Taragraphies — Header Component

การสำรวจความคิดเห็นประชาชนเรื่องพลาสติกโดย IPSOS พ.ศ.2562

ผลจากการสำรวจความคิดเห็นที่ทำโดย IPSOS ในปี พ.ศ.2562 ซึ่งพิจารณาถึงทัศนคติของผู้บริโภคที่มีต่อบรรจุภัณฑ์และพลาสติกใช้แล้วทิ้ง ผลสำรวจเห็นได้ชัดเจนว่า 70-80% ของผู้ตอบแบบสอบถามต้องการให้ปฏิบัติการยกเลิก(ban)พลาสติกใช้แล้วทิ้งให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้และบังคับให้ผู้ผลิตขยายความรับผิดชอบต่อค่าใช้จ่ายในการรีไซเคิล IPSOS ทำการสำรวจความคิดเห็นประชากรอายุต่ำกว่า 75 ปี จำนวน 19,515 คน ใน 28 ประเทศ ผ่านช่องทางออนไลน์ ระหว่างวันที่ 26 กรกฎาคมถึงสิงหาคม พ.ศ.2562) ที่มา : https://carbontracker.org/reports/the-futures-not-in-plastics/full-report/

ยกเลิกการใช้พีวีซี ทางออกคือการผลิตที่สะอาด

สิ่งที่อุตสาหกรรมพีวีซีอยากให้เราเชื่อคือผลิตภัณฑ์ของเขาจำเป็นสำหรับสังคมยุคใหม่ซึ่งมีการใช้พลาสติกพีวีซีทุกหนทุกแห่ง ทั้งนี้ไม่ใช้เพราะผลิตภัณฑ์นั้นมีคุณภาพมากกว่าแต่มันสามารถใช้ทดแทนวัสดุที่เราเคยใช้ในราคาที่ถูกกว่าเท่านั้น แต่หากมองลึกเข้าไปถึงมูลค่าแท้จริงที่จะต้องจ่าย มากกว่าแค่ราคาที่ต้องจ่ายตอนซื้อผลิตภัณฑ์พีวีซี เราจะพบว่ามูลค่าที่แท้จริงของวัสดุธรรมชาติที่เราเคยใช้นั้นจะถูกกว่าในระยะยาว บริษัท องค์กรท้องถิ่น และสถาบันที่มีวิสัยทัศน์ที่ก้าวหน้า ได้ตระหนักมากขึ้นถึงผลกระทบที่จะเกิดจากการใช้พีวีซี และองค์กรเหล่านั้นจำนวนมากได้เริ่มปฎิบัติการในทางปฏิบัติ ในปี 2530 หลังจากมีการทำประชาพิจารณ์ คณะกรรมการเมือง Bielefeld ในเยอรมนี ได้ประกาศห้ามใช้พีวีซีในอาคารสาธารณะ ทั้งนี้หลังจากเกิดเหตุเพลิงไหม้ในอาคารสนามโบว์ลิ่งและเกิดเถ้าสารพิษไดออกซินออกมาจำนวนมาก ซึ่งต่อมีการสรุปว่าไดออกซินที่เกิดขึ้นเกิดจากเฟอร์นิเจอร์และสายไฟพีวีซีในอาคารนั่นเอง สองปีต่อมา เมืองBielefeld มีการใช้วัสดุทดแทนพีวีซีมากถึง 90 ร้อยละในภาคก่อสร้าง ทำให้เมืองและองค์กรท้องถิ่นมากกว่า 60 แห่งในเยอรมนีดำเนินตามประสบการณ์ของ Bielefeld หากจะมีสิ่งที่น่าเสียใจสำหรับองค์กรท้องถิ่นใน Bielefeld สิ่งเดียวก็คือน่าจะทำเร็วกว่านี้ ไม่ใช่เรื่องที่มีการกล่าววอ้างว่าการใช้วัสดุทดแทนนั้นแพงกว่าและทำได้ยากกว่า การรณรงค์หาทางเลือกแทนการใช้พีวีซีได้ลดกระแสการโฆษณาว่าพีวีซีมีคุณภาพดีกว่าและประหยัดค่าใช้จ่ายการซ่อมมากกว่าลงไป ปัจจุบันมีองค์กรท้องถิ่นกว่า 60 แห่งในเยอรมันที่ประกาศยกเลิกการใช้พีวีซีในอาคาร ในปี 2533 รัฐบาลสวีเดนได้ทำข้อตกลงกับอุตสาหกรรมที่จะให้มีการห้ามใช้พีวีซีในการบรรจุอาหารและเครื่องดื่มโดยสมัครใจ ทำให้การใช้พีวีซีในงานบรรจุภัณฑ์จะลดลงบ้างแต่ก็ยังไม่ทั้งหมด ปี 2534 ในสวิสเซอร์แลนด์ ได้มีการประกาศห้ามใช้วัสดุที่ไม่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้อีกในการบรรจุอาหาร ซึ่งทำให้พีวีซีถูกห้ามใช้ ในเยอรมนี เครือข่ายห้างค้าปลีก Tengelman ได้ตัดสินที่จะเลิกใช้พีวีซีท่ามกลางแรงกดดันของอุตสาหกรรมพีวีซีที่เรียกร้องให้มีการทบทวนนโยบายนี้เสีย บรรจุภัณฑ์พีวีซีส่วนใหญ่ถูกแทนที่ด้วยบรรจุภัณฑ์ที่ทำมาจากพีพี (Polypropylene) ในออสเตรีย สองในเก้ารัฐได้ประกาศห้ามใช้พีวีซีในอาคารสาธารณะ และเมืองหลวงของภูมิภาคสามแห่งได้ประกาศห้ามใช้พีวีซี ในกรุงเวียนนา […]

จากปาปีรัส(Papyrus) สู่กระดาษ(Paper)

วัสดุลักษณะคล้ายคลึงกับกระดาษ เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์เก่าแก่ที่สุดจากยุคอารยธรรมอันเจริญรุ่งเรือง  กระดาษเป็นสื่อเครื่องมือยุคแรกในการบันทึกความรู้  ความคิด และถ่ายทอดส่งต่อระหว่างบุคคล  วัฒนธรรม จากคนรุ่นหนึ่งไปสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง กระดาษและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง เช่น กระดาษแข็ง ผลิตจากส่วนประกอบเส้นใยเซลลูโลสของพืช  คำว่า “เปเปอร์“ ( Paper) มาจากภาษาอียิปต์โบราณว่า ปาปีรัส ( Papyrus) หมายถึง พืชน้ำจำพวกต้นอ้อ ต้นกก ซึ่งเคยใช้ทำกระดาษด้วยการแผ่ลำต้นออกแช่น้ำ เรียงสลับเป็นชั้นๆ รูปกากบาท  จากนั้นนำมาทุบเป็นแผ่นหยาบๆ แล้วตีแรงๆ เป็นแผ่นยาวจนสำเร็จจึงม้วนเก็บรวมไว้ด้วยกัน ปาปีรัสและแผ่นหนังซึ่งทำอย่างปราณีตจากหนังสัตว์ (ลูกวัวหรือลูกแกะ) มีความเหนียวมากเป็นวัสดุสำหรับใช้เขียนเพียงชนิดเดียวในยุโรปตะวันตก  จวบจนถึงศตวรรษที่ 12  ชาว Moors ในสเปนนำวิธีการทำกระดาษของจีนเข้าสู่ยุโรปโดยใช้วัสดุจากพืชชนิดอื่น เช่น ไม้ไผ่  ป่าน  ฟางข้าว  และปอกระเจา จากประดิษฐกรรมด้านข่าวสารการพิมพ์  และการเพิ่มขึ้นของการอ่านออกเขียนได้ในศตวรรษถัดมา  ส่งผลให้ความต้องการกระดาษเพิ่มสูงขึ้นเกินกว่าการตอบสนองของลินินและเส้นใยจากหญ้า  และ “ภาวะกระดาษขาดแคลน”  เริ่มคุกคามการค้าการพาณิชย์เป็นระยะๆ ช่วงกลางศตวรรษที่ 19  การคิดค้นกระบวนการทำกระดาษจากไม้  ไม่เพียงแก้ไขปัญหาการผลิตสินค้าให้เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภคได้เท่านั้น  แต่เป็นการสร้างตลาดใหม่ ๆ ที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ไม้อีกด้วย ปัจจุบันนี้ผลิตภัณฑ์กระดาษถูกมองว่าเป็นของธรรมดาสามัญประเภทหนึ่ง […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings