กัลยาณมิตรผู้เป็นนักวิชาการติดดินของชุมชนในเชียงรายส่งงานวิจัย Governance of Rare Earth Mining by the Kachin Independence Organization/Army (KIO/KIA) ของ Ta-Wei Chu | Seng Li | Mary | Peter | Joyce มาให้อ่าน มีหลายประเด็นที่น่าสนใจ แม้ว่า ส่วนตัวผมเองในฐานะเป็น activist Gen X มีความรู้ทางวิชาการเพียงหางอึ่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งความเข้าใจเรื่องพลวัตรทางการเมืองในรัฐฉาน(ส่วนรัฐคะฉิ่น ความเข้าใจของผมเป็นศูนย์) แต่พออ่าน อ่าน อ่าน แล้วก็อ่าน มีประเด็นสำคัญที่น่าจะเป็นทางออกของการกู้วิกฤตมลพิษข้ามแดนในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงได้บ้าง ดีกว่าการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ วนไปวนมาเหมือนพายเรืออยู่ในอ่าง

งานวิจัย Governance of Rare Earth Mining by the Kachin Independence Organization/Army (KIO/KIA) วิเคราะห์ธรรมาภิบาลการทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ธโดย KIO/A (องค์การเอกราชคะฉิ่น/กองทัพคะฉิ่น) โดยอ้างอิงข้อเสนอของ Pfeifer และ Schwab ที่ระบุว่างานวิจัยเกี่ยวกับการปกครองโดยกลุ่มกบฏควรพิจารณาปัจจัยด้านเวลาและพื้นที่ประกอบ นักวิจัยได้ติดตามประเด็น Governance ของ KIO ตั้งแต่ก่อตั้ง ได้ชี้ให้เห็นว่า เมื่อใดและเพราะเหตุใดการบริหารทรัพยากรธรรมชาติของ KIO จึงเชื่อมโยงกับความพยายามสร้างชาติ และนักวิจัยยังได้สำรวจบทบาทของปัจจัยภายนอก เช่น กองทัพตะมาดอว์ (Tatmadaw) และนักลงทุนจีนที่มีอิทธิพลต่อความเชื่อมโยงดังกล่าว

อย่างที่หลายคนทราบกัน นับตั้งแต่ปี 2021 จำนวนแหล่งเหมืองแร่แรร์เอิร์ธในรัฐคะฉิ่นเพิ่มขึ้นอย่างมาก ตามรายงานของ Global Witness (2022) จนถึงเดือนมีนาคม 2022 รัฐคะฉิ่นมี In Situ Leaching กว่า 2,700 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่ขนาดประมาณเท่ากับสิงคโปร์ สงครามกลางเมืองที่ดำเนินต่อเนื่องอันมีชนวนจากการรัฐประหารในปี 2021 เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้เกิดสถานการณ์นี้ กลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ทั้งที่สนับสนุนรัฐบาลทหารและฝ่ายต่อต้านรัฐบาลทหารในรัฐคะฉิ่นได้ขยายกิจกรรมการทำเหมืองเพื่อเพิ่มแหล่งรายได้ กลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ดังกล่าวคือองค์การและกองทัพเอกราชคะฉิ่น (KIO/A) และกองทัพประชาธิปไตยใหม่คะฉิ่น (NDA-K) โดย KIO/A ก่อตั้งขึ้นในปี 1961 ส่วน NDA-K ก่อตั้งในปี 1988 โดย Zahkung Ting Ying ซึ่งเคยแยกตัวออกจาก KIO/A ในปี 1968 เพื่อเข้าร่วมพรรคคอมมิวนิสต์พม่า ปัจจุบันเมียนมากลายเป็นผู้ผลิตแรร์เอิร์ธรายใหญ่อันดับสามของโลก รองจากจีนและสหรัฐอเมริกา

ทีมนักวิจัย (Ta-Wei Chu | Seng Li | Mary | Peter | Joyce) รีวิวการศึกษาการทำเหมืองแรร์เอิร์ธในรัฐคะฉิ่นของ Patrick Meehan, Mandy Sadan และ Dan Seng Lawn (2024) ที่ทำผ่านมุมมองเรื่อง “การเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม (just transition)” ซึ่งชี้ให้เห็นว่า แรงผลักดันระดับโลกในการเปลี่ยนผ่านพลังงานได้เร่งการขยายตัวของการทำเหมืองแรร์เอิร์ธในรัฐคะฉิ่นทำให้ภูมิภาคนี้กลายเป็น “แนวหน้าใหม่แห่งพลังงานสีเขียว” และมีข้อสรุปหลักคือ การชี้ให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างการเปลี่ยนผ่านพลังงานสีเขียวกับการเติบโตของเหมืองในรัฐคะฉิ่นได้ขยายความเข้าใจเรื่องความท้าทายที่เกิดขึ้นกับประเทศกำลังพัฒนาได้ชัดขึ้น โดยการเก็บข้อมูลภาคสนามได้เผยให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างเหมืองแร่และกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ในพื้นที่ เหตุผลที่ KIO/A และ NDA-K เริ่มทำเหมือง และวิธีการที่พวกเขาจัดการกิจกรรมเหล่านี้

ส่วนงานศึกษา Governance of Rare Earth Mining by the Kachin Independence Organization/Army (KIO/KIA) ทีมนักวิจัย (Ta-Wei Chu | Seng Li | Mary | Peter | Joyce) ต้องการทำความเข้าใจเชิงลึกว่า KIO/A บริหารการทำเหมืองในพื้นที่ควบคุมของตนอย่างไร และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในท้องถิ่นตอบสนองอย่างไร โดยเสนอว่าการปกครองของ KIO/A กลายเป็นเรื่องการเมือง เมื่อองค์กรนี้นำการทำเหมืองเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของโครงการสร้างชาติที่ใหญ่ขึ้น แต่ความเป็นการเมืองนี้ถูกกำหนดโดยความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างเจ้าหน้าที่ KIO และนักลงทุนจีนทำให้ข้อกังวลของชาวบ้านในพื้นที่ถูกละเลยไปในวงกว้างจนนำไปสู่ความไม่พอใจและการประท้วง

กรอบวิเคราะห์ที่ทีมนักวิจัยใช้นั้นอ้างอิงจากข้อเสนอว่าด้วยการศึกษาการปกครองโดยกลุ่มกบฏ (Hanna Pfeifer และ Regine Schwab,2023) (หมายเหตุ : แนวทางแต่เดิม การศึกษาพิจารณาไปที่ลักษณะ “ความละโมบ” ของกลุ่มกบฏ (Collier & Hoeffler, 1998; Collier, 2007) ต่อมานักวิชาการหลายท่านขยายความเข้าใจเพิ่มเติมโดยสำรวจพลวัตระหว่างผู้นำกบฏและประชาชนฐานล่าง ซึ่งหล่อหลอมกรอบวิจัยในปัจจุบันโดยเฉพาะแนวคิดแบบ instrumentalist และ functionalist)

การศึกษาการปกครองโดยกลุ่มกบฏตามกรอบ Pfeifer และ Schwab เห็นว่าการมุ่งเน้นเพียงความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองกับผู้ถูกปกครองนั้นเป็นปัญหา เพราะประการแรก ขอบเขตงานวิจัยแคบเกินไปทำให้ละเลยปัจจัยอื่นที่อาจส่งผลต่อการปกครองของกลุ่มกบฏ ประการที่สอง เมื่อไม่พิจารณาปัจจัยเหล่านี้ งานวิจัยกลับทำให้ประเด็นนี้หมดความเป็นเรื่องการเมืองทั้งที่จริงแล้วมีมิติการเมืองอยู่โดยเนื้อแท้ Pfeifer และ Schwab จึงเสนอให้นักวิจัยวิเคราะห์โดยคำนึงถึง บริบทเชิงพื้นที่ และ เชิงเวลา บริบทเชิงพื้นที่ช่วยให้วิเคราะห์ปัจจัยหลากหลายจากหลายระดับ ส่วนบริบทเชิงเวลาช่วยให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของการปกครองในระยะยาว

ข้อเสนอจากการศึกษางานศึกษา Governance of Rare Earth Mining by the Kachin Independence Organization/Army (KIO/KIA) นั้นควรแก่การพิจารณาเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการหาทางออกจากวิกฤตมลพิษข้ามพรมแดน ดังนึ้

ขอขอบคุณอาจารย์สืบสกุล กิจนุกูล จาก ม.แม่ฟ้าหลวงที่มีส่วนสำคัญให้ต้องมาตามเรื่อง "คำสาปทรัพยากร"

Leave a Reply

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading