รัฐบาลทรัมป์เร่งผลักดันการขายเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ให้ซาอุดีอาระเบีย — แต่ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?

เรียบเรียงจาก https://thebulletin.org/2019/04/the-trump-administration-is-eager-to-sell-nuclear-reactors-to-saudi-arabia-but-why/ เขียนโดย Aileen Murphy, M.V. Ramana | April 16, 2019 เจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐฯ ดูเหมือนกำลังผลักดันข้อตกลงขายโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ให้กับซาอุดีอาระเบีย เมื่อปลายเดือนมีนาคม 2562 สำนักข่าว Reuters รายงานว่า รัฐมนตรีพลังงาน ริก เพอร์รี ได้อนุมัติเอกสารลับ 6 ฉบับ ให้กับบริษัทต่าง ๆ เพื่อดำเนินงานเบื้องต้นเกี่ยวกับข้อตกลงนิวเคลียร์กับซาอุฯ โดยไม่ผ่านการตรวจสอบจากรัฐสภา รายงานของ Reuters อ้างอิงจากรายงานชั่วคราวของคณะกรรมาธิการตรวจสอบของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่ง ส.ส. เอลียาห์ คัมมิงส์ ประธานคณะกรรมาธิการฯ ได้เผยแพร่เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ โดยระบุว่ามีผู้เปิดโปงภายในเตือนว่า ทำเนียบขาวพยายามเร่งผลักดันการถ่ายโอนเทคโนโลยีนิวเคลียร์ให้กับราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบียอย่างเร่งด่วน ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากแสดงความกังวลเกี่ยวกับเงื่อนไขของข้อตกลงความร่วมมือด้านนิวเคลียร์ระหว่างสหรัฐฯ กับซาอุฯ ที่ดูเหมือนจะอยู่ระหว่างการเจรจา บางคนถึงกับหมดหวังกับแนวคิดในการถ่ายโอนเทคโนโลยีที่อ่อนไหวเช่นนี้ให้กับระบอบการปกครองที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสังหารนักข่าวชาวซาอุฯ ที่พำนักอยู่ในสหรัฐอย่างโหดเหี้ยม และยังเป็นผู้นำสงครามนองเลือดในเยเมน ซาอุดีอาระเบียพยายามให้เหตุผลต่อโครงการพลังงานนิวเคลียร์ของตนว่าเป็นแนวทางในการลดการพึ่งพาไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ทั้งจากความกังวลเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และจากเหตุผลทางเศรษฐกิจ ซึ่งทำให้ราชอาณาจักรสามารถขายน้ำมันและก๊าซในตลาดโลกได้มากขึ้น แทนที่จะใช้ทรัพยากรเหล่านั้นในการผลิตไฟฟ้าภายในประเทศ แต่สำหรับซาอุดีอาระเบียซึ่งมีแสงแดดแรงตลอดปี ทางเลือกที่ทั้งประหยัดและสมเหตุสมผลยิ่งกว่าคือพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งไม่ก่อให้เกิดการปล่อยคาร์บอน และสามารถลดการใช้ทรัพยากรน้ำมันและก๊าซภายในประเทศได้ อย่างไรก็ตาม […]

ยุโรปพึ่งพาก๊าซฟอสซิลจากรัสเซียแค่ไหน อย่างไร

แปลเรียบเรียงจาก Q&A | Europe’s Dependence on Russian Gas BY ANNE-SOPHIE CORBEAU https://www.energypolicy.columbia.edu/research/interview/qa-europe-s-dependence-russian-gas การรุกรานยูเครนของรัสเซียก่อให้เกิดวิกฤตพลังงานในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน สะท้อนให้เห็นจากการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ประเทศในยุโรปและสหรัฐอเมริกาตอบโต้ด้วยการคว่ำบาตรรัสเซียและเยอรมนีระงับการรับรองโครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติ Nord Stream 2 ความกังวลถึงขอบเขตของการพึ่งพารัสเซียในด้านพลังงานของยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับก๊าซฟอสซิล รวมถึงถ่านหินและน้ำมัน กำลังเพิ่มขึ้นเมื่อความขัดแย้งทวีความรุนแรงขึ้น Anne-Sophie Corbeau นักวิชาการด้านการวิจัยระดับโลกทำงานที่ Center on Global Energy Policy ได้ตอบคำถามเกี่ยวกับการพึ่งพารัสเซียของยุโรปนั้นลึกซึ้งอย่างไร และความสัมพันธ์ที่ไม่พึงประสงค์นี้พัฒนาขึ้นได้อย่างไร ยุโรปพึ่งพาก๊าซฟอสซิลจากรัสเซียแค่ไหน ในปี 2563 ยุโรป [1] รวมถึงตุรกีนำเข้าก๊าซฟอสซิลจากรัสเซียราว 185 พันล้านลูกบาศก์เมตร (bcm) : แบ่งเป็นจากท่อส่งก๊าซ 168 bcm และจากการนำเข้าก๊าซฟอสซิลเหลว(LNG) 17 bcm [2] คิดเป็น 36 เปอร์เซ็นต์ของความต้องการใช้ก๊าซฟอสซิลทั้งหมดของยุโรปซึ่งมีปริมาณ 512 bmc ในปี […]

Net Zero Emission : ถอดรหัสถ้อยแถลงของรัฐบาลไทยที่ COP26 กลาสโกว์

ในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2564 ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ขึ้นอ่านถ้อยแถลง ณ ที่ประชุมสุดยอดผู้นำโลก(World Leader Summit) ในเวที COP26 ที่เมืองกลาสโกว์ ที่มีตอนหนึ่งระบุว่า “…วันนี้ผมจึงมาพร้อมกับเจตนารมย์ในความท้าทายอย่างยิ่งว่า ประเทศไทยจะยกระดับการแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศอย่างเต็มที่ และด้วยทุกวิถีทาง เพื่อให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี ค.ศ.2050 และบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี ค.ศ.2065 และด้วยการสนับสนุนด้านการเงินและเทคโนโลยีอย่างเต็มที่และเท่าเทียม รวมถึงการเสริมสร้างขีดความสามารถจากความร่วมมือระหว่างประเทศ และกลไกภายใต้กรอบอนุสัญญาฯ ผมมั่นใจว่าประเทศไทยจะสามารถยกระดับ NDC ของเราขึ้นเป็น 40% ได้ ซึ่งจะทำให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิของไทยเป็นศูนย์ได้ภายในปี ค.ศ.2050…” ในที่นี้ เราจะถอดรหัสถ้อยแถลงข้างต้นที่กำกวมและขาดความชัดเจน เพื่อทำความเข้าใจต่อจุดยืนและบทบาทของประเทศไทยในเรื่องปฏิบัติการด้านสภาพภูมิอากาศ 40% : เป้าหมายใหม่ในแผนที่นำทางการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศปี 2564-2573 (NDC) มาจากไหน? ถ้อยแถลงของนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาอ้างถึงเป้าหมายใหม่ 40% ของแผนที่นำทางการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศปี 2564-2573 (Thailand’s Nationally Determined Contribution Roadmap on […]

พินิจปี 2563 สู่การฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและเป็นธรรมหลังโควิด-19

ปี 2563 เป็นปีหลากวิกฤต(crisis year) ทั้งโรคระบาดความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงทางสังคม และผลกระทบต่อเนื่องทบทวีคูณของวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ที่มาบรรจบกัน Covid-19 เผยให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำของโลกที่เราอาศัยอยู่ ขณะที่ “แนวทางตามปกติ(business as usual)” ถูกตั้งคำถาม บทความของคณะกรรมการเฉพาะกิจระหว่างรัฐบาลและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหลายฝ่ายว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพและบริการจากระบบนิเวศ (Intergovernmental Science-Policy Platform on Biodiversity and Ecosystem Services หรือ IPBES) เน้นย้ำว่า “โรคระบาดครั้งล่าสุดนี้เป็นผลพวงโดยตรงจากกิจกรรมของมนุษย์ภายใต้ระบบเศรษฐกิจและการเงินโลกที่ยึดถือการแสวงหากำไรและผลประโยชน์เฉพาะหน้าโดยไม่แคร์ว่าจะเกิดอะไรขึ้น” ในบริบทของวิกฤตสภาพภูมิอากาศ เราได้เห็นสภาวะอุณหภูมิสุดขั้วทั้งบนแผ่นดิน ในทะเล/มหาสมุทร และโดยเฉพาะในอาร์กติก เหตุการณ์ไฟป่าล้างผลาญภูมิทัศน์ทางธรรมชาติทั้งในออสเตรเลีย ไซบีเรีย ชายฝั่งตะวันตกของสหรัฐอเมริกาและอเมริกาใต้ ได้ส่งละอองลอย(aerosol) ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศและเคลื่อนตัวไปรอบโลก พายุเฮอริเคนแห่งมหาสมุทรแอตแลนติกที่ทุบสถิติ รวมถึงพายุหมุนเขตร้อนระดับ 4 อย่างเป็นประวัติการณ์ในอเมริกากลาง อุทกภัยในบางส่วนแอฟริกา เอเชีย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ทำให้ผู้คนต้องพลัดที่นาคาที่อยู่ และบั่นทอนความมั่นคงทางอาหารของคนนับล้าน นอกจากปี 2563 จะมีแนวโน้มเป็นปีที่ร้อนที่สุดนับตั้งแต่ที่มีการบันทึกมา องค์การอุตุนิยมวิทยาโลกยังระบุว่าอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกในปี 2563 นี้จะเพิ่มเป็น 1.2 องศาเซลเซียสเทียบกับระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม (พ.ศ. 2393-2443) […]