Taragraphies — Header Component

กลลวงกัมมันตรังสี: ความเสี่ยงต่อสิ่งแวดล้อมจากโรงงานแปรรูปแร่แรร์เอิร์ธของ Lynas ในมาเลเซีย

Lynas ก่อตั้งขึ้นในปี 1983 ภายใต้ชื่อ Yilgangi Gold NL ในรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย และเปลี่ยนมาใช้ชื่อ Lynas ในปี 1985 บริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ออสเตรเลีย (ASX) ในปี 1986 ต่อมาในปี 2001 บริษัทได้ขายธุรกิจเหมืองทองคำและหันมาโฟกัสที่แร่แรร์เอิร์ธ (rare earths) Lynas ก่อตั้งโดยประธานกรรมการคนปัจจุบัน Nicholas Curtis ผู้ซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ในปี 2001 Lynas ได้รับใบอนุญาตดำเนินโรงงานแปรรูปแรร์เอิร์ธในออสเตรเลียจากการเทกโอเวอร์บริษัท Ashton ซึ่งก่อนหน้านั้นได้รับอนุญาตในปี 1992 ให้สร้างโรงงานแปรรูปดังกล่าวที่เมือง Meenaar ในออสเตรเลีย เดิมที Lynas มีใบอนุญาตแปรรูปในออสเตรเลียอยู่แล้ว แต่ด้วยเหตุผลด้านการลดต้นทุน จึงวางแผนจะย้ายกระบวนการแปรรูปไปจีน—ประเทศที่มีเงินลงทุนและต้นทุนดำเนินงานต่ำ มีทักษะสูงในอุตสาหกรรมแรร์เอิร์ธ และมีศักยภาพการแยกสกัดที่มีอยู่เดิม ยิ่งไปกว่านั้น จีนบริโภคความต้องการแรร์เอิร์ธของโลกถึง 50% เพื่อระดมทุนสำหรับโครงการ Lynas ได้ระดม A$75 ล้าน (A$ หมายถึงดอลลาร์ออสเตรเลีย) ผ่านการออกหุ้นกู้แปลงสภาพและหุ้น […]

แรร์เอิร์ธ : หลายเฉดสีเทา(1)

จีนจะสามารถเดินหน้าขับเคลื่อนอนาคตสะอาดและอัจฉริยะของโลกเราได้ต่อไปหรือไม่? เดือนธันวาคม 2558 ที่กรุงปารีส มีการบรรลุข้อตกลงครั้งประวัติศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศซึ่งวางเส้นทางระยะยาวของโลกสู่การลดการพึ่งพาคาร์บอนในการเติบโตทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยีที่มีนวัตกรรม เช่น พลังงานหมุนเวียน การกักเก็บพลังงาน และการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ถูกมองว่าเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของการปฏิวัติ “สะอาด เขียวและอัจฉริยะ” ที่กำลังจะมาถึง อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาเจาะลึกเทคโนโลยีใหม่เหล่านี้ จะพบปัญหาสำคัญที่ร้ายแรงแต่กลับถูกมองข้าม นั่นคือ แรร์เอิร์ธ (Rare Earths) ซึ่งเป็นกลุ่มแร่ 17 ชนิดที่มักถูกขนานนามว่า “วิตามินของอุตสาหกรรม” อาจกลายเป็นคอขวดของนวัตกรรมสะอาด เขียวและอัจฉริยะเหล่านี้ ตั้งแต่กังหันลมในทะเลไปจนถึงสมาร์ทโฟนรุ่นล่าสุดของ Apple หรือ Xiaomi — แรร์เอิร์ธฝังอยู่ในเทคโนโลยีพลังงานสะอาด เทคโนโลยีอัจฉริยะและอีกมากมาย แรร์เอิร์ธจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับอนาคตที่ไม่พึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล ฉลาดขึ้นและเป็นมิตรต่อสภาพภูมิอากาศ เราไม่อาจบรรลุอนาคตคาร์บอนต่ำได้หากขาดเทคโนโลยีสะอาดเหล่านี้ และเทคโนโลยีเหล่านี้ก็ไม่อาจทำงานได้หากปราศจากแรร์เอิร์ธ ในช่วงที่จีนครองความเป็นใหญ่สูงสุดเมื่อปี 2553 ประเทศจีนจัดหาแรร์เอิร์ธเกือบทั้งหมดของโลก โดยมีส่วนแบ่งตลาดโลกถึง 92% ส่งผลให้ตั้งแต่กลางทศวรรษ 1990 เป็นต้นมา จีนในฐานะผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดต้องแบกรับต้นทุนสิ่งแวดล้อมมหาศาลจากการทำเหมืองและการสกัดแรร์เอิร์ธอย่างไร้การควบคุมที่มีกำไรต่ำ ที่มองโกเลียใน(Inner Mongolia) ทางตอนเหนือของจีน เขื่อนกักเก็บกากแร่กัมมันตรังสีที่เมืองเป่าตู้ กลายเป็น “คำสาปแห่งความตาย” ต่อหมู่บ้านใกล้เคียง บางคนถึงกับเรียกสิ่งนี้ว่า […]

ต้นทุนสิ่งแวดล้อมของการสะกัด Rare Earth ด้วยวิธีชะละลาย ณ แหล่งแร่ (In situ leaching) ในจีน

เรียบเรียงจาก https://www.chinawaterrisk.org/wp-content/uploads/2016/07/CWR-Rare-Earths-Shades-Of-Grey-2016-ENG.pdf กานโจวเป็นที่ตั้งของฐานการผลิตแร่หายากและฐานการใช้ประโยชน์แบบครบวงจรที่ใหญ่ที่สุดของมณฑล โดยมีกำลังการผลิตแม่เหล็กนีโอไดเมียม-เหล็ก-โบรอน (NdFeB), วัสดุเรืองแสง และวัสดุเซรามิก คิดเป็น 20%, 40% และ 50% ตามลำดับของกำลังการผลิตทั้งประเทศ เมืองนี้ยังรองรับความสามารถในการจัดการของเสียจากแร่หายากแบบครบวงจรถึง 70% ของทั้งประเทศอีกด้วย ทั้งด้านสว่างและด้านมืดของอุตสาหกรรมแร่หายากในจีนปรากฏให้เห็นชัดเจนในกานโจว มีโครงการฟื้นฟูเหมืองขนาดใหญ่หลายแห่งในพื้นที่นี้ กระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศของจีน (MIIT) ระบุว่า รัฐบาลกลางได้จัดสรรงบฟื้นฟูเหมืองในกานโจวมากกว่า 1 พันล้านหยวนในช่วงสามปีที่ผ่านมา ซึ่งยังถือว่าเป็นเพียงหยดน้ำในมหาสมุทร เมื่อเทียบกับการประเมินอย่างอนุรักษ์นิยมของ MIIT ในปี 2555 ที่ระบุว่า ต้องใช้เงินฟื้นฟูรวมถึง 38,000 ล้านหยวน ตามรายงานของ China Environmental News เมื่อเดือนเมษายน 2555 คณะทำงานจากหลายกระทรวงที่ตรวจสอบการทำเหมืองแร่หายากในกานโจวพบว่า มีเหมืองแร่หายากที่ถูกทิ้งร้างถึง 302 แห่ง โดยมีดินหางแร่สะสมมากถึง 191 ล้านตัน และพื้นที่ดินที่ถูกทำลายรวม 97.34 ตารางกิโลเมตร รายงานยังระบุว่า การฟื้นฟูดินหางแร่จำนวน 190 ล้านตันนี้ อาจต้องใช้เวลาถึง 70 […]

ทำไมต้องมีกฎหมายการรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ (PRTR) ในประเทศไทย

ธารา บัวคำศรี เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า สังคมไทยในยุคสมัยของมนุษย์ (Anthropocene) นั้นเป็นสังคมเสี่ยงภัย (Risk society) โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากหายนะภัยทางอุตสาหกรรมและสารมลพิษร้ายแรง อาจกล่าวได้ว่า ชีวิตของเราต้องเสี่ยงภัยกับสารมลพิษทุกวัน (Living poisons daily) [1] เราแทบจะไม่รู้เลยว่า มีสารมลพิษชนิดใดบ้างที่ปล่อยออกสู่ดิน น้ำ อากาศ มีสารมลพิษชนิดใดบ้างที่ปนเปื้อนอยู่ในอาหารที่เรากิน อากาศที่เราหายใจ และผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่เราใช้ในชีวิตประจำวัน และสารมลพิษดังกล่าว [2] จะมีผลกระทบต่อสุขภาพของเราอย่างไร ถึงแม้เราอยากรู้ แต่การเข้าถึงข้อมูลดังกล่าวนี้ก็เป็นไปอย่างยากลำบากหรือเป็นไปไม่ได้ในประเทศไทย แม้ว่าเราจะมีรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฏหมายสูงสุดรับรองสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลไว้แล้วก็ตาม บทความนี้ได้ตั้งคำถามว่าทำไมต้องมีกฎหมายการรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ (PRTR) ของประเทศ  ในวาระที่มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม มูลนิธิบูรณะนิเวศ กรีนพีซ ประเทศไทย และภาคีเครือข่ายภาคประชาชนและนักวิชาการที่ทำงาน ด้านสิ่งแวดล้อมและ ทรัพยากรธรรมชาติ ได้ยื่นเรื่องริเริ่มเสนอร่างกฎหมายนี้ [3] ต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร และจะรวบรวมหนึ่งหมื่นรายชื่อเสนอร่างกฎหมายภาคประชาชน เข้าสู่กระบวนการนิติบัญญัติของรัฐสภาต่อไป ความไม่เป็นธรรมทางนิเวศในสังคมไทย ข้อมูลจาก Global Footprint Network ตั้งแต่ปี 2530 เป็นต้นมา ประเทศไทยใช้ทรัพยากรมากเกินกว่าศักยภาพพื้นที่ที่ก่อให้เกิดผลผลิตทางชีวภาพ (Biocapacity) ซึ่งคือ […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings