ประวัติศาสตร์ไม่ได้สอนสิ่งใด แต่จะลงโทษหากไม่เรียนรู้บทเรียนจากมัน

“ประวัติศาสตร์ไม่ได้สอนสิ่งใด แต่จะลงโทษหากไม่เรียนรู้บทเรียนจากมัน” วลาดีเมียร์ คลูอิเชฟสกี้ (Vladimir Kluichevsky) : นักประวัติศาสตร์ยุคกลางชาวรัสเซีย ประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจที่มีสัมมาทิฐิซึ่งยืดหยุ่นและสามารถฟื้นตัวได้เร็วคือเครื่องมือเตรียมความพร้อมรับมือกับภัยพิบัติที่ยอดเยี่ยมที่สุด และโครงสร้างเศรษฐกิจที่เป็นมิจฉาทิฐินั้นจะทิ้งให้ผู้คนทั้งหลายตกอยู่ในความยากจนและผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน ในหนังสือ “การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ปลายยุควิคตอเรีย : เอลนิโน ทุพภิกขภัยและการเกิดขึ้นของประเทศโลกที่สาม (Late Victorain Holocusts : El Nino Famines and the Making of the Third World) ไมค์ เดวิส(Mike Davis) ซึ่งเป็นผู้เขียนได้หยิบยกประสบการณ์ของอินเดีย จีนและบราซิลในช่วงศตวรรษที่ 19 เพื่อเปรียบเทียบความอิหลักอิเหลื่อของการพัฒนาร่วมสมัย เดวิสระบุว่า การบังคับรวบรวมเอาผลผลิตจากเกษตรรายย่อยให้เข้าไปสู่วงจรทางการเงินและสินค้าที่ควบคุมมาจากโพ้นทะเล ได้ทำลายความมั่นคงทางอาหารในขั้นรากฐาน ทิ้งให้คนนับล้านต้องตกอยู่ในความหิวโหยในช่วงปรากฎการณ์เอลนิโน โดยทั่วไปชาวนาอินเดียมีสิ่งปกป้องจากทุพภิกขภัยที่เกิดจากความไร้เสถียรภาพของภูมิอากาศอยู่ 3 อย่างคือ การเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พื้นบ้าน เครื่องประดับเงินของครอบครัวและสินเชื่อต่อผู้ให้กู้เงินและผู้จัดจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ของหมู่บ้าน จนถึงปลายศตวรรษที่ 19 ทั้งหมดนี้สูญหายไปจากการเปลี่ยนแปลงของดุลอำนาจทางเศรษฐกิจในชนบทและกฎเกณฑ์ทางการค้าของผู้ปกครองชาวอังกฤษ ภายใต้การปกครองของอังกฤษ “ระหว่างปี 1875 และ 1900 ช่วงปีที่มีทุพภิกขภัยร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของอินเดีย การส่งออกธัญพืชต่อปีเพิ่มจาก 3 ล้านตันเป็น […]