
ถ้าไทยอยากเป็น “ฮับ” ของห่วงโซ่อุปทานแร่สำคัญ เราต้องตอบคำถามง่าย ๆ ให้ได้ก่อนว่า เราจะยอมให้ความมั่งคั่งใหม่ของเศรษฐกิจสีเขียวเกิดขึ้นบนความเสี่ยงต่อสุขภาพคนและความปลอดภัยของแม่น้ำหรือไม่
วันนี้วิกฤตมลพิษน้ำข้ามพรมแดนในลุ่มน้ำโขง-สาละวินไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ใช่เรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างเดียว แต่มันคือ ความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทาน (supply chain risk) ที่กำลังกัดกินความสามารถแข่งขันของไทยทั้งระบบ ตั้งแต่เกษตร อาหาร การท่องเที่ยว ไปจนถึงความน่าเชื่อถือของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และแม่เหล็กถาวร
Krungsri Research ชี้ชัดว่า ห่วงโซ่แร่หายากมีด้านมืดทางสิ่งแวดล้อมและสังคม การทำเหมืองและการแปรรูปใช้สารเคมีอันตราย ก่อของเสียพิษ และสร้างความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนโลหะหนัก อีกทั้ง “แร่หายากหนัก” มีแหล่งอุปทานกระจุกตัวสูง โดยเฉพาะจีน พม่า สปป ลาว ทำให้ห่วงโซ่เปราะบางทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์และความยั่งยืน
ที่สำคัญ Krungsri Research ยังระบุประเด็นที่ไทยหลีกเลี่ยงไม่ได้ การทำเหมืองแร่หายากในพม่าถูกเชื่อมโยงกับการพบสารหนูเกินค่ามาตรฐานในแม่น้ำกก สาย รวก โขง สาละวินซึ่งเกี่ยวข้องกับชุมชนทั้งฝั่งเมียนมาและไทย
นี่คือเหตุผลว่า “ยุทธศาสตร์แร่สำคัญ” ของไทยต้องย้ายศูนย์กลางจาก “การไล่ล่าแร่” ไปสู่ “การคุ้มครองแม่น้ำ” และใช้มันเป็นแต้มต่อทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่ภาระ
ไทยไม่ได้มีเหมืองเชิงพาณิชย์ของแร่หายาก แต่ไทยอยู่ “กลางน้ำ-ปลายน้ำ” ของห่วงโซ่อุปทานและนี่คือจุดที่สำคัญที่สุดในการตั้งกติกา
Krungsri Research ระบุว่าไทยมีบทบาทในขั้นการนำเข้าแร่/สารประกอบ การแปรรูปบางส่วน และการเชื่อมต่อสู่ภาคการผลิตที่ใช้แร่หายาก ในปี 2024 ไทยนำเข้า “สารประกอบแร่หายาก” และส่งออก “โลหะแร่หายาก” รวมถึงมีการเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมแม่เหล็กถาวร (เช่น การมีฐานการผลิตที่เกี่ยวข้องอย่าง Magnequench ในพื้นที่นครราชสีมา)
แปลเป็นภาษายุทธศาสตร์คือไทยควบคุมทางเข้าออกตลาด ไทยสามารถกำหนดเงื่อนไขได้ว่า วัตถุดิบแร่หายากและแม่เหล็กที่จะเข้าสู่โรงงานไทย หรือเข้าสู่ซัพพลายเชน EV/อิเล็กทรอนิกส์ของไทย ต้องผ่านมาตรฐานความโปร่งใส แหล่งที่มา และความปลอดภัยด้านน้ำ นี่คือวิธีเปลี่ยนจากผู้รับผลกระทบปลายน้ำไปเป็นผู้กำหนดกติกาของภูมิภาค
ถ้าจะวางตำแหน่งให้คมและชนะทั้งเศรษฐกิจและความเป็นธรรมทางสิ่งแวดล้อม ไทยควรประกาศทิศทางชัดเจน คือการเป็นระเบียงการผลิตที่สะอาดและตรวจสอบได้ (Clean & Traceable Corridor) สำหรับห่วงโซ่อุปทานแร่หายากและแม่เหล็กถาวโดยยึดการปกป้องแม่น้ำเป็นหัวใจ

การทำเช่นนี้ต้องมียุทธศาสตร์ที่จับต้องได้ 5 ด้านคือ
1️⃣ การทูตสิ่งแวดล้อมที่มีเขี้ยวเล็บ ทำข้อตกลงเฝ้าระวังมลพิษทางน้ำข้ามพรมแดนไม่ใช่แค่คณะทำงานแบบพิธีการ แต่ต้องมีระบบร่วมตรวจวัด (joint monitoring) เกณฑ์เตือนภัยร่วม (trigger thresholds) และแผนรับมือเหตุฉุกเฉิน (incident protocol) ที่ชัดเจน รวมถึงการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ เพราะในวิกฤตแม่น้ำ ความล่าช้าคือความเสียหาย
2️⃣ ตั้งกฏกติกาที่ด่านชายแดนและในอุตสาหกรรม Traceability และ Due Diligence ออกกฎให้วัตถุดิบแร่สำคัญ แม่เหล็กถาวรและวัสดุที่เกี่ยวข้องต้องมีการเปิดเผยแหล่งที่มาและการตรวจสอบย้อนกลับตามความเสี่ยง (risk-based) เริ่มจากกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงที่สุด รวมถึงกำหนดบทลงโทษสำหรับการปกปิด/บิดเบือนข้อมูลเป็นการบริหารความเสี่ยงของอุตสาหกรรมเพื่อให้ไทยไม่ถูกลากเข้าไปในซัพพลายเชนที่ปนเปื้อนทั้งทางสิ่งแวดล้อมและชื่อเสียง
3️⃣ Krungsri Research เตือนว่าขั้นแปรรูปแร่สำคัญมีความเสี่ยงสูงต่อการปนเปื้อนและของเสียพิษ ดังนั้น ถ้าไทยจะส่งเสริมการลงทุนปลายน้ำ ต้องมาพร้อมมาตรฐานเทคโนโลยีที่ดีที่สุด (BAT) ระบบควบคุมของเสียเข้มงวด การตรวจวัดอิสระ และหลักประกันการฟื้นฟู (rehabilitation bonds) ที่บังคับใช้จริง
4️⃣ เมื่อผู้คนไม่มั่นใจในแม่น้ำ ความเสียหายทางเศรษฐกิจเกิดทันที ไทยต้องมีระบบตรวจวัดคุณภาพน้ำแบบเรียลไทม์ในพื้นที่เสี่ยง การสื่อสารความเสี่ยงที่โปร่งใส และมาตรการน้ำทดแทน/กรองน้ำสำหรับชุมชน พร้อมเฝ้าระวังสุขภาพ เพื่อปิดช่องโหว่ที่ทำให้ปัญหาบานปลาย
5️⃣ ลดการพึ่งพาเหมืองด้วยเศรษฐกิจวงรอบ รีไซเคิลแม่เหล็กถาวรและการใช้วัสดุอย่างมีประสิทธิภาพ ทางออกที่ยั่งยืนที่สุดคือทำให้ความต้องการแร่ใหม่ลดลงผ่านการรีไซเคิลแม่เหล็กถาวรและชิ้นส่วน การออกแบบที่ใช้แร่น้อยลง และการยืดอายุผลิตภัณฑ์ นี่คือการลดทั้งความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์และความเสี่ยงจากวิกฤตแม่น้ำในคราวเดียว
การแข่งกันเรื่องแร่หายากมักถูกเล่าเป็นเรื่องการช่วงชิงแร่ แต่ในลุ่มน้ำโขง-สาละวิน ทรัพยากรที่หายากกว่าแร่ คือ แม่น้ำที่ปลอดภัยและการกำกับดูแลแหล่งน้ำที่สะอาด
ถ้าเราสามารถปกป้องแม่น้ำให้ปลอดภัย ตรวจสอบได้ และบังคับใช้กติกาห่วงโซ่อุปทานที่โปร่งใส ไทยจะไม่เพียงปกป้องประชาชนของตนเอง แต่จะกลายเป็นพันธมิตรที่โลกต้องการในยุคที่บริษัทและประเทศกำลังหนีความเสี่ยงจากซัพพลายเชนที่สกปรก
ถ้าเราอยากเป็นผู้ชนะในยุทธศาสตร์แร่สำคัญ เราควรเริ่มด้วยสิ่งที่ห่วงโซ่อุปทานขาดไม่ได้ที่สุด ปกป้องแม่น้ำเพื่อความมั่นคงของเศรษฐกิจและศักดิ์ศรีของผู้คน
