือพร้อมแล้ว

Keep talking the boat is ready

เป็นที่น่าเสียดายมากที่ผมพลาด highlight ของงานวันแรก ตอนที่ คุณ Leah Wickham เยาวชนจากฟิจิเป็นตัวแทนคนนับล้านที่ร่วมลงชื่อกับ tcktcktck เรียกร้องให้เกิดข้อตกลงที่มีผลบังคับใช้ทางกฎหมาย รวมทั้งผมยังพลาดพิธีเปิดที่มี Abigail Jabines ผู้แทนจาก International Solar Generation รวมถึง Yvo De Boer เลขาธิการระดับสูงของ UNFCCC และ Connie Hedegaard ประธานคนใหม่ของ COP 15 คุณ Wickham จบการพูดลงด้วยประโยคที่ทุกคนก็พูดถึงอย่างติดปากเลยว่า “the time for talking is over and now it’s time for action“ หรือ “เวลาแห่งการพูดคุยกันหมดลงแล้ว ตอนนี้เป็นเวลาที่ต้องลงมือดำเนินการทันที”

เห็นบรรทัดหนึ่งในหนังสือพิมพ์ COP 15 ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ที่เกาะติดเรื่องการประชุมนี้โดยเฉพาะ จัดทำโดย CPHPOST.DK ที่พูดถึงคำกล่าวของ Yvo De Boer ต่อข้อเรียกร้องของคุณ Wickham น่าขันทีเดียว de Boer สรุปตอนท้ายว่า …but I hope you will be a bit patient and give us two more weeks of talking and then we will deliver on the action…” แปลตรงๆก็คือ “…ผมขอให้คุนอดทนอีกนิด และให้เวลาพวกผมอีกวัก 2 อาทิตย์ในการพูดคุย แล้วเราก็จะได้ลงมือทำหลังจากนั้น” จะคอยดู…

เรารู้ว่าในอีก 2 สัปดาห์ จะต้องมีการพูดคุยเจรจาในหลายประเด็นมาก เริ่มจากเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสำหรับในช่วงพันธะกรณีที่ 2 และหลังจากนั้นไปอีก รวมไปถึงว่าข้อตกลงใหม่นี้จะรวมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของอุตสาหกรรมการเดินเรือและการบินหรือไม่ เทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอน หรือ Carbon Capture and Storage (CCS) ซึ่งยังไม่มีการพิสูจน์ชัดเจนและมีราคาแพงจะสามารถดำเนินการภายใต้ CDM ได้หรือไม่ จะมีมาตรการเพื่อยับยั้งการตัดไม้ทำลายป่าอย่างไร โดยเฉพาะป่าร้อนชื้นในประเทศกำลังพัฒนา ที่รู้จักกันว่า การลดการปล่อยก๊าซจากการตัดไม้ทำลายป่าและการเสื่อมโทรมของป่า หรือ REDD และยังมีอีกมากมาย แต่ในท้ายที่สุด เราต้องการเหล่าผู้นำให้รีบดำเนินการอย่างเร่งด่วน ไม่ใช่เหล่านักการเมืองที่ดีแต่พูด

ที่สถานีรถไฟ Central Station หลังจากออกมาจาก Bella Centre ผมพบกับกลุ่มวัยรุ่นเดินแจกใบปลิวเชิญชวนคนผ่านไปมาให้ไปยังเวทีด้านโลกร้อนอีกเวทีหนึ่งชื่อ Klima Forum 09 ซึ่งเป็นเวทีของภาคประชาสังคมจากทั่วโลกที่มาเข้าร่วมการประชุมที่ COP 15 นี้ ผมไปยัง DBI-Byen Copenhagen ซึ่งเป็นอาคารกีฬา ไม่ไกลจากสถานีรถไฟ Central Station

และที่ Klima Forum 09 นอกจากจะมีนิทรรศการต่างๆ การสัมมนา การพูดคุย และดนตรีแล้ว ผลก็ต้องหยุดชะงักที่ภาพๆหนึ่ง เป็นภาพเรือที่เรียงลำดับการประชุมภาคีสมาชิกอนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ COP ตั้งแต่ปี 2535 มาเลย โดยเริ่มจาก

การประชุมสุดยอดของโลกที่เมืองริโอ เดอ จาเนโร ปี 2535
COP 1 เบอร์ลิน เยอรมนี ปี 2538
COP 2 เจนีวา สวิสเซอร์แลนด์ ปี 2539
COP 3 เกียวโต ญี่ปุ่น ปี 2540
COP 4 บัวโนส ไอเรส อาร์เจนติน่า ปี 2541
COP 5 บอนน์ เยอรมนี ปี 2542
COP 6 กรุงเฮก ปี 2543
COP 6+ บอนน์ เยอรมนี ปี 2544
COP 7 มาราเคช โมรอคโค ปี 2544
COP 8 นิว เดลี อินเดีย ปี 2545
COP 9 มิลาน อิตาลี่ ปี 2546
COP 10 บัวโนส ไอเรส อาร์เจนติน่า ปี 2547
COP 11 มอนทรีออล แคนาดา ปี 2548
COP 12 ไนโรบิ เคนย่า ปี 2549
COP 13 บาลี อินโดนีเซีย ปี 2550
COP 14 พอซแนน โปแลนด์ ปี 2551
COP 15 โคเปนเฮเกน เดนมาร์ก ปี 2552

ใช่แล้ว Mr. Boer คุณมีเวลาเพียงแค่ 2 อาทิตย์เท่านั้น ไม่มากไปกว่านี้ พอก็คือพอ และก็เป็นที่ชัดเจนว่า เราต้องการดำเนินการ หรือ action เพื่อจัดการกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยเร็วในขณะนี้

อ่านฉบับภาษาอังกฤษที่นี่
เขียนโดย ธารา บัวคำศรี
แปลและเรียบเรียง สุรัจนา กาญจนไพโรจน์