Taragraphies — Header Component

หยุดตอแหล แก้โลกร้อน

Tara Buakamsri หัวข้อบทความนี้ยืมมาจากเครือข่ายประชาชนภาคใต้ ที่รวมพลังล้มแผนแม่บทรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศซึ่งมีการจัดรับฟังความคิดเห็นขึ้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีในช่วงปีที่ผ่านมา หากดูเผิน ๆ เราจะเห็นว่า หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องพยายามจะหาทางออกว่าจะมีนโยบายเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างไร จึงมีการจัดทำแผนแม่บทออกมา ล่าสุดก็เป็นอย่างที่เห็นคือเป็นแผนระยะยาว 10 ปี ปัญหาของมันก็คือว่า ประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้นเป็นเรื่องที่ใช้วิธีการแบบเดิมมาใช้จัดการไม่ได้อีกแล้ว มากไปกว่านั้น มิติที่เป็นหัวใจสำคัญของเรื่องนี้อยู่ที่ “ความเป็นธรรม” ซึ่งมีความละเอียดอ่อนและสำคัญกว่า “วิทยาศาสตร์ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” เป็นเรื่องที่ต้องเปิดหัวใจรับฟังคนที่อยู่ติดกับผืนแผ่นดิน ไร่นา ป่าเขาและท้องทะเล นักวิทยาศาสตร์ที่อยู่แวดวงที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั่วโลกก็ลงความเห็นไปในทิศทางเดียวกันแล้วว่า คนที่ยากจนที่สุดที่เจอกับผลกระทบอันร้ายแรงที่สุดที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพราะขีดความสามารถในการรับมือและปรับตัวน้อยกว่า แต่พอมาถึงเรื่องแผนแม่บทเพื่อที่จะแก้ปัญหา กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดย สผ. กลับจัดทำแผนเหมือนกับแผนกระจายงบประมาณไปให้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง ไม่มีอะไรว่าด้วยเรื่องของ “ความเป็นธรรม” แม้แต่น้อย มีการระบุถึงเรื่อง “การพัฒนาเศรษฐกิจแบบคาร์บอนต่ำ” ซึ่งก็เน้นไปที่โครงการพื้นฐานขนาดใหญ่และการใช้เทคโนโลยี ซึ่งหลายเรื่องก็เป็นทิศทางการแก้ปัญหาแบบมิจฉาทิฐิ มองแยกส่วน เช่น เห็นว่า โรงไฟฟ้านิวเคลียร์น่าจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคพลังงานของประเทศไทย ส่วนหนึ่งของเรื่องเหล่านี้ ก็กลายมาเป็นการรวมพลังของเครือข่ายภาคใต้เพื่อล้มแผนแม่บทโลกร้อนที่พวกเขาเห็นว่า “มันตอแหล” ผมอ่านแผนแม่บทที่ส่งมาทางอีเมล์เมื่อหลายอาทิตย์ก่อน อ่านแล้ว ผมก็เห็นด้วยว่าต้องใช้คำว่า “ตอแหล” นั้นแหละ เห็นภาพดี แผนแม่บทดังกล่าว อ่านแล้วน่าสงสารสังคมไทย เพราะแต่แผนยุทธศาสตร์ต่าง ๆ นั้นมองไม่ออกว่า ตกลงจะแก้โลกร้อนได้อย่างไร […]

โลก 5 ใบให้นายคนเดียว

เราอาศัยอยู่ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและสลับซับซ้อน แนวโน้มในด้านต่างๆ ทั้งศิลปะวัฒนธรรม แฟชั่น วิถีชีวิต และความคิดเกิดขึ้นและดับไปเพียงชั่วขณะหายใจ ยังมีความท้าทายอีกประการหนึ่งที่มนุษย์เรามิได้เผชิญมาก่อน ประชากรโลกกว่า 6 พันล้านคนพร้อมกับศักยภาพทางเทคโนโลยีแบบก้าวกระโดดได้ก่อให้เกิดผลกระทบมหาศาลต่อระบบธรรมชาติของโลก นักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลอย่าง พอล ครุสเซน (Paul Crutzen) นำเสนอผ่านบทความในวารสาร ‘เนเจอร์’ (Nature) ว่า เราอาศัยอยู่ในยุคทางธรณีวิทยาใหม่ -ยุคแอนโทรโปซีน (Anthropocene)- กล่าวคือ มนุษย์กลายมาเป็นแรงกระทำที่มีผลต่อธรรมชาติ กระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศอย่างมหาศาล และเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ย้อนกลับมาคุกคามวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ของเราและคนรุ่นอนาคต ตัวอย่างที่ชัดเจนของกระบวนการนี้คือการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเข้าไปสะสมเพิ่มพูนในชั้นบรรยากาศซึ่งไร้เขตแดนได้ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน ก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญ คือ คาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยออกมาจากการผลิตพลังงานและการคมนาคมขนส่งซึ่งก่อตัวเป็นรากฐานของการพัฒนาอุตสาหกรรมในช่วงกว่า 200 ปีที่ผ่านมา กระบวนการอุตสาหกรรมบนฐานพลังงานราคาถูกเอื้ออำนวยให้คนรุ่นปัจจุบันเกิดความสะดวกสบายในชีวิตอย่างไม่เคยมีมาก่อน รถยนต์ส่วนตัวกลายเป็นสัญลักษณ์ของอิสรภาพและโอกาสใหม่ ท่ามกลางการท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมที่สร้างขึ้นโดยความยากจนแบบเรื้อรังและความร่ำรวยแบบกระหายทรัพยากร ภาพยนตร์วิทยาศาสตร์แนวหายนะภัยเรื่อง The Day After Tomorrow ที่ออกฉายราวกลางปี พ.ศ.2547 ฉายภาพของโลกเมื่อต้องประสบกับการเพิ่มขึ้นของก๊าซเรือนกระจกและภาวะโลกร้อนในอัตราเร่ง ผลคือภัยพิบัติระดับโลกเกิดขึ้นเป็นระลอกติดต่อกัน เช่น พายุเฮอริเคนและทอร์นาโด คลื่นยักษ์กระแทกฝั่ง มหาอุทกภัย แผ่นดินไหว และจุดเริ่มต้นของยุคน้ำแข็งครั้งใหม่… ภาพยนตร์ The Day […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings