Taragraphies — Header Component

ภาพลวงตานิวเคลียร์ : ทำไมเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) จะไม่สามารถกอบกู้พลังงานนิวเคลียร์ได้

เรียบเรียงจาก https://www.theenergymix.com/the-nuclear-mirage-why-small-modular-reactors-wont-save-nuclear-power/ เขียนโดย Arnie Gundersen อดีตผู้บริหารอุตสาหกรรมนิวเคลียร์และหัวหน้าวิศวกรที่ Fairewinds Energy Education ไม่ว่าคุณจะหันไปทางไหน เครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อของอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ก็กำลังทำงานอย่างหนัก ศูนย์นโยบายพลังงานโลกของมหาวิทยาลัยโคลัมเบียเรียกร้องให้มีการฟื้นฟูพลังงานนิวเคลียร์ด้วย “ความเร็วสูง” ขณะที่ Goldman Sachs, Microsoft และรัฐบาลสหราชอาณาจักรต่างก็ยกย่องเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบแยกส่วน (SMR) ว่าเป็นยาวิเศษสำหรับรับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศและความมั่นคงด้านพลังงาน มหาเศรษฐีด้านเทคโนโลยีต่างพากันจ้างผู้เชี่ยวชาญด้านนิวเคลียร์ และวอลล์สตรีทก็กำลังพูดถึง “พลังงานตลอด 24 ชั่วโมง” สำหรับศูนย์ข้อมูลปัญญาประดิษฐ์ (AI) รัฐบาลสหราชอาณาจักรทุ่มเงินหลายพันล้านเพื่อ “มินินิวเคลียร์” เพื่อเติมเต็มช่องว่างด้านพลังงานที่กำลังจะเกิดขึ้น สำหรับคนที่มีอายุมากพอที่จะจำได้ เรื่องนี้คงฟังดูคุ้นหู ส่วนคนที่ไม่คุ้นหู ขอให้ตั้งใจฟัง ผมใช้เวลามากกว่า 50 ปีในอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ ได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งรองประธานอาวุโสและบริหารโครงการที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 70 แห่ง ผมมีสิทธิบัตรด้านความปลอดภัยนิวเคลียร์และเป็นผู้ร่วมเขียนบทความที่ผ่านการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ 3 ฉบับเกี่ยวกับการแพร่กระจายของรังสีหลังจากการหลอมละลายของแกนปฏิกรณ์ ผมเคยเชื่อในความฝันนี้ ผมเคยช่วยสร้างความฝันนี้ และเมื่อได้เห็นการแสดงฉากที่สามนี้ ผมก็ได้แต่ส่ายหน้ากับความรู้สึกที่เหมือนเคยเกิดขึ้นมาก่อน เพราะสิ่งที่อุตสาหกรรมนิวเคลียร์กำลังนำเสนอไม่ใช่การปฏิวัติ แต่เป็นการฉายซ้ำ—เป็นสิ่งที่ทำให้ไขว้เขวที่มีราคาแพงและเบี่ยงเบนไปจากทางแก้ปัญหาด้านสภาพภูมิอากาศที่แท้จริง SMR คืออะไรกันแน่? เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบแยกส่วน (SMR) คือความฝันใหม่ที่ดูดีของอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ ซึ่งเป็นความหวังมากกว่ากลยุทธ์ […]

แรร์เอิร์ท – เฉดแห่งสีเทา

เมื่อเดือนธันวาคม 2015 ณ กรุงปารีส มีการบรรลุข้อตกลงครั้งประวัติศาสตร์ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางยาวไกลในการลดการปล่อยคาร์บอนจากการเติบโตทางเศรษฐกิจของโลก โดยมีนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีพลังงานสะอาด ระบบกักเก็บพลังงาน และการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการปฏิวัติ “สะอาด เขียว และชาญฉลาด” ที่กำลังจะมาถึง อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาลึกลงไปถึงเทคโนโลยีพื้นฐานเหล่านี้ กลับพบปัญหาร้ายแรงที่มักถูกมองข้าม นั่นคือ แร่หายาก (rare earths) กลุ่มธาตุ 17 ชนิดที่มักถูกขนานนามว่า “วิตามินของอุตสาหกรรม” อาจกลายเป็นคอขวดสำคัญของการปฏิวัติสีเขียวและอัจฉริยะเหล่านี้ จากกังหันลมนอกชายฝั่ง ไปจนถึงสมาร์ตโฟนรุ่นล่าสุดของ Apple หรือ Xiaomi ล้วนมีแร่หายากฝังอยู่ในเทคโนโลยีพลังงานสะอาดและอุปกรณ์อัจฉริยะต่าง ๆ แร่หายากจึงเป็นส่วนสำคัญของอนาคตที่ปราศจากฟอสซิล ชาญฉลาด และเป็นมิตรต่อสภาพภูมิอากาศ อนาคตที่มีคาร์บอนต่ำไม่อาจเกิดขึ้นได้หากปราศจากเทคโนโลยีเหล่านี้ และในปัจจุบัน เทคโนโลยีเหล่านี้ยังคงไม่สามารถทำงานได้หากไม่มีแร่หายาก ในช่วงที่จีนครองความเป็นผู้นำสูงสุดเมื่อปี 2010 ประเทศนี้ครองสัดส่วนตลาดแร่หายากโลกถึง 92% กล่าวได้ว่า จีนในฐานะประเทศผู้ส่งออกหลักมาตั้งแต่กลางทศวรรษ 1990 ต้องแบกรับต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมจากการทำเหมืองและการสกัดแร่หายากอย่างไร้การควบคุมและได้ผลตอบแทนต่ำ ตัวอย่างเช่น บ่อกากแร่หายากกัมมันตรังสีในเมืองเป่าตู เขตมองโกเลียในของจีน ซึ่งส่งผลกระทบถึงขั้นทำให้หมู่บ้านใกล้เคียงกลายเป็น “หมู่บ้านมรณะ” และบางคนถึงกับเตือนว่า นี่คือระเบิดเวลาที่อาจสร้างหายนะให้กับแม่น้ำเหลืองซึ่งอยู่ห่างออกไปเพียง 10 กิโลเมตร […]

บทเรียนจากไฟดับครั้งใหญ่ในยุโรป

เรียบเรียงจาก https://es.greenpeace.org/es/noticias/el-gran-apagon-la-seguridad-era-la-energia-y-mucho-mas/ เหตุการณ์ไฟดับใหญ่เมื่อวันจันทร์ที่ 28 เมษายนที่ผ่านมา ได้มอบบทเรียนและข้อคิดบางประการให้กับเรา แม้ว่างานฟื้นฟูและการสืบหาสาเหตุยังคงดำเนินอยู่ สิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้คือการแสดงความห่วงใยต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบทั้งในระดับไม่สะดวกสบายไปจนถึงขั้นรุนแรงในช่วงไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา และเราขอขอบคุณเจ้าหน้าที่กู้ภัยและทีมงานทุกคนที่ช่วยเหลือประชาชนและเร่งฟื้นฟูระบบไฟฟ้า พร้อมกันนี้ แม้จะยังต้องรอผลสอบสวนอย่างเป็นทางการ แต่ก็สามารถสรุปประเด็นเบื้องต้นบางประการได้ดังนี้: 1. นี่แหละคือความมั่นคง เราได้เห็นกับตาว่า “ความมั่นคง” ที่พูดถึงกันมากมายทุกวันนี้ แท้จริงแล้วเกี่ยวข้องกับความสามารถของโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและคมนาคมของเรา มากกว่าการซื้ออาวุธหรือกระสุน ทุกยูโรที่ลงทุนมีความหมาย และตอนนี้คือเวลาที่ต้องย้ำว่า “นโยบายป้องกันประเทศ” ที่ดีที่สุดคือระบบพลังงานที่เข้าถึงได้ กระจายศูนย์ และมาจากพลังงานหมุนเวียน ซึ่งไม่เพียงรับประกันการจ่ายไฟฟ้า แต่ยังช่วยหยุดยั้งวิกฤตภูมิอากาศ ซึ่งเป็นภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุดในยุคของเรา 2. ถึงเวลาแห่งพลังงานหมุนเวียน อีกหนึ่งบทเรียนที่เงียบแต่ชัดเจนจากไฟดับครั้งนี้คือ พลังงานหมุนเวียนคืออนาคตเดียวที่ปลอดภัย มีศักยภาพ และคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ย้อนกลับไปในช่วงไฟดับ แทนที่สเปนจะต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากฝรั่งเศสเหมือนอดีต กลับกลายเป็นว่าเรากำลัง “ส่งออกไฟฟ้า” ให้กับฝรั่งเศสและโปรตุเกส จากความแข็งแกร่งที่เพิ่มขึ้นของพลังงานหมุนเวียนในประเทศ ซึ่งตอนนี้กลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว ไฟดับครั้งนี้ควรเป็นแรงผลักให้เร่งการลดคาร์บอนในระบบพลังงาน ขยายพลังงานหมุนเวียน การผลิตไฟฟ้าใช้เอง ชุมชนพลังงาน และการจัดเก็บพลังงาน ยิ่งระบบยังคงพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลมากเท่าไร ก็ยิ่งเสี่ยงต่อภัยโลกร้อน ความหลากหลายทางชีวภาพ และความมั่นคงทางพลังงานมากขึ้น (อย่าลืมเหตุการณ์วางระเบิดท่อส่งก๊าซ Nordstream หรือความเปราะบางของการนำเข้าก๊าซจากเรือภายใต้ความเสี่ยงจากทรัมป์หรือปูติน) 3. ความล้มเหลวอีกครั้งของพลังงานนิวเคลียร์ เหตุการณ์นี้ได้เผยให้เห็นข้อบกพร่องร้ายแรงของพลังงานนิวเคลียร์ เวลาประมาณ 5 […]

วิกฤตสภาพภูมิอากาศ: รายได้เฉลี่ยทั่วโลกจะลดลงเกือบหนึ่งในห้าภายในปี 2050

งานวิจัยพบว่า ต้นทุนความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมจะสูงกว่าค่าใช้จ่ายในการจำกัดภาวะโลกร้อนที่ 2°C ถึงหกเท่า เรียบเรียงจาก https://www.theguardian.com/environment/2024/apr/17/climate-crisis-average-world-incomes-to-drop-by-nearly-a-fifth-by-2050?CMP=Share_iOSApp_Other รายได้เฉลี่ยจะลดลงเกือบ หนึ่งในห้า ภายใน 26 ปีข้างหน้า อันเป็นผลมาจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ตามผลการศึกษาที่คาดการณ์ว่า ต้นทุนความเสียหายจะสูงกว่าค่าใช้จ่ายในการจำกัดภาวะโลกร้อนให้อยู่ที่ 2°C ถึงหกเท่า งานวิจัยนี้ ซึ่งถือเป็นการวิเคราะห์ที่ครอบคลุมที่สุดในประเภทนี้ คาดการณ์ว่า อุณหภูมิที่สูงขึ้น ปริมาณน้ำฝนที่เพิ่มขึ้น และสภาพอากาศสุดขั้วที่รุนแรงและถี่ขึ้น จะก่อให้เกิดความเสียหายมูลค่า 38 ล้านล้านดอลลาร์ (ประมาณ 30 ล้านล้านปอนด์) ต่อปีภายในช่วงกลางศตวรรษ ผลการศึกษานี้ได้รับการเผยแพร่ในวารสาร Nature ผลกระทบที่รุนแรงนี้—ซึ่งสูงกว่าการประมาณการก่อนหน้านี้มาก—ได้ถูกกำหนดไว้แล้วในระบบเศรษฐกิจโลกสำหรับทศวรรษต่อๆ ไป อันเป็นผลมาจากปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมหาศาลที่ถูกปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศ จากการเผาไหม้ก๊าซ น้ำมัน ถ่านหิน และป่าไม้ สิ่งนี้จะก่อให้เกิดความสูญเสียอย่างหนักในเกือบทุกประเทศ โดยมีผลกระทบที่รุนแรงอย่างไม่สมส่วนต่อ ประเทศที่มีส่วนรับผิดชอบต่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศน้อยที่สุด ซึ่งจะยิ่งทำให้ ความเหลื่อมล้ำแย่ลงไปอีก งานวิจัยระบุว่า รายได้เฉลี่ยทั่วโลกจะลดลงอย่างถาวรถึง 19% ภายในปี 2049 ในสหรัฐอเมริกาและยุโรปรายได้จะลดลงประมาณ 11% ในแอฟริกาและเอเชียใต้ การลดลงจะอยู่ที่ 22% บางประเทศอาจได้รับผลกระทบหนักกว่านี้มาก “มันเป็นหายนะอย่างแท้จริง” […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings