Taragraphies — Header Component

ต้นทุนจริงของถ่านหิน : ทะเลสาบสเวนกัวในเยอรมนี ความท้าทายในการฟื้นฟู

“หากไม่มีคนงานเหมือง เราคงไม่สามารถแล่นเรือบนทะเลสาบได้ในวันนี้” กัปตันโทมัส นาเกล(Thomas Nagel) อธิบายขณะที่เขาค่อยๆ เดินเรือที่มีอายุกว่า 50 ปี นามว่าซานตาบาบารา(Santa Barbara) ข้ามทะเลสาบสเวนกัว(Zwenkau) ในเยอรมนีตะวันออก น้ำโดยรอบมีสีเหมือนชาดำใสและมีกลิ่นกำมะถัน มีกิ่งก้านบางๆ ของต้นไม้แทงยอดออกมาเหนือผิวน้ำทะเลสาบที่เพิ่งสร้างใหม่ แต่อย่างไรก็ตามค่าความเป็นกรด-ด่างในน้ำแสดงว่ามีกรดชนิดเดียวกับน้ำส้มสายชูในน้ำอยู่ 2.6 ในด้านตะวันออกเฉียงใต้ของทะเลสาบเป็นที่ตั้งของหอสีเทาของโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินสองหอพุ่งเสียดฟ้า ทะเลสาบสเวนกัวตั้งอยู่บนเหมืองถ่านเก่าที่ปิดตัวลงแล้ว และใช้ระยะเวลา 20 นาทีในการขับรถจากไลซิก(Leipzig)ในแซกโซนี(Saxony)เปิดทำการตั้งแต่ปี 2464 ถึง 2442 พื้นที่เหมืองถ่านหินครอบคลุมถึง 2,863 เฮกตาร์หรือมีขนาดเท่าสนามฟุตบอลมากกว่า 4,000 สนาม ปัจจุบันผลพวงจากการฟื้นฟู พื้นที่นี้ได้ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม ที่มีทั้งท่าจอดเรือ อพาร์ตเมนท์พร้อมสระว่ายน้ำและรถรางลอยฟ้าที่ตัดผ่านทะเลสาบไปสู่สวนสนุกเบแลนติส(Belantis)ที่อยู่ใกล้เคียง ด้วยขนาด 10 กิโลเมตร ทะเลสาบนี้จะกลายเป็นทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดในประเภทเดียวกัน ที่เรียกว่า ‘New Central German Lake District’ ทะเลสาบสเวนกัว(Zwenkau) เป็นหนึ่งในหลายโครงการที่จัดขึ้นเพื่อการฟื้นฟูพื้นที่ที่ถูกทำลายของอดีตเหมืองถ่านหินแบบเปิดในเยอรมนี แต่อย่างไรก็ตาม มันยังเน้นถึงความท้าทายบางอย่างที่มาพร้อมกับการฟื้นฟูผืนดินที่ถูกทำลายจากเหมืองถ่านหินแบบเปิด รวมกับข้อบกพร่องในแบบที่ทางรัฐบาลกำลังเริ่มทำในปัจจุบัน การฟื้นฟู – ปัญหาและข้อบกพร่อง ใครเป็นผู้จ่าย? การพัฒนาฟื้นฟูทะเลสาบสเวนกัว(Zwenkau) […]

ต้นทุนจริงของถ่านหิน : ฟื้นคืนสิ่งที่หายไป

การทำเหมืองถ่านหินขัดขวางการทำงานของระบบนิเวศและทำให้มันกลายเป็นกากหางแร่(sand tailings) ดินหน้าแร่(overburden) และหิน(rock) เพียงแค่ในเขตพื้นที่เหมืองแห่งเดียวดินจำนวนกว่าล้านลูกบาศก์เมตรสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของเหมืองนั้นได้ ความเสียหายนั้นสมบูรณ์เสียจนพื้นดินบริเวณนั้นเกือบทั้งหมดจะไม่สามารถฟื้นฟูได้ ในบางพื้นที่ มีความพยายามในการฟื้นคืนพื้นที่เสียหายบางแห่งให้กลายเป็นผืนดินที่ใช้ทำมาหากินได้ แต่อย่างไรก็ตาม ขอบเขตของพื้นที่ได้รับผลกระทบที่สามารถนำมาฟื้นฟูได้หลังจากการทำเหมืองแล้วนั้นยังเปิดให้พิจารณากันอยู่ ผิวดินบนยอดเขาไม่สามารถฟื้นฟูได้เมื่อถูกระเบิดทำลายไปแล้ว หุบเขาและลำธารที่ถูกดินนับล้านตันทับถมกันอยู่ก็ไม่อาจฟื้นฟูได้ และโพรงหลุมที่เกิดจากการทำเหมืองแบบเปิดก็มีแนวโน้มที่จะยังคงสภาพเดิมอยู่เช่นนั้น การทำเหมืองนั้นส่งผลกระทบให้เกิดการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่รากฐานของระบบนิเวศทางธรรมชาติจนทำให้ไม่สามารถฟื้นฟูสิ่งที่สูญเสียไปกลับมาได้อย่างแท้จริง ในสถานที่อย่างประเทศสหรัฐอเมริกาฯ มีหลักฐานเพียงน้อยนิดที่แสดงให้เห็นว่าสิ่งนี้สามารถแก้ไขผลกระทบทั้งหมดของอันตรายที่มีต่อสภาพแวดล้อมที่เกิดจากกระบวนการทำเหมือง นั่นก็เนื่องมาจากดินที่มีคุณภาพแย่ในพื้นที่ที่ทำการฟื้นฟู ดินที่ไม่ถูกรบกวนเป็นตัวกลางที่มีพลัง มีองค์ประกอบที่หลากหลายและเต็มไปด้วยชีวิต ดินที่พบในพื้นที่ทำการฟื้นฟูนั้นขาดโครงสร้าง ขาดธาตุอาหารที่มีประโยชน์และขาดแมลงและสารจุลินทรีย์ที่จำเป็นสำหรับพืชผลในการเจริญเติบโต  ผลที่ตามมาคือระดับของการประสบความสำเร็จของการเติบโตของพืชผลมีแนวโน้มอยู่ที่ร้อยละ 20-30 ในบางพื้นที่ในขณะที่ในพื้นที่อื่นๆ มีอัตราการอยู่รอดของต้นกล้าเพียงร้อยละ 10 ————— จาก ต้นทุนจริงของถ่านหิน : ผู้คนและโลกต้องจ่ายให้กับเชืิ้อเพลิงที่สกปรกที่สุดในโลกอย่างไร จัดพิมพ์ภาษาไทยโดยกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คณะผู้เขียน: ดร.อีเรก้า เจอร์บาย, มาไรกา บริทเทน, ไอริช เชง, มาร์ธา คาเมียสกา, เออร์เนส มีแซค, วิคเตอร์ มุนนิค, จายาชรี นานดี, ซารา เพนนิงตัน, เอมิลี โรชอน, นีนา ชลูลซ์, นาฮิญา ชาฮับ, จูเลียน วินเซนต์และเมง ไว เรียบเรียงโดย: รีเบคกา ชอต […]

ต้นทุนจริงของถ่านหิน : เหมืองถ่านหินแอฟริกาใต้ที่ปิดตัวลงแต่ยังเป็นที่จดจำ

แอฟริกาใต้เป็นหนึ่งในผู้ผลิตถ่านหินที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับหกของโลก และเป็นผู้บริโภคที่ใหญ่เป็นอันดับเจ็ดอีกด้วย ด้วยแนวชั้นถ่านหินบางๆ และแรงงานราคาถูก เหมืองถ่านหินจึงผุดขึ้นราวกับดอกเห็ดไปทั่วประเทศ แต่อย่างไรก็ตาม ราคาที่ต้องจ่ายสำหรับการทำเหมืองนั้นเพิ่งจะเริ่มขึ้นเมื่อเหมืองนั้นได้ทำหน้าที่ของมันเสร็จสิ้นแล้ว มีเหมืองถ่านหินอยู่นับร้อยอยู่ทั่วแอฟริกาใต้ที่ไม่ได้ใช้งานและถูกทิ้งร้าง เหมืองแต่ละแห่งนั้นเปรียบเสมือนระเบิดเวลาที่ยังคงทำงานอยู่และพร้อมที่จะทำลายสภาพแวดล้อมในบริเวณนั้นได้ทุกเมื่อ ส่วนใหญ่แล้วเกิดจากน้ำทิ้งจากเหมืองถ่านหินที่มีสภาพเป็นกรด (Acid Mine Drainage-AMD) น้ำเหือดหายไปจากการที่มีเกลือซัลเฟต โลหะหนัก และสารก่อมะเร็งอยู่เต็มบริเวณเหมืองอาทิ เบนซิน และโทลูอีน เป็นต้น น้ำทิ้งจากเหมืองถ่านหินที่มีสภาพเป็นกรด (AMD) นี้ส่งผลเสียหายต่อสัตว์ป่าและยังแพร่กระจายความเจ็บป่วยและโรคต่างๆ อีกด้วย และตามรายงานของกระทรวงกิจการน้ำและป่าไม้ ประกอบกับความล้มเหลวด้านงานจัดการน้ำเสีย น้ำทิ้งจากเหมืองถ่านหินที่มีสภาพเป็นกรด (AMD) ยังเป็นอันตรายอย่างสูงกับคุณภาพแหล่งน้ำที่มีอยู่จำกัดของแอฟริกาอีกด้วย ประสบการณ์ตรงของผลกระทบจากเหมืองถ่านหินร้าง เมืองอีมาลาเลนี (Emalahleni) คือสถานที่ที่เราสามารถสัมผัสถึงผลกระทบที่น่าตกใจนี้ ชื่อของเมืองนี้แปลว่า “สถานที่ของถ่านหิน” ไม่น่าแปลกใจกับชื่อเลยเมื่อพิจารณาจากการที่เมืองนี้ถูกล้อมรอบไปด้วยเหมืองถ่านหินกว่า 22 แห่ง แล้วยังมีโรงงานเหล็ก วานาเดียม และแมงกานีสอีกด้วย หนึ่งในเหมืองถ่านหินที่ถูกทิ้งร้างในพื้นที่นั้นได้แก่เหมืองทรานวาลล์(Transvaal) และเดลากัวเบย์(Delagoa Bay-T&DB) ซึ่งเปิดทำการในปี 2439 เมื่อเหมืองถูกปิดลงในปี 2496 เหมืองก็ถูกทิ้งร้างไร้เจ้าของและทำให้เกิดมลพิษขึ้นโดยไม่มีผู้ใดป้องกัน ปัญหาสุขภาพ กลุ่มที่เสี่ยงที่สุดในเมืองอีมาลาเลนี ได้แก่ เด็กที่อาศัยอยู่บนถนนไนล์เรเร(Nyerere) เมืองมากูควา(Maguqa) สนามฟุตบอลของเด็กๆ ตั้งอยู่ในที่ราบน้ำท่วมถึงของลำธารสายเล็กๆ […]

ต้นทุนจริงของถ่านหิน : ห่วงโซ่ของผลกระทบจากถ่านหิน

การเดินทางของถ่านหิน นับตั้งแต่การเป็นแร่ธาตุในดิน ไปจนถึงการเป็นกากของเสียนั้น ในที่นี่จะเรียกว่า ห่วงโซ่ของผลกระทบจากถ่านหิน โดยประกอบไปด้วยจุดเชื่อมต่อสำคัญสามจุด ได้แก่ การทำเหมืองถ่านหิน การเผาไหม้ถ่านหิน และการกำจัดกากของเสียจากถ่านหิน เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริง จะเห็นถึงความชัดเจนอย่างหนึ่งคือ แต่ละส่วนของห่วงโซ่ดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหายที่ไม่อาจทดแทนต่อโลกของเรารวมทั้งสุขภาพของผู้คน การทำเหมืองถ่านหิน  การทำเหมืองถ่านหินก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ อย่างกว้างขวางไม่ว่าจะเป็นการทำลายป่า การพังทลายของดิน การขาดแคลนน้ำ และปัญหามลภาวะ ไฟถ่านหินจากการสันดาปที่เกิดขึ้นเอง และการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การขุดเจาะดินบริเวณกว้างทำให้ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ ทำให้ระดับน้ำใต้ดินลดลง สร้างกากของเสียขนาดใหญ่รอบชุมชนข้างเคียงและมีอนุภาคฝุ่นขนาดเล็กมากและเศษซากปรักหักพังตามมา การทำเหมืองแร่ยังนำไปสู่การสูญเสียความอุดมสมบูรณ์ของดิน อันเนื่องมาจากการพังทะลายของดิน และไหลลงไปสู่แหล่งน้ำบริเวณใกล้เคียง ทำให้อุดตันและสร้างปัญหาแหล่งน้ำติ้นเขินและคร่าชีวิตสัตว์น้ำ นอกจากนี้การทำเหมืองถ่านหินยังทำลายชีวิตของคนงานได้อย่างรวดเร็วจากอุบัติเหตุ หรืออาจค่อยๆ คร่าชีวิตของคนงานด้วยโรคฝุ่นจับปอด ไม่เพียงเท่านี้ การทำเหมืองแร่ยังทำให้ชุมชนทั้งชุมชนต้องย้ายถิ่นฐาน อันเนื่องมาจากไฟถ่านหินที่เกิดการสันดาปขึ้นเอง ดินถล่มและการปนเปื้อนของแหล่งน้ำ การเผาไหม้ถ่านหิน การเผาไหม้ถ่านหินก่อให้เกิดการทำลายตามมาในลักษณะเดียวกันกับการทำเหมืองถ่านหิน น้ำปริมาณมหาศาลที่ต้องใช้ในการ ”ชะล้าง” ถ่านหิน และรักษาการระบายความร้อนของโรงไฟฟ้าก่อให้เกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำในหลายพื้นที่ สารมลพิษที่ระบายจากปล่องเป็นอันตรายต่อสุขภาพของประชาชนและอนุภาคของฝุ่นที่มีความละเอียดสูงยังเป็นสาเหตุหลักของโรคปอด สารปรอทเป็นอันตรายต่อพัฒนาการของระบบประสาทในเด็กและทารกในครรภ์ และโรงไฟฟ้าถ่านหินยังเป็นแหล่งปลดปล่อยมลพิษที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ไม่ว่าจะเป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ออกไซด์ของไนโตรเจน และก๊าซมีเทน ก๊าซเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นสาเหตุให้เกิดปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ แต่ยังก่อให้เกิดปัญหาฝนกรดและหมอกควันพิษอีกด้วย มรดกพิษของถ่านหิน ปัญหาที่มีสาเหตุมาจากถ่านหินไม่ได้สิ้นสุดเมื่อถ่านหินนั้นถูกเผาเท่านั้น ปลายสุดของห่วงโซ่คือกากของเสียจากการเผาไหม้ถ่านหิน(Coal Combustion Waste-CCW)เหมืองถ่านหินร้าง […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings