ธารา บัวคำศรี

เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า สังคมไทยในยุคสมัยของมนุษย์ (Anthropocene) นั้นเป็นสังคมเสี่ยงภัย (Risk society) โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากหายนะภัยทางอุตสาหกรรมและสารมลพิษร้ายแรง อาจกล่าวได้ว่า ชีวิตของเราต้องเสี่ยงภัยกับสารมลพิษทุกวัน (Living poisons daily) [1] เราแทบจะไม่รู้เลยว่า มีสารมลพิษชนิดใดบ้างที่ปล่อยออกสู่ดิน น้ำ อากาศ มีสารมลพิษชนิดใดบ้างที่ปนเปื้อนอยู่ในอาหารที่เรากิน อากาศที่เราหายใจ และผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่เราใช้ในชีวิตประจำวัน และสารมลพิษดังกล่าว [2] จะมีผลกระทบต่อสุขภาพของเราอย่างไร

ถึงแม้เราอยากรู้ แต่การเข้าถึงข้อมูลดังกล่าวนี้ก็เป็นไปอย่างยากลำบากหรือเป็นไปไม่ได้ในประเทศไทย แม้ว่าเราจะมีรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฏหมายสูงสุดรับรองสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลไว้แล้วก็ตาม

บทความนี้ได้ตั้งคำถามว่าทำไมต้องมีกฎหมายการรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ (PRTR) ของประเทศ  ในวาระที่มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม มูลนิธิบูรณะนิเวศ กรีนพีซ ประเทศไทย และภาคีเครือข่ายภาคประชาชนและนักวิชาการที่ทำงาน ด้านสิ่งแวดล้อมและ ทรัพยากรธรรมชาติ ได้ยื่นเรื่องริเริ่มเสนอร่างกฎหมายนี้ [3] ต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร และจะรวบรวมหนึ่งหมื่นรายชื่อเสนอร่างกฎหมายภาคประชาชน เข้าสู่กระบวนการนิติบัญญัติของรัฐสภาต่อไป

ความไม่เป็นธรรมทางนิเวศในสังคมไทย

ข้อมูลจาก Global Footprint Network ตั้งแต่ปี 2530 เป็นต้นมา ประเทศไทยใช้ทรัพยากรมากเกินกว่าศักยภาพพื้นที่ที่ก่อให้เกิดผลผลิตทางชีวภาพ (Biocapacity) ซึ่งคือ พื้นที่ผลิตอาหาร พื้นที่ป่าไม้ แหล่งดูดซับของเสีย (เช่น ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล) พื้นที่เมือง และแหล่งประมงภายในประเทศ เป็นต้น สะท้อนให้เห็นถึงความไม่ยั่งยืนของระบบการผลิตและการบริโภคของสังคมไทย ผลคือ มลพิษที่ลุกลามมากขึ้น และปริมาณของเสียเพิ่มทวีคูณ กลายเป็นบ่อนทำลายการพัฒนามนุษย์และงานที่มีคุณค่าของชุมชนท้องถิ่น รวมไปถึงกลุ่มคนด้อยโอกาสและเปราะบางที่ต้องแบกรับผลพวงของหนี้นิเวศ (Ecological deficit)

ความมั่งคั่งและสะสมทุนจากการขูดรีดทรัพยากรโดยกลุ่มชนชั้นนำทางเศรษฐกิจในประเทศไทย ที่เกินผลผลิตทางชีวภาพ (Biocapacity) มากขึ้นเรื่อย ๆ นั้นเป็นเรื่องของความเป็นธรรม โดยที่คนส่วนใหญ่ถูกกีดกันออกจากการเข้าถึงที่ดิน แหล่งน้ำ พื้นที่สาธารณะและธรรมชาติ (ป่าไม้ พื้นที่ชุ่มน้ำ และชายฝั่งทะเล) ที่ใช้ประโยชน์และปกป้องดูแลร่วมกัน ดังนั้น การพิจารณาประเด็นหนี้นิเวศจะต้องคำนึงถึงสิทธิทางทรัพยากรของชุมชนท้องถิ่น สิทธิของสิ่งมีชีวิตในพื้นที่ธรรมชาติที่ยังอุดมสมบูรณ์ซึ่งอาจเผชิญภัยคุกคามจากการทำเหมืองแร่ การขุดเจาะปิโตรเลียม การทำไม้ และอุตสาหกรรมที่ขูดรีดทรัพยากรอื่น ๆ

สิทธิทางสิ่งแวดล้อมดังกล่าวนี้ต้องรวมถึงสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร สิทธิผู้บริโภค หลักการป้องกันไว้ก่อน และหลักการภาระรับผิดของบรรษัทผู้ก่อมลพิษ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญ ของการรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ (PRTR)

ไม่มีการควบคุมสารเคมีที่ใช้ในเชิงพาณิชย์

โรคมะเร็งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของคนในประเทศไทย [4] สถิติการเสียชีวิต [5] ซึ่งจัดทำโดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติพบว่า ในช่วงปี 2537 – 2560 อัตราการเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งและเนื้องอกทุกชนิดของคนไทยเป็นสาเหตุอันดับ 1 โดยในปี 2537 โรคมะเร็งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตของคนไทย 48.9 คน ต่อประชากร 100,000 คนและเพิ่มขึ้นเป็น 120.5 คน หรือเกือบ 3 เท่าตัว ในปี 2560

สารเคมีก่อมะเร็งถูกผลิตและใช้อย่างต่อเนื่องทั้งในภาคการเกษตรและอุตสาหกรรม  ปริมาณการนำเข้าสารเคมีที่อยู่ในกลุ่มสารก่อมะเร็ง สารก่อการกลายพันธุ์ และสารพิษต่อระบบสืบพันธุ์ ของประเทศไทยระหว่างปี 2549-2553 มีปริมาณเฉลี่ยถึง 10-11 ล้านตันต่อปี [6] สารเคมีสังเคราะห์ที่ใช้ในเชิงพาณิชย์ทั่วโลกซึ่งมีอยู่ 350,000 ชนิด ส่วนใหญ่ไม่มีการประเมินด้านความปลอดภัย [7] [8]   ขณะที่มีการอนุญาตให้ใช้สารเคมีสังเคราะห์ชนิดใหม่มากขึ้นทุกปี

ไทยกลายเป็นอาณานิคมขยะโลก

ไทยกลายเป็นจุดหมายปลายทางแรก ๆ ของการค้าขยะพลาสติกหลังจากสาธารณรัฐประชาชนจีน ห้ามนำเข้าขยะพลาสติกช่วงกลางปี พ.ศ.2561 ต่อมารัฐบาลได้ออกมาตรการควบคุม ทำให้การส่งออก ขยะพลาสติกทั่วโลก (ซึ่งส่วนใหญ่มาจากสหรัฐอเมริกา เยอรมนี สหราชอาณาจักรและญี่ปุ่น) เปลี่ยนเส้นทางไปยังอินโดนีเซียและตุรกี

ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2562 สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติเห็นชอบให้ประกาศใช้ร่างพระราชบัญญัติโรงงาน เนื้อหาสำคัญคือการให้เอกชนไม่ต้องขออนุญาตต่ออายุใบประกอบกิจการโรงงาน (รง. 4) จากเดิมที่ต้องต่ออายุใหม่ทุก 5 ปี เป็นผลให้ 60,000 โรงงานทั่วประเทศได้ประโยชน์จากกฎหมายดังกล่าว ขณะที่เครือข่ายภาคประชาสังคมด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม แย้งว่าเนื้อหาสาระสำคัญดังกล่าว จะนำไปสู่ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพและความปลอดภัยของประชาชนอย่างกว้างขวาง รวมถึงเป็นแหล่งกำเนิดของมลพิษในสิ่งแวดล้อมกระจายออกไปโดยขาดการควบคุมที่รัดกุม  ซึ่งจะนำไปสู่การลดทอนมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนอย่างรุนแรง

ในขณะที่ประเทศไทยมีสิทธิทางกฎหมาย (ระหว่างประเทศ) ภายใต้ข้อตกลงแก้ไขเพิ่มเติม (Amendment) ว่าด้วยขยะพลาสติกภายใต้อนุสัญญาบาเซลที่จะปฏิเสธการนำเข้าขยะพลาสติกที่เป็นปัญหา พ.ร.บ.โรงงานฉบับใหม่กลับเปิดประตูกว้างเพื่อให้ประเทศไทยกลายเป็นอาณานิคมขยะโลก

ตัวผลิตภัณฑ์ที่เราใช้แฝงเร้นอันตรายจากสารพิษ

ในหลายกรณี สารพิษที่ออกมาจากตัวผลิตภัณฑ์นั้นมีมากกว่าและรุนแรงกว่าสารพิษจาก กระบวนการผลิตทางอุตสาหกรรม  ตัวอย่างเช่น  ปรอท  ตะกั่ว แคลเซี่ยม โครเมียม และนิกเกิล ซึ่งส่วนใหญ่ตกค้างอยู่ที่ตัวผลิตภัณฑ์ ไม่ใช่ในของเสียจากการผลิต เมื่อผลิตภัณฑ์ถูกนำมาใช้ใหม่และนำมารีไซเคิล โลหะหนักที่ปนเปื้อนอยู่ก็จะถูกปล่อยสู่สิ่งแวดล้อม (เช่นในสีและสารเคลือบ) หรือถูกปล่อยออกมาในหลุมฝังกลบและเตาเผาขยะ (เช่นในพลาสติก)

เช่นเดียวกับ สารมลพิษอินทรีย์ที่ตกค้างยาวนานในสิ่งแวดล้อมและสะสมได้ในสิ่งมีชีวิตก็ถูกใช้ในการผลิตสินค้าหลายชนิด เช่น เสื้อผ้า [9] เป็นต้น สารเคมีเหล่านี้แพร่กระจายไปทั่วโลกโดยไม่มีการควบคุม

ความเสียหายทางเศรษฐกิจจากผลกระทบของสารมลพิษ

จากข้อมูลที่มีอยู่ในปี 2558 ความเสียหายทางเศรษฐกิจของประเทศไทยจากโรคภัยไข้เจ็บที่เกี่ยวข้องกับมลพิษทำให้คนไม่สามารถทำงานได้หรือสูญเสียสวัสดิการ คิดเป็น 9.24-9.26 % ของรายได้ประชาชาติ (Gross National Income) [10] ซึ่งเป็นตัวเลขที่ประเมินต่ำกว่าความเป็นจริงมาก เนื่องจากยังไม่รวมถึงต้นทุนของการบริการด้านสาธารณสุขที่เกี่ยวข้องกับการดูแลรักษาโรคจากมลพิษหรือการบริการของระบบนิเวศและการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพอันเนื่องมาจากการปนเปื้อนของมลพิษ

สร้างความเข้มแข็งของชุมชน

หัวใจสำคัญของ PRTR คือสิทธิการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร (Right to know) แนวคิดในการจัดทำ PRTR เกิดขึ้นจากหายนะภัยสารเคมีของโรงงานยูเนียนคาร์ไบด์ที่เมืองโภปาล อินเดียใน พ.ศ. 2527 และสารเคมีรั่วไหลในรัฐเวสท์เวอร์จิเนีย สหรัฐอเมริกา คนงานและชุมชนต่างเรียกร้องให้โรงงานเปิดเผยข้อมูลการใช้สารเคมีอันตรายให้กับสาธารณชน

PRTR เป็นเครื่องมือที่สำคัญและทรงพลังของชุมชน เพื่อเจรจาต่อรองกับโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่ และประสบผลสำเร็จในการทำให้โรงงานเหล่านั้นรับผิดชอบต่อสาธารณะโดยยุติการปล่อยมลพิษออกสู่สิ่งแวดล้อม ลดการใช้สารพิษในกระบวนการผลิตและปรับเปลี่ยนไปสู่การผลิตที่สะอาดขึ้น

สร้างความโปร่งใสและตรวจสอบได้ของภาคอุตสาหกรรม

นานาอารยะประเทศออกกฎหมาย PRTR โดยเป็นที่ยอมรับทั้งจากหน่วยงานรัฐ ภาคอุตสาหกรรม และภาคประชาชน ซึ่งนอกจากใช้เป็นเครื่องมือสำหรับวางแผนป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษ การลดใช้สารเคมีเป็นพิษในกระบวนการผลิตและการลดการปล่อยมลพิษจากโรงงาน การวางแผนรองรับเหตุฉุกเฉิน(เป็นแหล่งข้อมูลสำหรับพนักงานดับเพลิง โรงพยาบาล ตำรวจ หน่วยกู้ภัย หน่วยปฏิบัติการฉุกเฉินเมื่อเกิดอุบัติภัยสารเคมี) รวมถึงความปลอดภัยด้านสารเคมีของ ผู้ประกอบการและคนงานแล้ว กฎหมาย PRTR ยังผลักดันให้บริษัทอุตสาหกรรมต่างๆ ตรวจสอบการใช้วัตถุดิบของตน(ซึ่งปกติแล้วไม่เคยตรวจสอบ) และทำให้อุตสาหกรรมเหล่านั้น คำนึงถึงการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและประหยัดที่สุด

ข้อมูลจากระบบ PRTR ยังถูกนำใช้ในการตัดสินใจทางการเงินมากขึ้น  นักวิเคราะห์การลงทุนใช้ข้อมูลดังกล่าวให้คำแนะนำลูกค้าที่ต้องการลงทุนที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม บริษัทประกันใช้ข้อมูล PRTR เพื่อดูหนี้สินทางสิ่งแวดล้อมที่อาจแฝงอยู่

หน่วยงานรัฐสามารถใช้ข้อมูลในโครงการลดการใช้สารพิษโดยเก็บค่าธรรมเนียมจากบริษัท ตามจำนวนสารเคมีในบัญชีรายชื่อการปล่อยสารพิษของโรงงาน และจำนวนคนทำงาน ส่วนโรงงานอุตสาหกรรมก็ใช้ข้อมูลเพื่อยกระดับในการป้องกันมลพิษ ตั้งเป้าในการลดการปล่อยของเสีย แสดงเจตจำนงว่าจะลดการปล่อยของเสีย และรายงานความก้าวหน้าของการลดการปล่อยของเสีย ข้อมูลสาธารณะเหล่านั้นช่วยกระตุ้นให้บริษัทหันมาปรับปรุงแนวทางการใช้วัตถุดิบในกระบวนการผลิตอีกด้วย

เชื่อมโยงคนทำงาน ผู้บริโภคและผู้เสียภาษี

เราสามารถรวมพลังเพื่อจัดให้มีระบบการผลิตและการบริโภคที่เป็นธรรมและยั่งยืน ผู้บริโภคในประเทศไทยมีแนวโน้มตระหนักมากขึ้นในเรื่องสุขภาพ และความปลอดภัยของสินค้าที่วางขายในท้องตลาด ทั้งยังอาจสนใจเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นหากทราบว่าสินค้านั้นอาจก่อให้ปัญหาสิ่งแวดล้อม 

คนทำงานทั้งหลายถูกจ้างให้ผลิตและจำหน่ายสินค้าและบริการ การเรียกร้องให้ลดกระบวนการผลิตที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จะเชื่อมโยงได้ดีกับการรณรงค์ด้านอาชีวอนามัยของคนทำงานเพื่อลดอันตรายทางกายภาพ หรือทางเคมีที่เกิดจากกระบวนการผลิต

การปรับเปลี่ยนแบบแผนการผลิตผลิตภัณฑ์ย่อมส่งผลกระทบต่อคนงาน ต้องสร้าง “การเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นธรรม (Just transition)” เมื่อการรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมขยายไปสู่กระบวนการผลิตและผลิตภัณฑ์ รวมถึงการปฏิรูปทางการเงิน เช่น ปฏิรูประบบภาษีเชิงนิเวศ เป็นต้น จะกระตุ้นให้เกิดความร่วมมือระหว่างคนทำงานและผู้บริโภคได้

ถึงเวลาของหลักการป้องกันไว้ก่อน

เมื่อเกิดอุบัติภัยสารเคมีและความเสี่ยงภัยจากมลพิษขึ้น หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นกรมควบคุมมลพิษ หรือกรมโรงงานอุตสาหกรรม เป็นต้น มักจะแก้ปัญหาตามหลัง ด้วยการบรรเทาและเยียวยาผลกระทบเฉพาะหน้าซึ่งยังไม่เพียงพอ และไม่อาจรับประกันว่า ชุมชนและสังคมไทยโดยรวมจะไม่เผชิญกับผลกระทบและความเสี่ยงจากมลพิษซ้ำซากต่อไปไม่สิ้นสุด

การสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินจากผลกระทบจากสารมลพิษเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่ามานานเกินไปแล้ว ถึงเวลาที่ผู้กำหนดนโยบายทั้งหลายต้องรับรองกฎหมายการรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ (PRTR) เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืนเป็นธรรมและการปกป้องสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน

ข้อมูลอ้างอิง
[1] ระหว่างปี 2521 จนถึงปี 2557 สถิติอุบัติภัยที่เกี่ยวข้องกับวัตถุเคมี และกิจกรรมการผลิต การขนส่ง การเก็บ การใช้สารเคมีและการกำจัดกากของเสียเกิดขึ้นอย่างน้อยที่สุด 1,147 ครั้ง (หรือโดยเฉลี่ย 2-3 ครั้งต่อเดือน) http://www.chemtrack.org/stat-accident-number.asp 
[2] ในร่างกฎหมายว่าด้วยการรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ(PRTR) ครอบคลุมถึง สารมลพิษที่อาจทำให้เกิดอันตรายหรือส่งผลกระทบต่อสุขภาพมนุษย์ สัตว์ พืช ทรัพย์สินหรือสิ่งแวดล้อม รวมถึงสารมลพิษตามความตกลงระหว่างประเทศที่ประเทศไทยเป็นภาคี และมีพันธกรณีต้องปฏิบัติตามซึ่งมีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งดังนี้ (1)เป็นสารก่อมะเร็ง (2) เป็นสารก่อการกลายพันธุ์ (3) เป็นสารที่มีพิษต่อระบบสืบพันธุ์ (4) เป็นสารที่มีพิษเรื้อรัง (5) เป็นสารที่ก่อให้เกิดอาการแพ้ (6) เป็นสารที่เป็นอันตรายต่อระบบนิเวศ (7) เป็นสารที่ทำลายชั้นโอโซน (8) เป็นสารมลพิษอินทรีย์ตกค้างยาวนานในสิ่งแวดล้อม (8) สารอย่างอื่น ไม่ว่าจะเป็นเคมีภัณฑ์หรือสิ่งอื่นใด ที่อาจทาให้เกิดอันตรายแก่บุคคล สัตว์ พืช ทรัพย์สิน หรือสิ่งแวดล้อม
[3] รายละเอียดเพิ่มเติมว่าด้วยการขับเคลื่อนกฎหมาย PRTR เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน http://www.earththailand.org/th/document/139 และร่างกฎหมายฉบับเต็ม https://bit.ly/39WBoq3
[4] https://www.nci.go.th/th/Today/download/แผนยุทธศาสตร์สถาบันมะเร็งแห่งชาติ%20พ.ศ.%202560-2564_27919.pdf
[5] https://www.tisco.co.th/th/advisory/top5-deadliest-group-diseases-thailand.html
[6] หน่วยปฏิบัติการวิจัยหลักการจัดการสารเคมี (Core Research Unit on Chemical Management)ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการจัดการสารและของเสียอันตราย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย http://www.chemtrack.org/stat.asp อ้างอิงรายชื่อสารก่อมะเร็ง สารก่อการกลายพันธ์ และสารพิษต่อระบบสืบพันธ์ จำนวน 269 รายการ (ที่สามารถเชื่อมโยงกับพิกัดได้) จากรายชื่อสารทั้งหมด 1,383 รายการ ของ Table 3.1 ใน Annex VI กฎหมายการจำแนกและติดฉลากสารเคมี/เคมีภัณฑ์ของ สหภาพยุโรป (Regulation (EC) No 1272/2008 on classification, labelling and packaging of substances and mixtures, CLP)  ซึ่งเป็นกฎหมายการจำแนกประเภทและติดฉลากที่สอดคล้องกับระบบ GHS
[7] https://pubs.acs.org/doi/10.1021/acs.est.9b06379?ref=PDF
[8] What a Waste 2.0 – A Global Snapshot of Solid Waste Management to 2050
[9] https://www.greenpeace.org/thailand/publication/8570/polluting-paradise/
[10] https://gahp.net/wp-content/uploads/2019/11/Thailand-HPAPP-Draft-11.15.19.pdf

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading