การเดินทางของถ่านหิน นับตั้งแต่การเป็นแร่ธาตุในดิน ไปจนถึงการเป็นกากของเสียนั้น ในที่นี่จะเรียกว่า ห่วงโซ่ของผลกระทบจากถ่านหิน โดยประกอบไปด้วยจุดเชื่อมต่อสำคัญสามจุด ได้แก่ การทำเหมืองถ่านหิน การเผาไหม้ถ่านหิน และการกำจัดกากของเสียจากถ่านหิน เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริง จะเห็นถึงความชัดเจนอย่างหนึ่งคือ แต่ละส่วนของห่วงโซ่ดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหายที่ไม่อาจทดแทนต่อโลกของเรารวมทั้งสุขภาพของผู้คน

การทำเหมืองถ่านหิน 

การทำเหมืองถ่านหินก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ อย่างกว้างขวางไม่ว่าจะเป็นการทำลายป่า การพังทลายของดิน การขาดแคลนน้ำ และปัญหามลภาวะ ไฟถ่านหินจากการสันดาปที่เกิดขึ้นเอง และการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การขุดเจาะดินบริเวณกว้างทำให้ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ ทำให้ระดับน้ำใต้ดินลดลง สร้างกากของเสียขนาดใหญ่รอบชุมชนข้างเคียงและมีอนุภาคฝุ่นขนาดเล็กมากและเศษซากปรักหักพังตามมา การทำเหมืองแร่ยังนำไปสู่การสูญเสียความอุดมสมบูรณ์ของดิน อันเนื่องมาจากการพังทะลายของดิน และไหลลงไปสู่แหล่งน้ำบริเวณใกล้เคียง ทำให้อุดตันและสร้างปัญหาแหล่งน้ำติ้นเขินและคร่าชีวิตสัตว์น้ำ นอกจากนี้การทำเหมืองถ่านหินยังทำลายชีวิตของคนงานได้อย่างรวดเร็วจากอุบัติเหตุ หรืออาจค่อยๆ คร่าชีวิตของคนงานด้วยโรคฝุ่นจับปอด ไม่เพียงเท่านี้ การทำเหมืองแร่ยังทำให้ชุมชนทั้งชุมชนต้องย้ายถิ่นฐาน อันเนื่องมาจากไฟถ่านหินที่เกิดการสันดาปขึ้นเอง ดินถล่มและการปนเปื้อนของแหล่งน้ำ

การเผาไหม้ถ่านหิน

การเผาไหม้ถ่านหินก่อให้เกิดการทำลายตามมาในลักษณะเดียวกันกับการทำเหมืองถ่านหิน น้ำปริมาณมหาศาลที่ต้องใช้ในการ ”ชะล้าง” ถ่านหิน และรักษาการระบายความร้อนของโรงไฟฟ้าก่อให้เกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำในหลายพื้นที่ สารมลพิษที่ระบายจากปล่องเป็นอันตรายต่อสุขภาพของประชาชนและอนุภาคของฝุ่นที่มีความละเอียดสูงยังเป็นสาเหตุหลักของโรคปอด สารปรอทเป็นอันตรายต่อพัฒนาการของระบบประสาทในเด็กและทารกในครรภ์ และโรงไฟฟ้าถ่านหินยังเป็นแหล่งปลดปล่อยมลพิษที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ไม่ว่าจะเป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ออกไซด์ของไนโตรเจน และก๊าซมีเทน ก๊าซเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นสาเหตุให้เกิดปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ แต่ยังก่อให้เกิดปัญหาฝนกรดและหมอกควันพิษอีกด้วย

มรดกพิษของถ่านหิน

ปัญหาที่มีสาเหตุมาจากถ่านหินไม่ได้สิ้นสุดเมื่อถ่านหินนั้นถูกเผาเท่านั้น ปลายสุดของห่วงโซ่คือกากของเสียจากการเผาไหม้ถ่านหิน(Coal Combustion Waste-CCW)เหมืองถ่านหินร้าง ชุมชนที่ได้รับความเสียหาย ตลอดจนภูมิทัศน์ที่ถูกทำลายอย่างยับเยิน กากของเสียจากการเผาไหม้ถ่านหิน มีความเป็นพิษและประกอบไปด้วยตะกั่ว สารหนูและแคดเมียมที่ก่อให้เกิดพิษ โรคปอดและมะเร็งตามลำดับ น้ำทิ้งจากเหมืองถ่านหิน(Acid Mine Drainage: AMD)ทำลายดินและทำให้น้ำไม่ปลอดภัยสำหรับอุปโภคบริโภค เหมืองถ่านหินที่ถล่มลงทำให้ดินยุบตัวทำให้เกิดความเสียหายด้านโครงสร้างแก่อาคารบ้านเรือน และโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ อาทิ ทางหลวง อาคารและสะพาน ความพยายามในการบรรเทาความเสียหายที่เกิดขึ้นในปัจจุบันยังมีไม่เพียงพอ นอกจากนี้ “การฟื้นฟูพื้นที่” ยังไม่ได้รับการเยียวยา ชุมชนที่ประสบปัญหาสารพิษก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข

จุดเชื่อมต่อทุกจุดของห่วงโซ่มีส่วนทำให้เกิดความเสียหายโดยรวมที่เกิดจากถ่านหินในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป ความเสียหายดังกล่าวเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงและมีแนวโน้มจะแย่ลงไปเรื่อยๆ ในอนาคต หากยังไม่มีการดำเนินการแก้ไขใดๆ นอกจากนี้ปัญหาทุกอย่างยังเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนจริงของถ่านหิน

—————-

จาก ต้นทุนจริงของถ่านหิน : ผู้คนและโลกต้องจ่ายให้กับเชืิ้อเพลิงที่สกปรกที่สุดในโลกอย่างไร

จัดพิมพ์ภาษาไทยโดยกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

คณะผู้เขียน: ดร.อีเรก้า เจอร์บาย, มาไรกา บริทเทน, ไอริช เชง, มาร์ธา คาเมียสกา, เออร์เนส มีแซค, วิคเตอร์ มุนนิค, จายาชรี นานดี, ซารา เพนนิงตัน, เอมิลี โรชอน, นีนา ชลูลซ์, นาฮิญา ชาฮับ, จูเลียน วินเซนต์และเมง ไว เรียบเรียงโดย: รีเบคกา ชอต แอนด์เดอะไรเตอร์

บรรณาธิการแปลและเรียบเรียงภาคภาษาไทย : ธารา บัวคำศรี

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading