Taragraphies — Header Component

พายุหมุนแฝดในมหาสมุทรอินเดีย

พายุหมุนเขตร้อนคู่หนึ่งซึ่งอยู่คนละด้านของเส้นศูนย์สูตรปรากฏต่อดาวเทียมที่เคลื่อนผ่านมหาสมุทรอินเดีย เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2565 เครื่องมือ Visible Infrared Imaging Radiometer Suite (VIIRS) ที่มองเห็นได้บนดาวเทียม NOAA-20 จับภาพพายุหมุนเมื่อเวลา 12:55 น. เวลาท้องถิ่น (07:55 เวลาสากล) พายุไซโคลนแฝดกำลังหมุนจากเส้นศูนย์สูตรเป็นระยะทางใกล้เคียงกัน แต่ในทิศทางตรงกันข้าม ลมของพายุไซโคลนหมุนทวนเข็มนาฬิกาในซีกโลกเหนือ แต่ทวนเข็มนาฬิกาในซีกโลกใต้เนื่องจากปรากฏการณ์โคริโอลิส ซึ่งเป็นแรงที่ขับเคลื่อนโดยการหมุนรอบของโลกซึ่งเบี่ยงเบนลมที่พัดผ่านในทิศทางเดียวในซีกโลกเหนือและไปในทิศทางตรงกันข้ามในซีกโลกใต้ ในมหาสมุทรอินเดียตอนเหนือ พายุหมุนเขตร้อนอาซานีเคลื่อนตัวไปทางตะวันตกเฉียงเหนือเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม และมีลมพัดแรงสูงสุดที่ 100-110 กิโลเมตรต่อชั่วโมงขณะที่เคลื่อนผ่านอ่าวเบงกอล นักพยากรณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยาอินเดีย (IMD) คาดว่าอาซานีจะอ่อนกำลังลงเมื่อเข้าใกล้อินเดียตอนใต้และโค้งไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้พายุนอกชายฝั่งตามแนวชายฝั่งรัฐอานธรประเทศ-โอริสสาในอีกไม่กี่วันข้างหน้า IMD เรียกร้องให้ระงับการทำประมงทั้งหมดในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ฝนตกหนักเป็นภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุดบนแผ่นดิน ทางใต้ของเส้นศูนย์สูตร พายุหมุนเขตร้อนการิมกำลังเคลื่อนเข้าสู่ทะเลเปิดทางตะวันตกของออสเตรเลีย ศูนย์เตือนภัยไต้ฝุ่นร่วมของสหรัฐฯ คาดว่าพายุจะพัดเข้าระดับเทียบเท่ากับพายุเฮอริเคนระดับ 1 โดยคาดว่าการมจะอ่อนกำลังลงอย่างรวดเร็วเนื่องจากจะมีแรงเฉือนสูงในอีกไม่กี่วันข้างหน้า พายุไม่เป็นภัยคุกคามต่อศูนย์กลางประชากรหลัก แม้ว่าจะส่งผลกระทบต่อหมู่เกาะโคโคส ซึ่งเป็นกลุ่มหมู่เกาะปะการังที่มีประชากร 600 คน ความปั่นป่วนในเขตร้อนที่เคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันออกที่เรียกว่า Madden-Julian Oscillation ช่วยกระตุ้นพลังให้กับพายุแฝดตามรายงานจาก The […]

