Taragraphies — Header Component

ภูมิศาสตร์ว่าด้วยการปล่อยก๊าซมีเทนจากห่วงโซ่อุปทานของเชื้อเพลิงฟอสซิล

ปริมาณก๊าซมีเทนในชั้นบรรยากาศของโลกสูงเป็นประวัติการณ์ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แหล่งที่มาหลักของการปล่อยก๊าซมีเทนคือการสกัด จัดเก็บ และขนส่งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน ซึ่งส่งผลให้มีการปล่อยก๊าซมีเทนประมาณ 97 ล้านเมตริกตันในแต่ละปี ตามข้อมูลขององค์การสหประชาชาติ (UN) ในโครงการวิจัยเมื่อเร็วๆ นี้ นักวิทยาศาสตร์ได้จัดทำแผนที่ว่าการปล่อยมลพิษเหล่านั้นมาจากไหน ไม่ใช่แค่โดยประเทศ แต่มาจากแหล่งสำรองของมัน มีเทนเป็นก๊าซเรือนกระจกที่มีศักยภาพทำให้โลกร้อนได้มากกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 35 เท่า สหรัฐอเมริกาตั้งเป้าที่จะลดการปล่อยก๊าซมีเทน 30% จากระดับปี 2563 ภายในปี 2573 และประเทศอื่น ๆ ก็ให้คำมั่นที่คล้ายคลึงกัน แต่ละประเทศรายงานการปล่อยก๊าซมีเทนตามภาคส่วนต่อสำนักเลขาธิการกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ประเทศส่วนใหญ่ประเมินการปล่อยก๊าซมีเทนโดยใช้บันทึกปริมาณเชื้อเพลิงฟอสซิลแต่ละชนิดที่ผลิตในแต่ละปีคูณด้วยปัจจัยการปล่อยก๊าซที่จัดทำโดยคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) และรัฐบาลส่วนใหญ่รายงานการปล่อยมีเทนในแต่ละภาคส่วน(น้ำมัน ถ่านหิน ก๊าซฟอสซิล)เป็นตัวเลขกลุ่มเดียวทั่วทั้งประเทศ นักวิทยาศาสตร์ได้รับทุนสนับสนุนจากระบบตรวจสอบคาร์บอนของ NASA เมื่อเร็ว ๆ นี้ได้สร้างชุดแผนที่ใหม่ที่มีรายละเอียดเกี่ยวกับภูมิศาสตร์ของการปล่อยก๊าซมีเทนจากการผลิตเชื้อเพลิงฟอสซิล ทีมวิจัยใช้ข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะซึ่งรายงานในปี 2559 เพื่อติดตาม “การปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่รั่วไหลแบบไม่ตั้งใจ(fugitive emission)” ตามที่ UNFCCC เรียก ซึ่งเกิดขึ้นก่อนที่เชื้อเพลิงฟอสซิลจะถูกนำไปใช้ แผนที่ระบุว่าการปล่อยก๊าซมีเทนเหล่านี้เกิดขึ้นในที่ที่มีเหมืองถ่านหิน บ่อน้ำมันและก๊าซฟอสซิล ท่อส่งน้ำมันหรือก๊าซฟอสซิล โรงกลั่นน้ำมันและก๊าซฟอสซิล และโครงสร้างพื้นฐานด้านการจัดเก็บและขนส่งเชื้อเพลิงฟอสซิล แผนที่ดังกล่าวได้รับการเผยแพร่เมื่อเร็ว […]

ฝุ่นและละอองลอยแห่งฤดูหนาวเหนือแผ่นดินจีน

ในขณะที่ระดับมลพิษทางอากาศทั่วประเทศจีนลดลงอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การแพร่กระจายของมลพิษทางอากาศยังคงทำให้ท้องฟ้ามืดลงเป็นประจำในบางพื้นที่ เครื่องมือ MODIS บนดาวเทียม Terra ของ NASA บันทึกภาพสีธรรมชาติของภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีนเมื่อวันที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2565 หมอกควันสีเทาจาง ๆ ปกคลุมเหนือหุบเขาและพื้นที่ลุ่มต่ำอื่น ๆ เขตเมือง พื้นที่เพาะปลูก ทะเลสาบและลักษณะทางพื้นที่อื่นๆ ซึ่งปกติจะมองเห็นได้ชัดเจนกว่านี้ บริเวณสว่างที่ด้านซ้ายล่างของภาพคือเมฆ ในวันที่บันทึกภาพ เครื่องมือวัดคุณภาพอากาศภาคพื้นดินหลายแห่งในรายงานระดับฝุ่น PM2.5 ในระดับที่ส่งผลต่อสุขภาพและเป็นอันตราย ตามข้อมูลที่เผยแพร่โดยโครงการคุณภาพอากาศโลก หมายความว่า ระดับ PM2.5 นั้นสูงกว่าขีดจำกัดที่แนะนำขององค์การอนามัยโลกโดยเฉลี่ย 15 ไมโครกรัมในหนึ่งวัน การกระจายตัวของฝุ่นและละอองลอยเพิ่มมากขึ้นในช่วงฤดูหนาวเนื่องจากอุณหภูมิผกผัน โดยปกติอากาศจะเย็นลงตามระดับความสูง แต่ในระหว่างการผกผัน อากาศอุ่นจะลอยเหนือชั้นอากาศเย็นใกล้พื้นผิว อากาศอุ่นทำหน้าที่เหมือนฝาปิดและดักจับมลพิษใกล้พื้นผิวโดยเฉพาะที่ราบและหุบเขา แหล่งกำเนิดมลพิษทางอากาศทั่วไปในฤดูหนาว ได้แก่ การเผาไหม้ถ่านหินและไม้ฟืนเพื่อให้ความร้อน กิจการทางอุตสาหกรรม และยานพาหนะ ควันจากไฟและพายุฝุ่นยังส่งผลต่อคุณภาพอากาศที่ไม่ดีอีกด้วย องค์ประกอบที่น่าจะเป็นไปได้ของฝุ่นและละอองลอยในภาพถ่ายดาวเทียมด้านบนนี้คืออนุภาคไนเตรต จากการวิเคราะห์ล่าสุดที่นำโดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ระดับของไนเตรตยังคงสูงอย่างยาวนานในจีนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แม้ว่าการควบคุมการปล่อยมลพิษจะลดความเข้มข้นของอนุภาคประเภทอื่นๆ ที่มีส่วนทำให้เกิด PM2.5 ลงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะนี้ ไนเตรตเป็นองค์ประกอบหลักของมลพิษทางอากาศในฤดูหนาวของปักกิ่ง ซึ่งมีส่วนทำให้เกิดมวล PM2.5 […]

Decoding Thailand’s Net Zero Emission

Thailand’s Prime Minister General Prayut Chan-o-cha delivered a statement at the World Leader Summit at COP26 in Glasgow on November 1, 2021, with one part stating;  “…I’m here to present Thailand with the enormous challenge of enhancing more ambitious climate action. Thailand should, by all accounts, be able to achieve carbon neutrality by 2050 and […]

เหมืองถ่านหินแห่งใหม่ในแคว้นคัมเบรีย สหราชอาณาจักร

รัฐบาลสหราชอาณาจักรกำลังตัดสินใจขั้นสุดท้ายในการอนุมัติเหมืองถ่านหินแห่งใหม่ในคัมเบรีย สหราชอาณาจักร เราคิดว่ามันจะมีประโยชน์หากมีมุมมองอื่นเกี่ยวกับถ่านหินที่จะขุดขึ้นมาในช่วงห้าสิบปีข้างหน้าและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยเข้าสู่ชั้นบรรยากาศจากการเผาไหม้ถ่านหิน วิดีโอสามมิตินี้ไม่ได้แสดงถึงปริมาณของถ่านหิน แต่เพียงแค่แสดงให้เห็นว่าจะมีจำนวนเท่าใดหากมีเหมืองถ่านหินเกิดขึ้น เหมืองถ่านหินในคัมเบรียจะผลิตถ่านหินโค๊กเกือบ 3 ล้านตันทุกปีเป็นเวลา 50 ปี ถ่านหินโค๊ก (หรือที่เรียกว่า metallurgical coal) ใช้ในการผลิตเหล็ก แม้ว่าผู้ผลิตเหล็กที่วางแผนล่วงหน้าจะขยายโรงถลุงเหล็กที่เป็นมิตรต่อสภาพภูมิอากาศโดยใช้ไฮโดรเจนที่ผลิตด้วยไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ในขณะที่เหล็กยังคงเป็นวัสดุที่ใช้ในโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมาก แต่ก็ไม่จำเป็นต้องผลิตเหล็กโดยใช้ถ่านหินเลย เราสามารถทดแทนการใช้ถ่านหินโค๊กด้วยก๊าซธรรมชาติในกระบวนการที่เรียกว่า Direct Reduced Iron (DRI) ซึ่งลดการปล่อย CO₂ ลงประมาณ 40% DRI ที่ใช้ก๊าซธรรมชาติคิดเป็น 5% ของการผลิตเหล็กทั่วโลก เทคนิคการผลิตเหล็กกำลังพัฒนาอย่างรวดเร็วโดยได้รับแรงหนุนจากความจำเป็นในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อุตสาหกรรมเหล็กมีสัดส่วนประมาณ 7% ของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทั่วโลก ถือเป็นเดิมพันที่สูง ภายในปี 2569 การผลิตเหล็กปลอดเชื้อเพลิงฟอสซิลจะเริ่มขึ้นในสวีเดน การผลิตไฮโดรเจน ‘สีเขียว’ ซึ่งผลิตจากไฟฟ้าหมุนเวียนส่วนเกินกำลังได้รับการยอมรับทั่วโลก ภาพสามมิตินี้สร้างขึ้นโดยใช้เทคนิคการผลิตแบบใหม่ของ Real World Visuals ซึ่งช่วยให้สามารถผลิตภาพที่มีคุณภาพสูงได้อย่างรวดเร็วและประหยัดสำหรับการแสดงความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมที่มองไม่เห็น ภาพนิ่งความละเอียดสูงพร้อมใบอนุญาต Creative Commons (Attribution) สามารถดาวน์โหลดได้จาก Real World Visuals […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings