ข่าวในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ รายงานว่ากรุงเทพมหานครกำลังเตรียมแผนบริหารจัดการความร้อนปี 2569 โดยระบุจุดเสี่ยง 379 จุดทั่วเมือง พร้อมระบบเตือนภัยความร้อน 4 ระดับสีตาม Heat Index และแนวคิด BKK Cooling Rooms รวมถึงการตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการความร้อน และมาตรการระยะยาวด้านพื้นที่สีเขียว แหล่งน้ำ กฎอาคาร ผังเมือง ภายใต้แนวคิด Shaping a Cooler Bangkok ร่วมกับธนาคารโลก

ช่วงกลางวันในกรุงเทพฯ ไม่ได้ร้อนแบบเดิมอีกต่อไป แต่คือความร้อนที่กัดกินกำลังงาน การตัดสินใจ และสุขภาพของคนเมืองโดยเฉพาะคนที่ต้องทำมาหากินกลางแจ้ง วินมอเตอร์ไซค์ แม่ค้าในตลาด คนงานก่อสร้าง แรงงานข้ามชาติ รปภ. คนทำความสะอาด และผู้สูงอายุในชุมชนหนาแน่น

ข่าวดีคือกรุงเทพมหานครเริ่มขยับอย่างเป็นระบบ ระบุจุดเสี่ยงตั้งแต่ไซต์ก่อสร้าง สวนสาธารณะ วินมอเตอร์ไซค์ ตลาด สนามกีฬาไปจนถึงชุมชนหนาแน่น พร้อมระบบเตือนภัย 4 ระดับสี (เขียว–เหลือง–ส้ม–แดง) ตามแนวทางสาธารณสุข และแผนตั้ง “ห้องคลายร้อน” ให้บริการช่วงมีนาคม–เมษายน 2569 เวลา 11:00–15:00 พร้อมน้ำ ยา และบริการฉุกเฉิน

แต่แผนนี้จะช่วยชีวิตปกป้องสุขภาพและชีวิตของผู้คนได้จริงหรือไม่ ไม่ได้อยู่ที่การมีแผน แต่อยู่ที่การทำให้คนรู้สึกได้ว่าเมื่อระดับสีเปลี่ยน เมืองทำอะไรให้เขาทันที

นี่คือหัวใจของ “ปฏิบัติการรับมือกับคลื่นความร้อน(Heatwave Action Wheel)” ซึ่งชี้ว่าการรับมือคลื่นความร้อนที่มีประสิทธิภาพต้องออกแบบให้คนเป็นผู้กระทำการ (agency) มีความรู้สึกว่าตัวเองและชุมชนเปลี่ยนสถานการณ์ได้ เริ่มจากจุดที่คนรู้สึกมีผลกระทบจริง (impact) รับมือกับอารมณ์ด้านลบ ลดความตึงเครียด สร้างความรู้สึกเชิงบวก ความเป็นชุมชนและเชื่อมวิกฤตระหว่างฤดูกาล เช่น ความร้อนกับฝุ่นพิษ

1️⃣ ทำให้ “ระดับสี” เป็นสัญญาบริการของเมือง (Service Guarantee)

วันนี้ระดับสีมีแล้ว แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นเมื่อเข้าโซนสีเหลือง/ส้ม/แดงยังต้องชัดกว่านี้

หลักง่ายๆ คือประกาศเตือนต้องเท่ากับบริการ ไม่ใช่แค่คำแนะนำให้คนดูแลตัวเอง เพราะงานวิจัยชี้ว่าช่วงคลื่นความร้อน คนจำนวนมากรู้สึกโกรธและไร้อำนาจ และหากไม่เห็นผลจากมาตรการที่ออกมา จะยิ่งหมดแรงและถอยไปสู่การปฏิเสธหรือยอมจำนน

ข้อเสนอเชิงปฏิบัติมีดังนี้

⚠️ สีเหลือง (เตือน): จุดต่อคิวขนส่งมวลชน/ท่าเรือ/ป้ายรถเมล์ต้องมี “ร่มเงา+น้ำดื่ม” มาตรฐานขั้นต่ำ
🟠สีส้ม(มีผลกระทบ): เปิดบริการเชิงรุกในจุดเสี่ยง ทีมเคลื่อนที่แจกน้ำ/เกลือแร่ จุดพักร้อนชั่วคราวในตลาด/วิน/ไซต์งาน แจ้งเตือนนายจ้างเรื่องรอบพักงานกลางแจ้ง
❌สีแดง(มีผลกระทบสูง): ระบบฉุกเฉินต้องเพิ่มกำลัง มีช่องทางส่งต่อผู้เสี่ยงสูงและมาตรการลดกิจกรรมกลางแจ้งที่ไม่จำเป็น

แผนของ กทม. จะน่าเชื่อถือขึ้นทันที ถ้าเผยแพร่ตารางสีที่นำไปสู่มาตรการที่ประชาชนคาดหวังได้แบบสั้น ๆ และตรวจสอบได้

2️⃣ เริ่มจากจุดที่ผู้คนทรมานจริงนั่นคือการเดินทาง การทำธุระ

จากการประยุกต์ใช้ปฏิบัติการรับมือกับคลื่นความร้อน(Heatwave Action Wheel) พบว่า ในกรุงเดลี อินเดีย คนรู้สึกได้รับผลกระทบมากที่สุดในสองเรื่องคือการเดินทาง (commute) และการทำธุระ (running errands) ซึ่งสะท้อนกรุงเทพฯ แบบตรงตัว เพราะจุดเสี่ยงจำนวนมากคือพื้นที่ที่ผู้คนต้อง “รอ–เดิน–ยืน–ทำงาน” กลางแดด 

ดังนั้น “ลงทุนให้ถูกจุด” โดยทำ (ก) Cool Commute Nodes ร่มเงาที่กันแดดได้จริง มีบริการน้ำดื่ม มีป้ายเตือนระดับสีในสถานี/ป้าย/ท่าเรือ (ไม่ใช่แค่โพสต์ออนไลน์) (ข) ทำ Cool Market Lanes ช่องทางเดินในตลาดที่ลดความร้อน (ผ้าใบ/ร่มเงา/ระบายอากาศ) มีจุดพักร้อนสำหรับพ่อค้าแม่ค้า (ค) กำหนดพื้นที่เมื่อเข้าระดับสีส้ม–แดง และที่สำคัญ แนวทางนี้ควรเป็นแบบมีส่วนร่วมและเป็นกลุ่ม ไม่ใช่ให้แต่ละคนดิ้นรนเอง เพราะการทำให้เป็นภาระรายบุคคล จะยิ่งเพิ่มแรงเสียดทานทางสังคม

3️⃣ ยกระดับห้องคลายร้อน(Cooling Rooms) ให้เป็นศูนย์บริการที่คนไว้ใจไม่ใช่แค่ห้องแอร์

ข้อเสนอ BKK Cooling Rooms คือก้าวสำคัญ และถูกวางให้ดูแลกลุ่มเปราะบางด้วยน้ำ ยา และบริการฉุกเฉิน แต่เพื่อให้ใช้ได้จริงในเมืองจริง ต้องปรับ 3 เรื่องคือ

⏳เวลาให้บริการต้องยืดหยุ่นตามพื้นที่เสี่ยง: กำหนด 11:00–15:00 ดีต่อ “ช่วงพีก” แต่คนทำงานกลางแจ้งจำนวนมากเริ่มเช้า–เลิกเย็น เมืองควร “ขยายเวลาเฉพาะเขต/จุดเสี่ยงสูง” ในวันที่สีส้ม–แดง (ยิ่งชัด ยิ่งเชื่อถือ)

😊ทำให้เป็น “Listening Hub” คู่มือชี้ว่าการฟังเป็นก้าวแรกที่จำเป็นในช่วงวิกฤต ห้องคลายร้อนจึงควรมีระบบรับปัญหาแบบเร็ว (QR/ไลน์/เจ้าหน้าที่) เพื่อแก้จุดติดขัดหน้างานทันที

❤️ทำให้เป็นพื้นที่พักใจ แทนการย้ำความเสี่ยงจนเพิ่มความกังวล ควรเป็นพื้นที่ให้คนฟื้นแรง ลดความเครียด และกลับไปทำงาน ใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัย 

4️⃣ คลื่นความร้อนไม่ใช่แค่สุขภาพ แต่คือ “อารมณ์” และ “ความไว้ใจ”

วิกฤตแบบนี้ทำให้อารมณ์ลบเพิ่มขึ้น เช่น โกรธ ไร้อำนาจ กังวล และไม่ควรเพิกเฉยหรือทำให้แย่ลงด้วยการสื่อสารที่เพิ่มความเครียด เพราะจะผลักให้ผู้คนไปสู่การปฏิเสธหรือยอมจำนน

นั่นหมายความว่า กทม. ต้องสื่อสารแบบ “ให้คนทำได้จริง” มากกว่า “เตือนให้กลัว” และต้องแสดงตัวอย่างความร่วมมือ เพราะช่วงวิกฤต ผู้คนมักรู้สึกว่าตัวเองช่วยอยู่คนเดียวและโทษกันเองได้ง่าย (social friction / pluralistic ignorance). 

5️⃣ เชื่อม “ฤดูร้อน” กับ “ฤดูฝุ่น” เมืองควรมีแผนการรับมือ 2 ฤดูกาลวิกฤต ไม่ใช่ทำงานแยกส่วน

มุ่งเชื่อมโยงวิกฤตที่มีลักษณะคล้ายกัน เช่น คลื่นความร้อนกับมลพิษทางอากาศ เพื่อสร้าง “สองฤดูกาลของการทำงานเชิงรุก” และรักษาแรงส่งของการมีส่วนร่วม โดยหา จุดร่วมอย่างการเดินทาง/ทำธุระที่มาตรการเดียวกันช่วยได้ทั้งสองวิกฤต มีการพัฒนา “ศูนย์พักพิงสองบทบาท”(ร่มเย็นและอากาศสะอาด) ในพื้นที่นำร่องและใช้ช่วงคั่นระหว่างฤดูเพื่อการเตรียมการล่วงหน้า (anticipate and prepare) 

เมืองน่าอยู่คือเมืองที่ทำให้ผู้คนรู้สึกปลอดภัยขึ้นเมื่อเกิดวิกฤต

กรุงเทพฯกำลังทำสิ่งที่หลายเมืองยังไม่ทำคือยอมรับว่า “ความร้อนสุดขั้ว” เป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง และเริ่มวางระบบตอบสนองและรับมือ แต่หากมุ่งให้แผนการปี 2569 ทำงานได้จริง เมืองต้องกล้าขยับอีกขั้นโดยเปลี่ยนประกาศเตือนให้เป็นบริการที่จับต้องได้ในพื้นที่จริง และออกแบบให้คนมีส่วนร่วม เห็นผล และไว้ใจระบบได้

เพราะสุดท้ายแล้ว คำถามไม่ใช่ว่าเรามีแผนรับมือหรือยัง แต่คือเมื่อเกิดวิกฤตคลื่นความร้อน หรือ ฝุ่นพิษ ใครที่จะเราจะปกป้อง

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading