คีรีบูนในเหมืองถ่านหิน
เรื่อง : ธารา บัวคำศรี ในห้วงเวลาปัจจุบันที่มนุษย์เผชิญหน้ากับ “ความเร่งด่วนร้อนรน” ของวิกฤตที่เชื่อมต่อวันนี้กับพรุ่งนี้เข้าด้วยกันนั่นคือ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เป็นอันตราย ชะตากรรมของประเทศหมู่เกาะขนาดเล็ก(Small Island States) ได้ถูกอุปมาอุปไมยว่าเป็น “นกคีรีบูนในเหมืองถ่านหิน(Canaries in the Coal Mine)” อันเป็นสำนวนที่หมายถึง สัญญานเตือนภัยล่วงหน้าเล็กๆ น้อยๆ ก่อนเหตุใหญ่จะตามมา สำนวนนี้มีที่มาจากในอดีตเมื่อคนงานเหมืองถ่านหินลงไปทำงานใต้ดินจะต้องหิ้วกรงที่มีนกคีรีบูนไปด้วยเพื่อใช้เป็นเครื่องเตือนภัย นกคีรีบูนนั้นอ่อนไหวอย่างยิ่งต่อก๊าซพิษ เช่น มีเทนหรือคาร์บอนมอนอกไซด์ซึ่งไม่มีกลิ่นไม่มีสี ถ้าก๊าซพิษในเหมืองสูงเกินระดับที่ปลอดภัย มันก็จะส่ายโงนเงนแล้วตกลงมาตาย หมู่เกาะขนาดเล็กที่เป็นเกาะเล็กเกาะน้อยอันห่างไกลและกระจัดกระจายตามมหาสมุทรต่างๆ โดยธรรมชาตินั้นก็เสี่ยงต่อพิบัติภัยทางธรรมชาติอยู่แล้ว บางแห่งมีจุดสูงสุดเพียง 2-4 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง หลายแห่งพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับโลกเช่น มัลดีฟส์ เป็นต้น ความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติในพื้นที่ การเปิดรับเศรษฐกิจเสรี และกลไกดั้งเดิมในการรับมือกับพิบัติภัยที่สูญเสียไป ทำให้ประเทศหมู่เกาะขนาดเล็กมีความล่อแหลมมากที่สุดต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นจากความผันผวนของระบบภูมิอากาศโลก กว่า 20 ปีมาแล้ว นายมามูน อับดุล กายูม (Maumoon Abdul Gayyoom) ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐมัลดีฟส์ ได้เตือนภัยเรื่องนี้กับผู้นำโลก การประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติในเดือนตุลาคม ปี 2530 เขากล่าวว่า “สำหรับมัลดีฟส์ […]
การเมืองเรื่องโลกร้อน(3) : โศกนาฏกรรมของส่วนรวม
สื่อมวลชนให้ความสนใจประเด็นภาวะโลกร้อนมากขึ้น และหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีความหนักแน่นมากขึ้น ผู้คนในประเทศต่างๆ ตระหนักถึงความเสี่ยงจากภาวะโลกร้อนมากขึ้น ถึงแม้ว่าจะมีการสนับสนุนแผนปฏิบัติการเกี่ยวกับโลกร้อนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ส่วนใหญ่มีลักษณะกว้างแต่ไม่ลึกซึ้ง กล่าวคือประชาชนมีความตระหนัก แต่ไม่มากพอที่จะทำให้เป็นวาระทางการเมือง หรือผลักดันให้ลงมือทำเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตน สาเหตุหนึ่งคือ ภาวะโลกร้อนมีขอบเขตกว้างขวาง ทุกๆ มุมของสังคมสมัยใหม่ต้องพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล ทุกๆ ประเทศบนโลกใบนี้ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง จึงเป็นเรื่องยากที่จะทำให้ผู้คนเข้าใจความสลับซับซ้อนของปัญหา ขณะเดียวกัน มีการพูดถึงแนวทางที่มากมายเกินไปทั้งในเชิงนโยบายและสิ่งที่แต่ละคนสามารถทำได้ นอกจากนี้ มันเป็นปัญหาที่มากไปกว่าปัญหาฝนกรดและหมอกควันพิษ ภาวะโลกร้อนเป็นตัวอย่างของ ‘โศกนาฏกรรมของส่วนรวม (Tragedy of the Commons)’ ผลประโยชน์ของการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลนั้นตกอยู่กับแต่ละบุคคล บริษัทและประเทศ ขณะที่ผลเสียนั้นตกอยู่กับโลกทั้งใบ สาเหตุที่สำคัญที่สุดคือ ผู้คนไม่สามารถเห็น รับกลิ่น หรือสัมผัสคาร์บอนไดออกไซด์ได้ ขณะที่มีการเรียกร้องให้ลงมือทำอย่างเป็นรูปธรรม ผลที่ได้จากการยุติภาวะโลกร้อนก็ยังเป็นเรื่องที่เห็นไม่ชัดเจน แม้กระทั่งแนวทางที่มีผลกระทบน้อยที่สุดในการลดปัญหาภาวะโลกร้อน เช่น การปรับปรุงประสิทธิภาพทางพลังงาน เป็นต้น ซึ่งได้กลายเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมในบางประเทศ ในสหรัฐอเมริกา มาตรการประหยัดพลังงานเกิดขึ้นทั่วประเทศในช่วงทศวรรษ 1970 ซึ่งเป็นช่วงน้ำมันแพง ทางหลวงหลักระหว่างรัฐหลายสายได้จำกัดความเร็วในการขับขี่ยานพาหนะเป็น 89 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่เพียงทศวรรษหลังจากนั้น ราคาน้ำมันตกฮวบลง มาตรการประหยัดพลังงานก็หายไปด้วย เมื่อประเด็นภาวะโลกร้อนได้ผลักให้เรื่องประสิทธิภาพพลังงานมาเป็นวาระแห่งชาติอีกครั้ง ก็เป็นสิ่งที่หนักหนาสาหัส เนื่องจากกลุ่มองค์กรต่างๆ ทำงานรณรงค์เรื่องประสิทธิภาพพลังงานมาหลายปี และเป็นเรื่องง่ายมากที่จะโดนกล่าวหาว่าเป็นนักฉวยโอกาส […]