ภาวะผู้นำมักเป็นองค์ประกอบชี้ขาดในทุกแคมเปญเพื่อประโยชน์สาธารณะ หรือแม้แต่การทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ ผู้นำที่ดีสามารถรวมพลังความพยายามของผู้คนให้ทำงานร่วมกันไปสู่เป้าหมายเดียวกันได้ ขณะที่ความล้มเหลวของภาวะผู้นำก็มักนำไปสู่ความถดถอยระยะยาว

เต๋าเต๋อจิงมีสารหลักสามประการสำหรับผู้นำ ได้แก่ ก้าวถอยออกมา ไว้วางใจ ลงมือทำด้วยความแน่วแน่ แนวคิดทั้งสามนี้เป็นส่วนหนึ่งของสมมติฐานเดียวกัน นั่นคือ ภาวะผู้นำคือการรับใช้ รับใช้ผู้อื่นและรับใช้เป้าหมายของทีม

ผู้นำก็เหมือนดอกบัว โผล่พ้นน้ำ ผลิบาน แล้วค่อย ๆ เลือนหายไป เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้อื่นได้ผลิบานบ้าง

การก้าวถอยออกมา (Stepping Aside) การก้าวถอยออกมาในฐานะผู้นำมีหลายองค์ประกอบ หมายถึงการเปิดทางให้ผู้อื่นค้นหาเส้นทางของตนเอง เปิดโอกาสให้คนที่เรานำทำผิดพลาดและอยู่เคียงข้างเพื่อรับใช้พวกเขาในช่วงที่แก้ไขมัน ใช้เวลาอย่างเหมาะสมกับการตัดสินใจ ปล่อยวางผลลัพธ์ที่ตนอยากได้ และเรียนรู้ที่จะเป็นนายของตนเอง ก่อนจะพยายามนำคนอื่น

ในการดิ้นรนเพื่อปกป้องสิ่งที่เรารัก เรามักพบว่าตัวเองอยู่ในตำแหน่งผู้นำโดยแทบไม่มีการฝึกฝนอย่างเป็นทางการสำหรับบทบาทนี้ บางครั้งถึงขั้นไม่ได้อยากอยู่ในบทบาทดังกล่าวด้วยซ้ำ แม้เราจะพยายามอย่างดีที่สุด เราก็อาจล้มเหลวที่จะมอบภาวะผู้นำที่สร้างแรงบันดาลใจและให้การชี้นำที่แท้จริงแก่ผู้คนที่เราทำงานร่วมด้วย

สิ่งนี้เกิดขึ้นเพราะเรายังไม่เรียนรู้ว่า การเป็นผู้นำต้องเป็นมากกว่าการบอกคนอื่นว่า ทำอะไร เมื่อไหร่ และอย่างไร ภาวะผู้นำเป็นอะไรมากกว่าการลงมือทำเองทั้งหมดเพราะคิดว่าเราทำได้ดีกว่า ใช้เวลาน้อยกว่า และได้ผลดีกว่า ภาวะผู้นำยังเป็นอะไรมากกว่าการใช้อำนาจเหนือผู้อื่นเพียงเพราะเราได้รับความไว้วางใจให้อยู่ในตำแหน่งอำนาจ

เต๋ากล่าวว่า เครื่องหมายของผู้นำที่ดีคือ เพื่อนร่วมงานแทบไม่ต้องพึ่งพาความสนใจของเขา รองลงมาคือผู้นำที่ผู้คนรัก ถัดมาคือผู้นำที่ผู้คนกลัว และเลวร้ายที่สุดคือผู้นำที่ผู้คนเกลียดชัง

จงไว้วางใจว่าคนที่คุณทำงานด้วยมีความสามารถ และคู่ควรกับความเชื่อมั่นของคุณ แล้วพวกเขาจะทำได้เกินกว่าที่คุณคาดหวัง นำด้วยการทำให้ดูเป็นตัวอย่าง ทำงานของคุณ และถ่อมตนต่อความสำเร็จของคุณ เมื่อคุณทำเสร็จ และเพื่อนร่วมงานของคุณกล่าวว่า “ดูสิ เราทำได้ด้วยตัวเราเองทั้งหมด” เมื่อนั้นคุณจึงเป็นผู้นำ (เต๋า, บทที่ 17)

จุดหมายของภาวะผู้นำคือการก้าวถอยออกมาในเวลาที่เหมาะสม และปล่อยให้ผู้อื่นค้นหาเส้นทางของตนเอง ผู้นำแบบนักปราชญ์รู้ว่าเพื่อนร่วมงานมีทักษะและปัญญาพอจะทำภารกิจที่พวกเขารับไว้ด้วยตนเอง ผู้นำแบบนักปราชญ์ยังรู้ด้วยว่า ความผิดพลาดย่อมเกิดขึ้น เคล็ดลับคือการยอมให้ผู้อื่นทำผิด และเรียนรู้จากการพลาดนั้น

ผู้นำจึงถอยหลังหนึ่งก้าว และให้กำลังใจทุกคนให้เดินหน้าต่อไป

เล่าจื๊อแนะนำว่า ผู้นำผู้เป็นปราชญ์ไม่พยายามสอนเพื่อนร่วมงานของตน แต่ช่วยเพียงให้พวกเขาเดินตามเต๋าได้ด้วยตนเอง…การเรียนรู้ที่จะนำ คือการหลีกเลี่ยงการต้องมีคำตอบทุกอย่าง…ผู้นำผู้เป็นปราชญ์เพียงปล่อยให้ผู้อื่นค้นหาเส้นทางของตนเอง

แน่นอนว่า ผู้นำผู้เป็นปราชญ์ไม่ได้หมายถึงคนที่นั่งเอนหลังอยู่ในห้องทำงาน เอาเท้าพาดโต๊ะ อ่านหนังสือพิมพ์ไปเรื่อย ก่อนจะออกไปกินมื้อกลางวันตั้งแต่ยังไม่เที่ยง

เราต้องหาสมดุลให้ได้ระหว่างการสั่งการกับการชี้นำ ระหว่างการยึดไว้กับการปล่อยวาง ผู้นำผู้เป็นปราชญ์ต้องรู้ว่าเมื่อใดควรถอย และเมื่อใดควรเข้าไปมีบทบาท

แม้เราจะมีแนวโน้มตามธรรมชาติที่จะก้าวออกไปข้างหน้า สั่งการ และทำสิ่งที่เราเชื่อว่าเป็นภาวะผู้นำ เราก็ต้องเรียนรู้เรื่องความยับยั้งชั่งใจ จะมีแรงตึงตามธรรมชาติอยู่เสมอระหว่างการรู้ว่าเมื่อใดควรปล่อย และเมื่อใดควรยึดไว้

แต่พลังในการยึดไว้ จะร่วงโรยลงตามกาลเวลา และในฐานะผู้นำ เราต้องเรียนรู้ที่จะปล่อยวางก่อนที่เราจะหมดแรงยึดและหลุดมือไปเอง

นำด้วยความอดทนและใจกว้าง แล้วเพื่อนร่วมงานจะทำงานได้ดี

นำด้วยความแข็งกระด้าง แล้วพวกเขาจะถอยหนี

หากคุณพยายามควบคุมมากเกินไป สิ่งต่าง ๆ จะยิ่งหลุดจากกำมือของคุณ

ผู้นำผู้เป็นปราชญ์เรียนรู้ที่จะชี้นำเพื่อนร่วมงานอย่างอ่อนโยนและเปี่ยมด้วยความเมตตาให้ผ่านพ้นความท้าทายที่พวกเขาเผชิญอยู่ การชี้นำแบบนี้ดีที่สุดเมื่อมันแทบมองไม่เห็น วิธีที่อ่อนโยน เช่น การโค้ช การเป็นพี่เลี้ยง และการสนับสนุนการพัฒนาของเพื่อนร่วมงานคือรูปแบบการชี้นำที่ดีที่สุด

การรับฟังผู้อื่นหมายถึงการใช้เวลาเพิ่มขึ้นอีกนิดในการตัดสินใจ ซึ่งโดยมากแล้ว เรามักมีเวลามากกว่าที่เราคิด แทนที่จะบอกทีมงานอย่างละเอียดว่าเราต้องการอะไรและต้องการอย่างไร เราสามารถสอนให้พวกเขาเข้าใจความรับผิดชอบของตน แล้วค่อยรับฟังและเรียนรู้ว่าพวกเขาอยากเดินหน้าต่อไปแบบไหน การทำเช่นนี้ทำให้พวกเขามีความเป็นเจ้าของงานของตัวเอง

แต่นั่นเป็นสถานการณ์ปกติ แล้วถ้าเราต้องตอบสนองต่อวิกฤตล่ะ?

โดยทั่วไป เราแทบไม่จำเป็นต้องตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรทันที ณ วินาทีที่ความท้าทายเกิดขึ้น แต่บ่อยครั้งเหลือเกินที่เรากลับพุ่งทะยานไปข้างหน้า โดยไม่รับฟังข้อมูลจากเพื่อนร่วมงาน และไม่ยอมให้ตัวเองมีเวลาพอที่จะไล่เรียงทางเลือกต่าง ๆ การตัดสินใจให้ดีสำคัญกว่าการตัดสินใจให้เร็ว

เมื่อเผชิญความท้าทาย เรามักรู้สึกถูกผลักดันอย่างแรงให้ต้องลงมือเร็วและตัดสินใจอย่างเฉียบขาด บางครั้งการกระทำที่เราเลือกกลับทำให้สถานการณ์แย่ลง เรากำลังเรียนรู้ว่าแทนที่จะรีบทำเร็วเกินไป เราสามารถถอยออกมาสักครู่และปล่อยให้ใจสงบลง เราพยายามลดแรงกดดันของตัวเองที่จะต้องตัดสินใจ

แน่นอนว่ามีบางครั้งที่เราต้องตัดสินใจในเสี้ยววินาที ผู้นำที่โอบรับแนวทางของเต๋าจะสามารถรับมือความท้าทายเช่นนั้นได้อย่างมั่นใจ เหมือนคนที่ฝึกศิลปะการต่อสู้มาหลายปี สัญชาตญาณในการตอบสนองต่อภัยคุกคามจะกลายเป็นธรรมชาติที่สองไปเอง