ทำไมแผนการยุติการลงทุนถ่านหินของ ปธน. สี จึงเป็นเรื่องใหญ่

เมื่อจีนออกไปแล้ว การลงทุนในโครงการถ่านหินทั่วโลกก็เหลือเพียงเล็กน้อย แปลเรียบเรียงจาก https://foreignpolicy.com/2021/09/28/china-xi-jinping-coal-pledge-unga-clean-energy-developing-countries/ เขียนโดย Lauri Myllyvirta นักวิเคราะห์ของ the Centre for Research on Energy and Clean Air วันที่ 28 กันยายน 2564 ในเดือนกันยายน 2564 ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีจีน สี จิ้นผิง ประกาศในที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติว่า “จีน … จะไม่สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่ในต่างประเทศอีกต่อไป” นโยบายใหม่สำหรับเงินกู้ด้านพลังงานในต่างประเทศของปักกิ่งได้รับการคาดหวังมาเป็นเวลาหลายเดือนแล้ว แต่คำแถลงของ Xi ยังคงน่าประหลาดใจในความตรงไปตรงมาและขอบเขต ปัจจุบัน จีนร่วมกับเกาหลีใต้และญี่ปุ่น ในฐานะกลุ่มประเทศที่ยังคงให้ทุนสนับสนุนโรงไฟฟ้าถ่านหินในต่างประเทศ ซึ่งเพิ่งให้คำมั่นที่จะยุติการจัดหาเงินทุนสาธารณะสำหรับโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่ ท่าทีใหม่ของปักกิ่งจะทำให้ประเทศต่างๆ ที่ยังคงวางแผนสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่และพึ่งพาการเงินระหว่างประเทศ เช่น อินโดนีเซีย เวียดนาม ปากีสถาน ซิมบับเว และตุรกี คิดทบทวนแผนพัฒนาพลังงานของตนอย่างจริงจัง และขณะนี้ ทั้งจีนและสหรัฐอเมริกาต่างให้คำมั่นว่าจะสนับสนุนพลังงานสีเขียวในประเทศกำลังพัฒนา ความเคลื่อนไหวดังกล่าวยังเป็นจุดเริ่มต้นของการแข่งขันเพื่อสร้างพลังงานสะอาดอีกด้วย ข้อตกลงนี้ใหญ่แค่ไหน? เป็นเวลากว่าทศวรรษแล้วที่จีนเป็นผู้สนับสนุนโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินรายใหญ่ที่สุดที่ต้องพึ่งพาการจัดหาเงินทุนระหว่างประเทศ ตั้งแต่ปี 2010 […]

อัพเดทสถานการณ์ถ่านหินโลก

https://endcoal.org/2020/03/coalwire-314-march-19-2020/ เมื่อผลกระทบระดับโลกจากการแพร่ระบาดโคโรนาไวรัสหยั่งลงลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น ผลกระทบทางอ้อมต่ออุตสาหกรรมถ่านหินและระบบแหล่งพลังงานในภาพกว้างนั้นมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น ใน ออสเตรเลีย มีการยกเลิกการขายถ่านหินเพื่อส่งออกรายใหญ่ ในอินเดีย คาดกันว่าไวรัสจะส่งผลให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจลดลงและชะลอโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่ รวมถึงโครงการพลังงานหมุนเวียน ความกังวลในเรื่องการระบาดของไวรัสอาจส่งผลกระทบต่อลูกเรือที่ทำงานบนเรือเดินสมุทรขนส่งสินค้า การท่าเรือของอินเดียและจีนต้องกักกันเรือขนส่งถ่านหินของอินโดนีเซีย รัฐมนตรีพลังงานและทรัพยากรแร่ของอินโดนีเซีย หยิบยกถึงกรณีผู้พัฒนาโครงการดรงไฟฟ้าถ่านหิน 6 โครงการได้ประกาศเหตุสุดวิสัย (force majeure) อันเนื่องมาจากผลกระทบจากมาตรการจำกัดการระบาดของโคโรนาไวรัส ขณะที่วิกฤตโคโรนาไวรัสเป็นข่าวใหญ่ทั่วโลก ยังมีการพัฒนาที่สำคัญในภาคพลังงานที่ควรจะกล่าวไว้ในที่นี้ รายงานล่าสุดจาก Carbon Tracker Initiative ประมาณว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินมีความไม่คุ้มทุนเพิ่มขึ้นในตลาดหลักที่มีการใช้ถ่านหิน เช่น จีน อินเดีย สหรัฐอเมริกา และยุโรป โดยที่ระบบพลังงานหมุนเวียนได้ตัดราคาทั้งโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ดำเนินการอยู่และที่สร้างขึ้นใหม่ ใน โคโซโว บริษัทได้ยกเลิกโครงการโรงไฟฟ้าลิกไนต์ 500 เมกะวัตต์ (MW) ใน เกาหลีใต้ พรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาลเผยโฉมเวทีการเลือกตั้งที่มีเรื่องของการยุติความช่วยเหลือทางการเงินต่อโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินต่างประเทศเข้าไปด้วย เหมืองถ่านหินและหน่วยงานด้านพลังงานในโปแลนด์ ออสเตรเลีย และ ไต้หวัน กำลังเผชิญกับความท้าทายทางกฎหมาย ในสหรัฐอเมริกา บริษัทถ่านหินและผู้ดำเนินการท่าเรือพยายามหาทางกลับลำการยกเลิกการขนส่งและการจัดเก็บถ่านหินของสภาเมือง Richmond

ปฏิบัติการกู้วิกฤตสภาพภูมิอากาศและความหวัง

ธารา บัวคำศรี แม้การถอนตัวของสหรัฐอเมริกาจากความตกลงปารีสจะมีผลสะเทือนไปทั่วโลก แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความมุ่งมั่นของประชาคมโลกลดทอนไป ประเทศต่างๆ ทั่วโลกต่างยืนยันต่อคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้อย่างแข็งขันในการปฏิบัติการเพื่อควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกให้ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียสและมุ่งพยายามควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส (เมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม) ผลสะเทือนสำคัญที่กำลังจะเกิดขึ้นนั้นเป็นข้อตกลงระหว่างสหภาพยุโรปและจีนที่เน้นถึงความมุ่งมั่นมากขึ้นภายใต้ความตกลงปารีส เรียกว่าเป็นการตลบหลังสหรัฐอเมริกาหลังจากการประกาศ ของประธานาธิบดีทรัมป์ก็ว่าได้ บิล แฮร์(Bill Hare) นักวิทยาศาสตร์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่มีประสบการณ์อย่างลึกซึ้ง กว้างขวางและยาวนานได้วิเคราะห์ประเด็นสำคัญต่อเรื่องนี้ไว้ดังนี้ สหรัฐอเมริกาไม่เคยเรียนรู้ความผิดพลาดของตนเองในอดีต การประกาศถอนตัวจากความตกลงปารีสของประธานาธิบดีทรัมป์ในวันที่ 2 มิถุนายน มีความละม้ายคล้ายคลึงกับที่อดีตประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช ประกาศไม่ลงสัตยาบัน ในพิธีสารเกียวโตในปี พ.ศ.2548 จากการกดดันของกลุ่มผลประโยชน์อุตสาหกรรม เชื้อเพลิงฟอสซิลโดยเฉพาะ อย่างยิ่งเอ็กซอน(Exxon) บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ ถึงแม้ว่าพิธีสารเกียวโตจะไม่ใช่คำตอบสุดท้ายในการปฏิบัติการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และไม่ได้บรรลุเป้าหมายเต็มศักยภาพอันเป็นผลมาจากการที่สหรัฐอเมริกาไม่เข้าร่วม แต่บรรดาประเทศต่างๆ ที่เข้าร่วมอย่างแข็งขันเพื่อทำให้เป็นไปตามเจตนารมย์ของ พิธีสารเกียวโตนั้นไม่เพียงแต่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ แต่ยังอยู่ในสถานะที่ดีกว่ามากในการใช้ประโยชน์จากกลไกของพิธีสารในการเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ตัวอย่างที่ชัดเจนคือกรอบนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เป็นตัวบทกฎหมายของสหภาพยุโรปนั้นมีลักษณะที่ครอบคลุมและรอบด้านมากที่สุดในโลก สหภาพยุโรปมีเครื่องมือและกลไกทุกอย่างที่จำเป็นในการลดโลกร้อนอย่างมุ่งมั่นมากขึ้น ส่วนจีน เกาหลีใต้ เม็กซิโก ชิลีและประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ รวมถึงไทย มีระบบการซื้อขายใบอนุญาตการปล่อยก๊าซเรือนกระจก(emissions-trading systems) เป็นเครื่องมือสร้างแรงจูงใจในการลดก๊าซเรือนกระจกที่คุ้มค่าในอนาคต สหรัฐอเมริกาอาจถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง Bill Hare มองว่า ทั้งจีนกับอินเดียกำลังคว้าอนาคตไว้ […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings