Taragraphies — Header Component

การวิเคราะห์การครอบงำของจีนในอุตสาหกรรมแร่และโลหะแรร์เอิร์ธ

การพึ่งพาทางเศรษฐกิจของโลกตะวันตกต่อประเทศจีนนั้นกลายเป็นประเด็นที่น่ากังวลมากขึ้น เนื่องจากปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์หลายประการที่ทำให้เกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับความเป็นไปได้ของการค้าขายที่เสรีและราบรื่นในอนาคต จีนจัดหาวัตถุดิบ การผลิต และบริการทางเศรษฐกิจอื่น ๆ ที่โลกต้องพึ่งพา รวมถึงแร่แรร์เอิร์ธ (Rare Earth Elements: REE) ดังที่รายงานฉบับนี้ชี้ให้เห็น โลกพึ่งพาจีนอย่างมากทั้งในด้านการทำเหมืองและการแปรรูปแร่เหล่านี้ ซึ่งมีความจำเป็นต่อการผลิตเทคโนโลยีขั้นสูงแทบทุกชนิด ตั้งแต่ระบบอาวุธที่สำคัญต่อความมั่นคงแห่งชาติไปจนถึงยานยนต์ไฟฟ้า เมื่อบรรยากาศทางการเมืองทั่วโลกทวีความตึงเครียด ธุรกิจระดับโลกจำเป็นต้องตระหนักถึงความเสี่ยงจากการกระจุกตัว (concentration risk) ของอุตสาหกรรมแรร์เอิร์ธในจีน และเข้าใจว่าการดำเนินการทางการเมืองอาจสร้างความปั่นป่วนให้กับระบบที่เปราะบางนี้ได้อย่างไร เอกสารวิจัยฉบับนี้มุ่งนำเสนอการวิเคราะห์ภาพรวมเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการครอบงำตลาดแรร์เอิร์ธของจีน เนื้อหาต่อไปนี้จะเจาะลึกประเด็นวงจรชีวิตของห่วงโซ่อุปทานแร่และโลหะ การนำเข้า–ส่งออกของจีน กลไกทางกฎหมายและแบบอย่างทางประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับภาษีและมาตรการคว่ำบาตร รวมถึงการวิเคราะห์ความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน (SCRM) อย่างเฉพาะเจาะจง ผลการศึกษา วงจรชีวิตของห่วงโซ่อุปทานแร่แรร์เอิร์ธ วงจรชีวิตของวัตถุดิบแร่แรร์เอิร์ธ (ดูรูป) สามารถแบ่งออกได้อย่างมีประสิทธิภาพเป็น 7 ขั้นตอนหลัก ได้แก่ ขั้นตอนแรกคือการระบุแหล่งแร่ธรรมชาติหรือพื้นที่ที่มีความเข้มข้นของโลหะสูง ซึ่งมักดำเนินการผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อจัดทำการสำรวจทางธรณีวิทยา การสำรวจเหล่านี้เป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับกระบวนการสกัดและเก็บเกี่ยววัตถุดิบและสินแร่จากธรรมชาติ บริษัทเหมืองแร่ทั้งของรัฐและเอกชนจะดำเนินการขุดเจาะและสกัดสินแร่จากใต้ดินอย่างเป็นระบบ โดยต้องปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับในท้องถิ่น เมื่อแร่ถูกนำขึ้นจากพื้นดินแล้ว วัตถุดิบเหล่านี้จำเป็นต้องผ่านกระบวนการกลั่นและแปรรูปเพิ่มเติมก่อนจะสามารถนำไปใช้ในขั้นตอนต่อไปของการผลิตและการสร้างผลิตภัณฑ์สำหรับผู้ใช้ปลายทางได้ ชุดกระบวนการกลางเหล่านี้เรียกรวมกันว่า “กระบวนการกลั่น (Refinement Processes)” ซึ่งประกอบด้วยขั้นตอนที่ 3 ถึง 5 ในช่วงของกระบวนการกลั่นหลายขั้นตอนนี้ สินแร่ดิบจะถูกแยกและคัดออกเป็นวัสดุที่ใช้ได้จริงผ่านกระบวนการทางเคมีและกายภาพหลายแบบ เช่น […]

แยงซีเกียงแห้งเหือด

ภัยแล้งที่ทำลายสถิติทำให้บางส่วนของแม่น้ำแยงซีแห้งขอด ส่งผลกระทบต่อการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ เส้นทางเดินเรือ จำกัดการจัดหาน้ำดื่ม และแม้แต่พระพุทธรูปที่จมอยู่ใต้น้ำก่อนหน้านี้ก็โผล่ขึ้นมา แม่น้ำแยงซีเป็นแม่น้ำสายสำคัญที่สุดของจีน คือแหล่งน้ำของชาวจีนมากกว่า 400 ล้านคน ฤดูร้อน 2565 นี้มีระดับน้ำต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ โดยมีปริมาณน้ำฝนในลุ่มน้ำแยงซีเกียงต่ำกว่าปกติประมาณ 45% ของแม่น้ำสายหลักและลำน้ำสาขาหลายสายแห้งเหือด น้ำเหนือเขื่อนผลิตไฟฟ้าหลายแห่งของจีนลดน้อยลง ก่อปัญหาในมณฑลเสฉวนซึ่งพึ่งไฟฟ้า 80% จากเขื่อนพลังน้ำ ภาพที่บันทึกโดยภารกิจ Copernicus Sentinel-2 แสดงการเปรียบเทียบแม่น้ำแยงซีและแม่น้ำ Jialing ใกล้ เมืองฉงชิ่ง(Chongqing) ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา อุณหภูมิที่สูงกว่าปกติจะเพิ่มการระเหยของน้ำในแม่น้ำและเมื่อไม่มีปริมาณน้ำฝนส่งผลให้น้ำลดลง ซึ่งอธิบายความแตกต่างของสีที่สำคัญของแม่น้ำแยงซีจากภาพดาวเทียมที่บันทึกได้เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2565 นอกจากนี้ พื้นที่หลายส่วนของแม่น้ำที่แห้งเหือดสามารถมองเห็นได้ทางตะวันตกของฉงชิ่ง แม่น้ำสายสำคัญทั่วโลกกำลังแห้งเหือดเนื่องจากคลื่นความร้อนที่ทำลายสถิติรวมถึงแม่น้ำไรน์และแม่น้ำโปในยุโรปและแม่น้ำโคโลราโดในสหรัฐอเมริกา

ขยะกองโตจากปากแม่น้ำไข่มุกของจีนมาถึงชายหาดของเกาะฮ่องกงได้อย่างไร

เรียบเรียงจาก http://qz.com/725498/heres-how-huge-amounts-of-trash-from-the-pearl-river-delta-washed-up-on-hong-kongs-shores/ ช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ประชาชนในฮ่องกงต่างโมโหโกรธาต่อสถานการณ์เศษขยะจำนวนมากลอยมาขึ้นหาดต่างๆ ของฮ่องกง ในขณะที่ฮ่องกงเองก็ผลิตขยะออกมาในจำนวมากอยู่แล้ว นักกิจกรรมและชาวเมืองได้ข้อสังเกตว่า ขยะส่วนใหญ่ที่เห็นอยู่ตามหาดทรายนั้นมีป้ายสินค้าที่ใช้กันมากในจีนแผ่นดินใหญ่ ไม่ใช่ฮ่องกง หน่วยงานป้องกันสิ่งแวดล้อมแห่งฮ่องกง(EPD)เชื่อว่าเรื่องนี้ต้องโทษจีนแผ่นดินใหญ่ด้วย ปริมาณขยะที่ลอยอยู่ตามชายทะเลของฮ่องกงมีมากกว่า 6 ถึง 10 เท่า จากปริมาณปกติในช่วงของปี EPD บอกว่า ฝนที่ตกหนักและอุทกภัยนั้นคือสาเหตุ EPD ตั้งข้อสังเกตุว่าในช่วงกลางเดือนมิถุนายน มีฝนตกหนักและอุทกภัยเกิดขึ้นในหลายมณฑลรอบๆ พื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำไข่มุก(Pearl River Delta)เช่น กวางตุ้ง กวางสี หูหนาน และเจียงสี และมีรายงานด้วยว่ามณฑลกวางตุ้งและหลิวซูนั้นเจอกับอุทกภัยใหญ่ในคาบ 20 ปี และอุกภัยที่เกิดขึ้นนี้ได้พัดพาเอาขยะมาถึงเกาะฮ่องกงโดยลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้และกระแสน้ำทะเล เคยมีเหตุการณ์คล้ายๆ กันนี้เกิดขึ้นในปี 2005 หลังจากเกิดอุทกภัยครั้งร้ายแรงในรอบ 100 ปี ในจีนแผ่นดินใหญ่ ขยะจากจีนมาถึงที่นี่ได้อย่างไร? ศาสตราจารย์ Yongqiang Zong แห่งภาควิชา Earth Sciences ของมหาวิทยาลัยฮ่องกง ตั้งข้อสังเกตว่า ขยะส่วนใหญ่น่าจะมาจากกวางตุ้งและกวางสี ไม่ใช่หูหนาน และเจียงสีที่อยู่ลึกตอนในเข้าไป ตลอดทั้งเดือนพฤษภาคมและมิถุนายน กวางตุ้งและกวางสีต้องเผชิญกับฝนที่ตกหนักมาก น้ำหลากไหลผ่านเมืองกวางโจวและเสินเจิ้นซึ่งเป็นศูนย์กลางด้านพาณิชยกรรมในเขตนั้น […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings