มีคนเสียชีวิตจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศไปแล้วกี่คน? งานวิจัยใหม่เผยว่าประเทศใดได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากความร้อน ไฟป่า และโรคภัย

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพิ่งประกาศว่า “ผม (พวกเรา!) เพิ่งชนะสงครามกับ ‘เรื่องหลอกลวงเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ’” และตามโพสต์บนโซเชียลมีเดียของเขา “บิล เกตส์ ยอมรับในที่สุดว่าเขา ‘ผิดโดยสิ้นเชิง’ ในประเด็นนี้” แต่ความจริงไม่ใช่แบบนั้นเสียทีเดียว เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม คุณเกตส์ มหาเศรษฐีผู้ทำงานด้านการกุศล ได้เผยแพร่บทความสั้นชิ้นหนึ่งที่ค่อนข้างน่าประหลาดใจจริง เขาโต้แย้งข้อถกเถียงที่พบได้บ่อยว่า ภาวะโลกร้อนที่สูงเกิน “จุดกึ่งกลาง” บางระดับ—โดยเฉพาะเป้าหมาย 1.5°C และ 2°C ที่กำหนดไว้ในความตกลงปารีสปี 2015—จะนำไปสู่หายนะใหญ่หลวง เขาให้เหตุผลว่า แม้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังเป็นปัญหาร้ายแรง แต่ขณะนี้กลับมีความสนใจต่อ “การปล่อยก๊าซ” และ “อุณหภูมิ” มากเกินไป และมีความสนใจต่อการลดความทุกข์ทรมานด้วยวิธีอื่นน้อยเกินไป เช่น การยกระดับสุขภาพ (และเขายังโยนความผิดให้การตัดงบความช่วยเหลือต่างประเทศของคุณทรัมป์ว่า ทำให้การละเลยเช่นนั้นเลวร้ายลง) อย่างไรก็ตาม ก็ชัดเจนมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่าปัญหาเรื่องสภาพภูมิอากาศกับสุขภาพนั้นพัวพันกันอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่ปี 2016 รายงานประจำปี Lancet Countdown ซึ่งจัดทำโดยกลุ่มสถาบันวิชาการด้านการแพทย์นานาชาติ องค์การอนามัยโลก (WHO) และหน่วยงานอื่น ๆ […]

เมื่อวอชิงตันผละออกจากพหุภาคีนิยม โลกก็ยังต้องกำกับดูแลร่วมกันต่อไป

เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2569 ทำเนียบขาวออกบันทึกคำสั่งให้หน่วยงานของสหรัฐฯ เริ่มกระบวนการถอนตัวออกจากองค์กรระหว่างประเทศหลายแห่งรวมถึงกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(UNFCCC) รายงานข่าวคู่ขนานระบุว่า การเคลื่อนไหวนี้ไปไกลกว่าการถอนตัวจากความตกลงปารีสซ้ำอีกครั้ง โดยพุ่งเป้าไปที่สนธิสัญญาหลักของระบอบภูมิอากาศโลก รวมทั้ง IPCC และกองทุนภูมิอากาศสีเขียว (Green Climate Fund) จะเรียกว่าละทิ้งพหุภาคีนิยมก็ได้ แต่การวินิจฉัยที่ตรงกว่าคือสหรัฐฯ กำลังส่งสัญญาณว่าจะเลือกใช้ความร่วมมือแบบเลือกเฉพาะที่ได้ประโยชน์(à la carte) เข้าร่วมเฉพาะเวทีที่ตนควบคุมได้ ถอนตัวจากเวทีที่สร้างข้อผูกพัน และปฏิบัติต่อกติกาโลกเหมือนเป็น สิ่งเลือกได้ไม่ใช่โครงสร้างจำเป็น ผลลัพธ์ไม่ใช่เรื่องนามธรรม แต่จะสะท้อนเป็นค่าเบี้ยประกันภัย ราคาสินค้าอาหาร ความเสียหายจากภัยพิบัติ การไหลของเงินทุน และเสถียรภาพของระบบการค้าที่กำลังถูกแรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์บีบรัดอยู่แล้ว ความจริงที่น่าอิหลักอิเหลื่อคือ โลกไม่อาจถอนตัวจากความพึ่งพาอาศัยกันได้ คาร์บอนไม่รู้จักอธิปไตย การแพร่กระจายความเสี่ยงทางการเงินไม่สนใจอุดมการณ์ และความเสี่ยงจาก AI ไม่หยุดที่ด่านศุลกากร ดังนั้น คำถามไม่ใช้เพียงว่าพหุภาคีนิยมจะอยู่รอดจากการหันหลังของสหรัฐฯ หรือไม่ แต่คือรูปแบบความร่วมมือใดจะมาแทนที่พหุภาคีนิยมที่เคยยึดสหรัฐฯ เป็นแกนกลาง และมันจะมีความเป็นเอกภาพพอที่จะรับรองมิให้โลกแตกกระจัดกระจายหรือไม่ คำเตือนของสถาบันคลังสมอง Brookings ระบบพหุภาคีนิยมเพราะไม่เคยอัปเดตสถาปัตยกรรมของตน ข้อโต้แย้งของ Brookings ไม่ได้เป็นการหวนหาอดีต แต่เป็นข้อเสนอเชิงสถาบัน ระบบหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ส่งมอบการเติบโตและเสถียรภาพมาหลายทศวรรษ แต่ถูกออกแบบสำหรับการกระจายอำนาจที่ต่างออกไป และสำหรับชุดปัญหาที่ต่างไปจากวันนี้ […]

ปี 2568 กำลังจะเป็นปีที่ร้อนที่สุดอันดับ 2 หรือ 3 เท่าที่เคยบันทึก

ปลายปี 2568 อากาศในไทยเหมือนคนอารมณ์แปรปรวน วันหนึ่งร้อนอบอ้าวจนหายใจเหนียว อีกวันฝนเทลงมาเหมือนใครเปิดก๊อกจากฟ้า เราคุ้นกับคำว่าสภาพอากาศแปรปรวนมาหลายปี แต่ปีนี้มันไม่ใช่คำอธิบายแบบกว้าง ๆ อีกต่อไป มันคือความจริงที่มาอยู่ในบ้าน ในไร่นา บนถนน และในห้องฉุกเฉิน ในเวลาเดียวกัน รายงานจากสองหน่วยงานระดับโลกคือ องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) และ Copernicus (C3S) ของยุโรป ยืนยันด้วยภาษาที่เรียบง่ายแต่หนักแน่นว่า โลกกำลังเดินหน้าเข้าสู่ยุคอุณหภูมิสูงอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่ปีแย่ปีหนึ่งแล้วผ่านไป WMO บอกว่าปี 2568 กำลังจะเป็นปีที่ร้อนที่สุดอันดับ 2 หรือ 3 เท่าที่เคยบันทึก และที่สำคัญกว่านั้นคือ ตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นมา “ทุกปี” ล้วนติดกลุ่มปีที่ร้อนที่สุดแทบทั้งสิ้น เมื่อโลกร้อนขึ้น ค่าเฉลี่ยขยับขึ้นนิดเดียว แต่ความสุดขั้วจะกระโดดขึ้นก่อนเสมอ เพราะเครื่องยนต์ของโลก(ก๊าซเรือนกระจก ความร้อนในมหาสมุทร ระดับน้ำทะเล)ยังเร่งไม่หยุด ดังนั้นคำถามของเราจึงไม่ใช่แล้วว่า ปีหน้าไทยจะร้อนขึ้นกี่องศา แต่คือเราจะอยู่กับความร้อนจัด ฝนหนัก น้ำท่วมฉับพลัน น้ำหนุน และความผันผวนแบบท่วม–แล้งสลับอย่างไร โดยไม่ปล่อยให้มันกลายเป็นความสูญเสียที่ “ป้องกันได้แต่ไม่ทำ” ประเทศไทยไม่ได้ยืนอยู่นอกเรื่องเล่านี้ เราอยู่กลางเวที […]

ความไม่สมดุลของคาร์บอนโลก : ตัวเลขที่ประชาคมโลกไม่ยอมกำกับดูแล

เรามักพูดถึงการปล่อยก๊าซเรือนกระจกราวกับว่าเมื่อควันออกจากปล่องโรงงานหรือท่อไอเสียแล้ว ทุกอย่างก็จบไป แต่ความจริงคือไม่ นี่คือวิกฤตสภาพภูมิอากาศในรูปงบดุลที่เห็นภาพชัดที่สุดกล่าวคือ โดยเฉลี่ยในแต่ละปี CO₂ ราว 41 กิกะตัน ปล่อยออกสู่ชั้นบรรยากาศจากการเผาเชื้อเพลิงฟอสซิลและการผลิตปูนซีเมนต์ราว 35.9 GtCO₂ บวกกับการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินราว 5.0 GtCO₂ เช่น การตัดไม้ทำลายป่า การเสื่อมโทรมของป่าและการระบายน้ำออกจากพื้นที่พรุ (peatlands)จากอุตสาหกรรมเกษตร/เนื้อสัตว์ เหมืองแร่ ธรรมชาติดูดซับ CO₂ ได้จำนวนมากจริง แต่ดูดซับได้ไม่หมดมหาสมุทรดูดซับ ~11.8 GtCO₂ ต่อปี ระบบนิเวศบนบกดูดซับ ~8.7 GtCO₂ ต่อปี CO₂ ราว 20.4 GtCO₂ ต่อปี ค้างอยู่ในชั้นบรรยากาศ เป็นภาพความไม่สมดุลของคาร์บอนโลก ส่วนที่ล้นเกิน ส่วนที่ธรรมชาติรับไม่ไหว ส่วนที่สะสมเพิ่มขึ้นทุกปี และทำให้ผ้าห่มความร้อนหนาขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นแรงขยายของภัยพิบัติและความเปราะบางทั่วทั้งระบบเศรษฐกิจและสังคมโลก สถิติอุณหภูมิสูงสุดใหม่ ๆ ความเสียหายของพืชผล น้ำท่วม ไฟป่าไม่มีอย่างไหนเป็น อุบัติเหตุ ทั้งหมดคือผลลัพธ์ของคณิตศาสตร์ที่ทำงานต่อเนื่อง ในทางนโยบาย เรากำลังเผชิญการสะสม(stock) และยิ่งสะสมยิ่งรุนแรง เราเฉลิมฉลองคำว่าประสิทธิภาพ […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings