ฝุ่นพิษ PM2.5 ที่คุกคามสุขภาพของคนในกรุงเทพฯ มาจากไหน
แหล่งกำเนิด PM2.5 มีทั้งแบบปล่อยโดยตรงกับแหล่งกำเนิดปฐมภูมิ ไม่ว่าจะเป็นการคมนาคมขนส่ง การผลิตไฟฟ้า การเผาในที่โล่งและอุตสาหกรรมการผลิต ขึ้นอยู่กับว่าพื้นที่ใดมีแหล่งกำเนิดแบบใดเป็นหลัก(Primary PM2.5 และจากปฏิกิริยาเคมีในบรรยากาศโดยมีสารกลุ่มซัลเฟอร์หรือกลุ่มไนโตรเจนและแอมโมเนียเป็นสารตั้งต้น(Secondary PM2.5) ดังนั้น การปล่อยซัลเฟอร์ไดออกไซด์และออกไซด์ของไนโตรเจนจากแหล่งกำเนิดต่างๆ โดยเฉพาะการผลิตไฟฟ้าจากฟอสซิลและการผลิตทางอุตสาหกรรม เมื่อเกิดการรวมตัวกันในบรรยากาศจะมีผลต่อการก่อตัวของ PM2.5 ขั้นทุติยภูมิอีกด้วย หลายคนมักจะพูดถึงการเผาในที่โล่งว่าเป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่ง ในช่วงระยะเวลานี้ แต่จากข้อมูลดาวเทียม จุดเกิดความร้อนที่เกิดขึ้นในรอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมาในเขตประเทศไทยมีน้อยมาก ดังนั้น PM2.5 จากการเผาในที่โล่งนั้นจึงไม่ใช่ปัจจัยหลัก เราไม่ควรโยนความผิดให้เกษตรกรที่มักถูกกล่าวหาว่าเป็นต้นเหตุ แผนที่แสดงจุดความร้อนสะสมย้อนหลัง 24 ชั่วโมง(10-11 กุมภาพันธ์ 2561) ที่แปลผลจากภาพถ่ายดาวเทียม(http://fire.gistda.or.th) ดังนั้น ในช่วงนี้ ฝุ่นพิษ PM2.5 ที่คุกคามสุขภาพของคนกรุงเทพฯ ก็ต้องมุ่งตรงไปที่แหล่งกำเนิดจากการคมนาคมขนส่ง(ให้นึกภาพถึงรถยนต์ส่วนตัวนับล้านคันบนถนน) และการเคลื่อนตัวของมลพิษจากพื้นที่อื่นๆ เช่น ผลการคำนวณแบบจำลองบรรยากาศ (Atmospheric Modeling) ที่ดำเนินการโดยทีมวิจัย Atmospheric Chemistry Modeling ของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด โดยใช้เครื่องมือที่เรียกว่าแบบจำลองการเคลื่อนที่ของเคมีในบรรยากาศ (Atmospheric chemistry-transport model- GEOS-Chem) ซึ่งระบุว่า….”โรงไฟฟ้าถ่านหินบีแอลซีพีและเก็คโค-วัน ยังส่งผลกระทบต่อคุณภาพอากาศของแหล่งท่องเที่ยวบริเวณใกล้เคียงอย่างเกาะเสม็ด […]
โรงเผาขยะสร้างภาระหนี้สินให้กับประเทศ
เงินลงทุนเบื้องต้นของโครงการโรงเผาขยะทำให้เกิดภาระกับระบบเศรษฐกิจในท้องถิ่น และเพิ่มหนี้สินสำหรับประเทศกำลังพัฒนาในสองลักษณะใหญ่ ๆ ประการแรกซึ่งเห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คือ พวกเขาต้องไปกู้เงินจากต่างประเทศเพื่อก่อสร้างและบำรุงรักษาโรงงานเหล่านี้ ต้นทุนเหล่านี้ไม่ได้มีเฉพาะในช่วงก่อสร้าง เนื่องจากประเทศต่าง ๆ ต้องสูญเสียเงินสกุลต่างชาติเพื่อจัดซื้ออุปกรณ์สำหรับการซ่อมแซมและบำรุงรักษาในระยะยาวอีกด้วย ธนาคารโลกประมาณว่าอย่างน้อยครึ่งหนึ่งของเงินลงทุนจะต้องจ่ายเป็นเงินสกุลต่างชาติ หนี้สินจากโครงการโรงเผาขยะที่เป็นภาระอาจเห็นได้จากข้อเสนอโครงการโรงเผาขยะในเมือง Miljoteknik Zychlin ในประเทศโปแลนด์ในช่วงต้นทศวรรษ 1990 โครงการนี้ต้องหยุดลงหลังจากกลุ่มสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่นพบว่า ถ้าดำเนินการตามโครงการนี้ ชุมชนซึ่งประกอบด้วยประชากร 14,000 คนจะต้องชำระหนี้เป็นเงิน 5 ล้านเหรียญสหรัฐในช่วงมากกว่า 100 ปีข้างหน้า! อีกตัวอย่างหนึ่งได้แก่โรงเผาขยะเทศบาลกรุงบูดาเปสต์ ประเทศฮังการี ซึ่งดำเนินการต่ำกว่าความสามารถอย่างน้อยเป็นเวลา 10 ปี ตั้งแต่เริ่มต้นเดินเครื่องในปี 1982 โรงงานแห่งนี้ต้องปิดซ่อมบ่อย ๆ ทั้งนี้เพราะการออกแบบหม้อต้มน้ำที่ไม่ดี แต่แม้โรงงานแห่งนี้จะมีผลการดำเนินงานที่ย่ำแย่ เทศบาลเมืองยังต้องคอยเสียเงินซ่อมแซมโรงงานแห่งนี้อีกเป็นจำนวน 25 ล้านดอยชต์มาร์ก (11.6 ล้านเหรียญสหรัฐ) โดยใช้เงินกู้ยืมจากเยอรมนี ในประเทศไทยมีการเสนอโครงการก่อสร้างโรงเผาขยะในกรุงเทพฯ ซึ่งจะมีโรงเผาขยะสี่เตาที่ได้รับทุนสนับสนุนจากญี่ปุ่น แต่ละเตาจะสามารถกำจัดขยะ 1,300 ตันโดยใช้เงินลงทุน 20,000 ล้านบาท (540 ล้านเหรียญสหรัฐ) เงินลงทุนจะมาจากเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำสำหรับรัฐบาลไทยในกรณีที่ซื้อโรงเผาขยะจากญี่ปุ่น ในปี 1998 ญี่ปุ่นให้เงินกู้เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจทั่วไปกับไทย 117,562 […]
แนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนบนฐานการหมุนเวียนวัสดุเหลือใช้ในกรุงเทพมหานคร
บทนำ รายงานฉบับนี้เป็นรายงานการศึกษาเบื้องต้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อวิพากษ์วิธีการจัดการวัสดุเหลือใช้โดยการเผาและนำเสนอทางเลือกในการจัดการขยะมูลฝอยเทศบาลในเขตกรุงเทพมหานคร โดยการใช้เทคนิคขั้นพื้นฐานในการหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ การลดปริมาณของเสีย และการทำปุ๋ย รวมทั้งยุทธศาสตร์ในการดำเนินงานที่เป็นประสบการณ์จากทั่วโลก ทางเลือกดังที่จะกล่าวต่อไปนี้ มีความน่าสนใจทั้งในทางเศรษฐกิจและการปกป้องคุ้มครองสิ่งแวดล้อมมากกว่า ในทางเศรษฐกิจ ทางเลือกนี้ทำให้เราใช้ทรัพยากรที่จะต้องขุดขึ้นมาจากพื้นโลกน้อยลง(Reduce) นำวัสดุต่าง ๆ มาใช้ซ้ำ (Reuse) และหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ (Recycle) ยิ่งกว่านั้น ทำให้วัสดุเหลือใช้ถูกนำไปฝังกลบน้อยลงอีกด้วย โดยการหลีกเลี่ยงวิธีการเผาขยะ ประชาชนในกรุงเทพมหานครจะไม่ต้องเผชิญกับมลพิษต่าง ๆ ที่ปล่อยออกจากปล่องควันของโรงงานเผาขยะ ในทางสิ่งแวดล้อม การหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่คุ้มค่าในเชิงเศรษฐกิจมากกว่าระบบการจัดการแบบเดิมอย่างมาก มีต้นทุนและค่าใช้จ่ายในการดำเนินการที่น้อยกว่า และทำให้เกิดการก่อตั้งธุรกิจการหมุนเวียนวัสดุกลับมาใช้ใหม่และเพิ่มการจ้างงานอีกด้วย การจัดการของเสียของกรุงเทพมหานครในปัจจุบัน พื้นที่ : 1,568.74 ตารางกิโลเมตร (980,463 ไร่) ประชากร : 8,557,100 คน ใน พ.ศ. 2542 (รวมประชากรทะเบียน 5.8 ล้านคน และการคาดประมาณประชากรแฝง ประชากรเข้ามาทำงาน/เรียน และนักท่องเที่ยว) ยุทธศาสตร์การจัดการของเสียของกรุงเทพมหานครในปัจจุบันเน้นการเก็บขนขยะมูลฝอยในปริมาณมากและระบบกำจัดขนาดใหญ่ ระบบดังกล่าวไม่ยั่งยืนทั้งในด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม ในขณะที่การพัฒนาประเทศดำเนินไป ปริมาณของเสียมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น กรุงเทพมหานคร ได้จัดหาแหล่งเงินทุนในการดำเนินโครงการการจัดการของเสียแบบผสมผสานซึ่งประกอบด้วยโรงงานแยกขยะ โรงงานทำปุ๋ย และโรงงานเผาขยะ ถึงเวลาของกรุงเทพมหานครในการเปลี่ยนแปลงยุทธศาสตร์การจัดการของเสียโดยเน้นไปที่ระบบการจัดการของเสียด้วยวิธีการที่หลากหลาย […]