เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2569 ทำเนียบขาวออกบันทึกคำสั่งให้หน่วยงานของสหรัฐฯ เริ่มกระบวนการถอนตัวออกจากองค์กรระหว่างประเทศหลายแห่งรวมถึงกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(UNFCCC) รายงานข่าวคู่ขนานระบุว่า การเคลื่อนไหวนี้ไปไกลกว่าการถอนตัวจากความตกลงปารีสซ้ำอีกครั้ง โดยพุ่งเป้าไปที่สนธิสัญญาหลักของระบอบภูมิอากาศโลก รวมทั้ง IPCC และกองทุนภูมิอากาศสีเขียว (Green Climate Fund)

จะเรียกว่าละทิ้งพหุภาคีนิยมก็ได้ แต่การวินิจฉัยที่ตรงกว่าคือสหรัฐฯ กำลังส่งสัญญาณว่าจะเลือกใช้ความร่วมมือแบบเลือกเฉพาะที่ได้ประโยชน์(à la carte) เข้าร่วมเฉพาะเวทีที่ตนควบคุมได้ ถอนตัวจากเวทีที่สร้างข้อผูกพัน และปฏิบัติต่อกติกาโลกเหมือนเป็น สิ่งเลือกได้ไม่ใช่โครงสร้างจำเป็น ผลลัพธ์ไม่ใช่เรื่องนามธรรม แต่จะสะท้อนเป็นค่าเบี้ยประกันภัย ราคาสินค้าอาหาร ความเสียหายจากภัยพิบัติ การไหลของเงินทุน และเสถียรภาพของระบบการค้าที่กำลังถูกแรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์บีบรัดอยู่แล้ว

ความจริงที่น่าอิหลักอิเหลื่อคือ โลกไม่อาจถอนตัวจากความพึ่งพาอาศัยกันได้ คาร์บอนไม่รู้จักอธิปไตย การแพร่กระจายความเสี่ยงทางการเงินไม่สนใจอุดมการณ์ และความเสี่ยงจาก AI ไม่หยุดที่ด่านศุลกากร ดังนั้น คำถามไม่ใช้เพียงว่าพหุภาคีนิยมจะอยู่รอดจากการหันหลังของสหรัฐฯ หรือไม่ แต่คือรูปแบบความร่วมมือใดจะมาแทนที่พหุภาคีนิยมที่เคยยึดสหรัฐฯ เป็นแกนกลาง และมันจะมีความเป็นเอกภาพพอที่จะรับรองมิให้โลกแตกกระจัดกระจายหรือไม่

คำเตือนของสถาบันคลังสมอง Brookings ระบบพหุภาคีนิยมเพราะไม่เคยอัปเดตสถาปัตยกรรมของตน

ข้อโต้แย้งของ Brookings ไม่ได้เป็นการหวนหาอดีต แต่เป็นข้อเสนอเชิงสถาบัน ระบบหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ส่งมอบการเติบโตและเสถียรภาพมาหลายทศวรรษ แต่ถูกออกแบบสำหรับการกระจายอำนาจที่ต่างออกไป และสำหรับชุดปัญหาที่ต่างไปจากวันนี้ ความเป็นจริงร่วมสมัยถูกกำหนดโดยการบรรจบกันของการเปลี่ยนดุลภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยี และวิกฤตสภาพภูมิอากาศ แรงสามด้านที่กดทับสถาบันซึ่งถูกสร้างมาเพื่อจัดการการค้า การเงิน และความมั่นคงในโลกที่เป็นระเบียบกว่านี้

คำแนะนำของ Brookings ก็ชัดเจนไม่แพ้กัน นี่คือช่วงเวลา New Bretton Woods ที่ต้องการพหุภาคีนิยมที่เหมาะสมกับศตวรรษที่ 21 มุ่งเน้นสินค้าสาธารณะของโลกอย่างจริงจัง และทำงานได้ในโลกหลายขั้วที่ฉันทามติยากขึ้นและแรงดึงสู่การแบ่งขั้วมีสูงขึ้น

ประเด็นนี้สำคัญเพราะการถอยห่างของสหรัฐฯ ไม่เกิดขึ้นในสูญญากาศ Brookings ชี้ถึงการทวีความรุนแรงของสงครามการค้า และความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของการแตกตัวทางเศรษฐกิจและการเงินระหว่างประเทศ การถอนตัวของสหรัฐฯ ยิ่งเร่งความเสี่ยงนั้นไม่จำเป็นต้องทำลายสถาบันในชั่วข้ามคืน แต่บ่อนทำลายแรงจูงใจที่ทำให้ประเทศต่าง ๆ ยอมอยู่ภายใต้กติกากลางร่วมกัน

แม้ในบริบทของสหรัฐฯ การถอนตัวจาก UNFCCC ไม่ใช่การเปลี่ยนนโยบายตามปกติ Reuters รายงานว่าผู้เชี่ยวชาญกฎหมายบางส่วนตั้งคำถามว่า ประธานาธิบดีสามารถถอนตัวจากสนธิสัญญาที่ผ่านการให้สัตยาบันโดยวุฒิสภาได้โดยลำพังหรือไม่ โดยชี้ว่ากฎเกณฑ์ตามรัฐธรรมนูญสำหรับการถอนตัวไม่ชัดเจนเท่ากับการให้สัตยาบัน ความไม่แน่นอนนี้ตอกย้ำบทเรียนเชิงโครงสร้างสำหรับโลกคือการมีส่วนร่วมของสหรัฐฯ สามารถแกว่งตัวอย่างรุนแรงตามการเปลี่ยนรัฐบาล ทำให้ระบบโลกที่พึ่งพาวอชิงตันมากเกินไปนั้นมีความเปราะบางโดยเนื้อแท้

ในเชิงปฏิบัติ UNFCCC ไม่ใช่สัญลักษณ์ แต่เป็นโครงสร้างที่กำหนดกรอบการรายงาน ความคาดหวังต่อการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการเงินด้านสภาพภูมิอากาศ รวมถึงการเป็นนั่งร้านของกระบวนการเจรจาโลก หัวหน้าสำนักเลขาธิการด้านสภาพภูมิอากาศของสหประชาชาติ Simon Stiell ตอบโต้ตรงไปตรงมา การถอยจากความร่วมมือจะกระทบต่อความมั่งคั่งและความมั่นคงของสหรัฐฯ เอง และไม่อาจหยุดการเปลี่ยนผ่านของโลกได้

พหุภาคีนิยมหลังยุคสหรัฐฯ จะไม่ใช่โมเดลเดียว แต่เป็นการแข่งขันระหว่างอนาคต 3 แบบ

1) พหุภาคีนิยมที่ไม่มีสหรัฐฯ (และไม่มีอำนาจยับยั้งของสหรัฐฯ)

ผู้เล่นรายอื่น สหภาพยุโรป จีน อินเดีย และแนวร่วมของรัฐขนาดกลางยังคงประคองสถาบันและมาตรฐานบางส่วน เติมช่องว่างด้านเงินทุนเท่าที่ทำได้ และเดินหน้ากติกาต่อไป เส้นทางนี้ช่วยกันไม่ให้ระบบล่ม แต่เสี่ยงต่อการบังคับใช้ที่อ่อนลงและความทะเยอทะยานร่วมที่ลดลงในประเด็นที่ทรัพยากรและความชอบธรรมของสหรัฐฯ เคยมีน้ำหนัก

2) พหุภาคีแบบกลุ่มย่อย (plurilateralism) กลายเป็นระบบปฏิบัติการหลัก (variable geometry ที่ทำอย่างถูกต้อง)

นี่คือทางที่ใกล้กับข้อเสนอของ Brookings ความร่วมมือที่แคบลงแต่คมขึ้นในสินค้าสาธารณะของโลก การคุ้มครองภูมิอากาศ สาธารณสุข เสถียรภาพการเงิน กติกาการค้าและการเงินที่จำเป็น ความปลอดภัยของ AI ควบคู่กับแนวร่วมผู้พร้อมเดินหน้าที่ขับเคลื่อนได้เร็วกว่าเวทีฉันทามติสากล แต่จุดอันตรายคือการกีดกัน หากกลุ่มนี้กลายเป็นผู้เฝ้าประตู โลกจะถูกแบ่งเป็นฝ่ายผู้สร้างกติกาและผู้รับกติกา

3) การแตกตัวแข็งตัวเป็นบล็อกคู่แข่ง

กติกาแยกกันตามอิทธิพล การเงินและมาตรฐานกลายเป็นเครื่องมือแข่งขัน นโยบายภูมิอากาศและแร่ธาตุสำคัญถูกทำให้เป็นอาวุธทางเศรษฐกิจ Brookings เตือนชัดว่าภูมิรัฐศาสตร์กำลังสั่นคลอนฐานรากของกรอบกติกาโลก

ทางแยกนโยบายที่สำคัญที่สุดในปี 2569 คือ โลกจะปล่อยให้ (3) เกิดขึ้นโดยแรงเฉื่อย หรือจะออกแบบ (2) อย่างตั้งใจ พร้อมรักษาแกนกลางสากลให้เพียงพอสำหรับความชอบธรรม

พหุภาคีนิยม 2.0 ควรมีหน้าตาเป็นอย่างไร

หากวอชิงตันถอย งานของผู้เล่นอื่นไม่ใช่การคร่ำครวญต่อระบบเดิมแต่คือการสร้างระบบใหม่ที่ทนทานกว่า สิ่งนี้ต้องการการออกแบบ 5 ประการ

หนึ่ง ปกป้องโครงสร้างสากล : วิทยาศาสตร์ ความโปร่งใส และกติกาพื้นฐาน

แม้การลงมือทำจะเกิดใน “คลับ” โลกยังต้องมีการวัด รายงาน และตรวจสอบร่วมกัน และต้องมีการประเมินทางวิทยาศาสตร์ร่วมกัน โดยเฉพาะด้านภูมิอากาศ การที่ผู้เล่นรายใหญ่ถอนบทบาทจากงานแบบ IPCC ทำให้ “ทรัพยากรความรู้ร่วม” อ่อนแรง คำตอบไม่ใช่ทำให้วิทยาศาสตร์กลายเป็นการเมืองมากขึ้น แต่ต้องกระจายฐานเงินทุนและทำให้กระบวนการประเมินเป็นอิสระจากแรงการเมืองให้มากที่สุด

สอง สร้างคลับแบบเปิด(Open Club) ไม่ใช่บล็อกแบบปิด(Closed Block)

ข้อตกลงแบบกลุ่มย่อยช่วยเพิ่มความเร็ว เช่น มีเทน เชื้อเพลิงการเดินเรือ เหล็ก/ซีเมนต์สีเขียว โครงข่ายไฟฟ้า ห่วงโซ่อุปทานปลอดการทำลายป่า แต่ต้องถูกออกแบบให้ (ก) มีเกณฑ์เข้าร่วมชัดเจน (ข) มีการสนับสนุนทางเทคนิคและการเงินให้ประเทศกำลังพัฒนาสามารถเข้าร่วมได้ และ (ค) โปร่งใสพอที่จะไม่กลายเป็นการกีดกันทางการค้าในชื่อใหม่ Brookings ตั้งคำถามตรง ๆ ว่าจะบริหาร “เรขาคณิตของสถาบันแบบแปรผัน” อย่างไรเพื่อรักษาขีดความสามารถร่วมของโลก

สาม ปรับระบบการเงินภูมิอากาศให้ยึดถือการส่งมอบไม่ใช่แค่ถ้อยแถลง

หากเงินทุนจากรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ถอยออกไป ช่องว่างต้องถูกเติมผ่านส่วนผสมของธนาคารพัฒนาเอกภาคี/พหุภาคี ธนาคารภูมิภาค และการเงินผสมผสานที่น่าเชื่อถือ โดยยึดผลลัพธ์วัดได้ด้านความยืดหยุ่นและการติดตั้งพลังงานสะอาดหมุนเวียนที่สะอาด บทเรียนจากแรงตีกลับทางการเมืองคือ พันธกรณีระหว่างประเทศที่ไม่สร้างข้อเสนอเชิงคุณค่าในประเทศของตนเองย่อมเปราะบาง

สี่ ให้รัฐขนาดกลางมีความเป็นเจ้าของร่วมอย่างแท้จริง

ระบบศตวรรษที่ 21 ไม่อาจเป็นแบบสหรัฐฯ นำ หรือไม่มีอะไรเลย ธรรมาภิบาลต้องสะท้อนโครงสร้างเศรษฐกิจโลกปัจจุบัน มิฉะนั้นจะสูญเสียความชอบธรรม Brookings เน้นว่าความชอบธรรมและความเป็นตัวแทนคือเงื่อนไขแรกของประสิทธิผล

ห้า ฟื้นสัญญาประชาคมภายในประเทศให้ความร่วมมือมีความทนทาน

Brookings ชี้ว่า ความล้มเหลวในการจัดการผลกระทบจากการปรับโครงสร้างและการกระจายผลประโยชน์ เป็นเชื้ออย่างดีให้เกิดแรงตีกลับต่อโลกาภิวัตน์และสถาบันที่เกี่ยวข้อง พหุภาคีนิยมไม่ได้ล้มเพราะการทูตที่ยากเย็นเท่านั้น แต่มันล้มเมื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่เชื่อว่ามันทำให้ชีวิตดีขึ้น ระบบใหม่ใดที่มองข้ามเรื่องงานที่มีคุณค่า ความสามารถในการจ่าย และความเป็นธรรม จะใช้ไม่ได้อีกต่อไปโดยเฉพาะในระบอบประชาธิปไตย

ข้อสรุปเชิงยุทธศาสตร์ ออกแบบเพื่อรับความผันผวนของสหรัฐฯ และยังเปิดประตูไว้

โลกไม่ควรสร้างระบบบนสมมติฐานว่าสหรัฐฯ จะหายไปถาวร ธุรกิจ รัฐ/เมือง มหาวิทยาลัย และนักลงทุนของสหรัฐฯ ยังฝังแน่นอยู่ในตลาดโลกและจะยังส่งอิทธิพลต่อทิศทางต่อไป แต่โลกก็ไม่อาจสร้างระบบที่พังทุกครั้งที่วอชิงตันเปลี่ยนรัฐบาล

นี่คือแก่นแท้ของช่วงเวลานี้นั่นคือจงมองการถอยของสหรัฐฯ เป็นการทดสอบความทนทานของระบบ สร้างพหุภาคีนิยมที่แคบลงตรงส่วนที่ต้องเป็นสากล (สินค้าสาธารณะของโลกและวินัยพื้นฐาน) และยืดหยุ่นขึ้นตรงส่วนที่แนวร่วมสามารถทำได้เร็วกว่า ขณะเดียวกันต้องกันไม่ให้ club แข็งตัวเป็นบล็อกคู่แข่ง

พหุภาคีนิยมไม่ใช่รสนิยมทางศีลธรรม หากคือโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของโลก หากสหรัฐฯ เลือกเดินออกจากบางส่วนของมัน โลกก็ยังต้องกำกับดูแลร่วมกันต่อไปและควรทำให้มันทนทานกว่า ชอบธรรมกว่า และยากขึ้นที่จะถูกทำลายโดยประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงลำพัง

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading