ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพิ่งประกาศว่า “ผม (พวกเรา!) เพิ่งชนะสงครามกับ ‘เรื่องหลอกลวงเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ’” และตามโพสต์บนโซเชียลมีเดียของเขา “บิล เกตส์ ยอมรับในที่สุดว่าเขา ‘ผิดโดยสิ้นเชิง’ ในประเด็นนี้” แต่ความจริงไม่ใช่แบบนั้นเสียทีเดียว

เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม คุณเกตส์ มหาเศรษฐีผู้ทำงานด้านการกุศล ได้เผยแพร่บทความสั้นชิ้นหนึ่งที่ค่อนข้างน่าประหลาดใจจริง เขาโต้แย้งข้อถกเถียงที่พบได้บ่อยว่า ภาวะโลกร้อนที่สูงเกิน “จุดกึ่งกลาง” บางระดับ—โดยเฉพาะเป้าหมาย 1.5°C และ 2°C ที่กำหนดไว้ในความตกลงปารีสปี 2015—จะนำไปสู่หายนะใหญ่หลวง เขาให้เหตุผลว่า แม้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังเป็นปัญหาร้ายแรง แต่ขณะนี้กลับมีความสนใจต่อ “การปล่อยก๊าซ” และ “อุณหภูมิ” มากเกินไป และมีความสนใจต่อการลดความทุกข์ทรมานด้วยวิธีอื่นน้อยเกินไป เช่น การยกระดับสุขภาพ (และเขายังโยนความผิดให้การตัดงบความช่วยเหลือต่างประเทศของคุณทรัมป์ว่า ทำให้การละเลยเช่นนั้นเลวร้ายลง)

อย่างไรก็ตาม ก็ชัดเจนมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่าปัญหาเรื่องสภาพภูมิอากาศกับสุขภาพนั้นพัวพันกันอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่ปี 2016 รายงานประจำปี Lancet Countdown ซึ่งจัดทำโดยกลุ่มสถาบันวิชาการด้านการแพทย์นานาชาติ องค์การอนามัยโลก (WHO) และหน่วยงานอื่น ๆ ของสหประชาชาติ ได้ประเมินงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับความสัมพันธ์ดังกล่าว รายงานปีนี้ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม มีสถิติที่ชวนตกใจหลายอย่าง เช่น พบว่าอัตราการเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับความร้อนเพิ่มขึ้น 23% ระหว่างทศวรรษ 1990s กับ 2010s แม้จะปรับคำนึงถึงการเพิ่มของประชากรแล้วก็ตาม ผู้เขียนประเมินว่าในช่วงปี 2012–2021 ความร้อนคร่าชีวิตผู้คนเฉลี่ยปีละ 546,000 คน ซึ่งใกล้เคียงกับจำนวนผู้เสียชีวิตจากมาลาเรีย และระหว่างปี 2020–2024 ผู้คนทั่วโลกต้องเผชิญกับ “วันคลื่นความร้อนที่คุกคามชีวิต” เฉลี่ยปีละ 19 วัน โดยมากกว่า 80% ของวันเหล่านั้น “คงไม่เกิดขึ้น” หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ปัจจุบัน การเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับความร้อนคิดเป็นมากกว่า 3% ของการเสียชีวิตทั้งหมดใน 26 ประเทศ ส่วนใหญ่ในแอฟริกาและตะวันออกกลาง ในอิเควทอเรียลกินี มีการระบุว่า 7.4% ของการเสียชีวิตเกิดจากอุณหภูมิสูง ซึ่งสูงที่สุดในโลก ส่วนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มีอัตราสูงที่สุดในกลุ่มประเทศร่ำรวย อยู่ที่ 6.7% ถึงกระนั้น การเสียชีวิตจากความร้อนยังมีเพียงราวหนึ่งในสิบของการเสียชีวิตจากความหนาว ซึ่งกำลังลดลงเมื่อโลกอุ่นขึ้น โดยรวมแล้ว การเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับอุณหภูมิกำลังลดลง แต่แบบจำลองส่วนใหญ่ชี้ว่าในที่สุดมันจะกลับมาเพิ่มขึ้น

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังนำมาซึ่งอันตรายด้านสุขภาพอื่น ๆ ด้วย เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นทำให้บรรยากาศกักเก็บความชื้นได้มากขึ้น รูปแบบฝนก็เปลี่ยนไป ทำให้ทั้งภัยแล้งรุนแรงและฝนเทกระหน่ำเกิดบ่อยขึ้น ปีที่แล้ว มากกว่า 60% ของพื้นที่บนบกของโลกเผชิญอย่างน้อยหนึ่งเดือนของ “ภัยแล้งรุนแรง” และในทศวรรษที่ผ่านมา 64% ของพื้นที่บนบกของโลกถูกฝนสุดขั้วกระหน่ำมากกว่าในช่วงปี 1961–1990 ทั้งสองอย่างส่งผลเสียต่อสุขภาพ เพราะทำให้สุขาภิบาลแย่ลง และบั่นทอนความมั่นคงด้านอาหารและน้ำ

สภาพอากาศที่ร้อนขึ้นและแปรปรวนยังทำให้ไฟป่าเกิดบ่อยและรุนแรงขึ้นในหลายพื้นที่ของโลก นอกเหนือจากอันตรายจากเปลวไฟโดยตรง ผู้คนในบริเวณโดยรอบยังต้องสัมผัสควันไฟที่อัดแน่นด้วยมลพิษ อนุภาคขนาด 2.5 ไมครอนหรือต่ำกว่า (PM2.5) สามารถผ่านเข้าปอดและเข้าสู่กระแสเลือด ทำให้โรคทางเดินหายใจและโรคหัวใจ–หลอดเลือดกำเริบหรือรุนแรงขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งบางชนิด ในปี 2024 มีการประเมินว่า มีผู้เสียชีวิตราว 154,000 คนจากการสัมผัส PM2.5 ที่มาจากไฟป่า เพิ่มขึ้น 36% เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในช่วงปี 2003–2012 ตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา อัตราการเสียชีวิตจากมลพิษประเภทนี้เพิ่มขึ้นใน 92% ของประเทศทั่วโลก สหรัฐอเมริกาและจีนมีจำนวนผู้เสียชีวิตสูงที่สุด โดยเฉลี่ยราว 15,000 และ 10,000 คนต่อปีตามลำดับในช่วงปี 2003–2024 ในจีน ตัวเลขดังกล่าวค่อย ๆ ลดลงในช่วงเวลานี้ แต่ในสหรัฐฯ กลับเพิ่มขึ้นราวปีละ 460 คน

ทั้งหมดนี้ยังเปลี่ยนแปลงการแพร่กระจายของโรคติดเชื้อด้วย การอยู่รอดของยุงโดยเฉพาะนั้นขึ้นอยู่กับอุณหภูมิ ความชื้น และปริมาณฝน ยิ่งอุ่นและชื้นมากเท่าไร ยุงก็ยิ่งผสมพันธุ์ โตเต็มวัย และกัดได้เร็วขึ้น ระหว่างช่วงปี 1951–1960 กับ 2015–2024 “ศักยภาพ” ของยุงลายสวน (Aedes albopictus) ในการแพร่เชื้อไข้เลือดออก—ซึ่งในปี 2024 มีผู้ป่วยทั่วโลกมากกว่า 14 ล้านราย ทำสถิติสูงสุดตลอดกาล—เพิ่มขึ้นเกือบ 50% ส่วนศักยภาพการแพร่เชื้อของยุงลายบ้าน (Aedes aegypti) ซึ่งเป็นพาหะของซิกาด้วยเช่นกัน เพิ่มขึ้นมากกว่าหนึ่งในสิบในช่วงเวลาเดียวกัน และความเสี่ยงในการติดเชื้อลิชมาเนียซิส (leishmaniasis) ซึ่งอาจถึงตายและแพร่โดยริ้นฝอยทราย เพิ่มขึ้นเกือบ 30%

เป็นเรื่องคาดเดาได้ว่า “ผู้สงสัยวิทยาศาสตร์เรื่องสภาพภูมิอากาศ” อย่างคุณทรัมป์ จะฉวยคำพูดของคุณเกตส์เป็นหลักฐานว่า สภาพภูมิอากาศเป็นเรื่องรองเมื่อเทียบกับสวัสดิภาพของมนุษย์ แต่หลักฐานที่เพิ่มขึ้นกลับชี้ไปในทิศทางตรงกันข้าม: การพยายามปกป้องสุขภาพของผู้คนกำลังกลายเป็นองค์ประกอบที่สำคัญยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ ของการรับมือภาวะโลกร้อน

เรียบเรียงจาก https://www.economist.com/graphic-detail/2025/10/30/how-many-people-are-already-being-killed-by-climate-change 

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading