ทำไมต้องมีกฎหมายการรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ (PRTR) ในประเทศไทย
ธารา บัวคำศรี เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า สังคมไทยในยุคสมัยของมนุษย์ (Anthropocene) นั้นเป็นสังคมเสี่ยงภัย (Risk society) โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากหายนะภัยทางอุตสาหกรรมและสารมลพิษร้ายแรง อาจกล่าวได้ว่า ชีวิตของเราต้องเสี่ยงภัยกับสารมลพิษทุกวัน (Living poisons daily) [1] เราแทบจะไม่รู้เลยว่า มีสารมลพิษชนิดใดบ้างที่ปล่อยออกสู่ดิน น้ำ อากาศ มีสารมลพิษชนิดใดบ้างที่ปนเปื้อนอยู่ในอาหารที่เรากิน อากาศที่เราหายใจ และผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่เราใช้ในชีวิตประจำวัน และสารมลพิษดังกล่าว [2] จะมีผลกระทบต่อสุขภาพของเราอย่างไร ถึงแม้เราอยากรู้ แต่การเข้าถึงข้อมูลดังกล่าวนี้ก็เป็นไปอย่างยากลำบากหรือเป็นไปไม่ได้ในประเทศไทย แม้ว่าเราจะมีรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฏหมายสูงสุดรับรองสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลไว้แล้วก็ตาม บทความนี้ได้ตั้งคำถามว่าทำไมต้องมีกฎหมายการรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ (PRTR) ของประเทศ ในวาระที่มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม มูลนิธิบูรณะนิเวศ กรีนพีซ ประเทศไทย และภาคีเครือข่ายภาคประชาชนและนักวิชาการที่ทำงาน ด้านสิ่งแวดล้อมและ ทรัพยากรธรรมชาติ ได้ยื่นเรื่องริเริ่มเสนอร่างกฎหมายนี้ [3] ต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร และจะรวบรวมหนึ่งหมื่นรายชื่อเสนอร่างกฎหมายภาคประชาชน เข้าสู่กระบวนการนิติบัญญัติของรัฐสภาต่อไป ความไม่เป็นธรรมทางนิเวศในสังคมไทย ข้อมูลจาก Global Footprint Network ตั้งแต่ปี 2530 เป็นต้นมา ประเทศไทยใช้ทรัพยากรมากเกินกว่าศักยภาพพื้นที่ที่ก่อให้เกิดผลผลิตทางชีวภาพ (Biocapacity) ซึ่งคือ […]
หลักการมาบตาพุดว่าด้วยความรับผิดทางสาธารณะของบรรษัท(ฉบับยกร่าง)
ทำไมต้องยกร่าง “หลักการมาบตาพุดว่าด้วยความรับผิดชอบทางสาธารณะของบรรษัท” เพราะมาบตาพุดเป็น “แดนมลพิษ” ของบรรดาบรรษัทอุตสาหกรรมทั้งหลาย เพราะมาบตาพุดมีโครงการ “CSR” บรรษัทอุตสาหกรรมต่าง ๆ มากถึงมากที่สุด (อาจจะมากที่สุดในโลก) เพราะมาบตาพุดมีสถิติอุบัติภัยทางอุตสาหกรรมเคมีมากที่สุดในประเทศไทย ฯลฯ หลักการมาบตาพุดว่าด้วยความรับผิดทางสาธารณะของบรรษัทประกอบด้วยมาตรการที่รอบคอบและรัดกุมที่จะรับประกันได้ว่าบรรษัททั้งหลายจะดำเนินการในลักษณะต้องตรงตามเจตนารมณ์ของปฏิญญาริโอข้อ 13 (ความรับผิด) ข้อ 14 (มาตรฐานต่างระดับ) ข้อ 15 (หลักการป้องกันไว้ก่อน) และข้อ 16 (หลักการผู้ก่อมลพิษต้องเป็นผู้รับผิดชอบ) รัฐมีหน้าที่รับผิดชอบต่อสวัสดิการสาธารณะและต้องไม่ปัดภาระนี้ไปให้ประชาชน ผลประโยชน์และกำไรของบรรษัทถูกนำมาใช้เพื่อสร้างความมั่งคั่งทางธุรกิจโดยละเลยความรับผิดทางสาธารณะ ดังนั้น การผลักดันไปสู่การพัฒนายั่งยืนในปัจจุบันจำเป็นต้องมีเครื่องมือที่จะทำให้บรรษัทมีความรับผิดชอบ เปิดเผยข้อมูล และชดเชยความเสียหาย ถึงเวลาแล้วที่เราจำเป็นจะต้องมีเครื่องมือที่ว่านี้เพื่อเป็นหลักประกันมิให้บรรษัทบิดพริ้วต่อสิทธิและหน้าที่ ตลอดจนการติดตามผลการรายงาน และตรวจสอบพฤติกรรมความรับผิดชอบของบรรษัท เครื่องมือที่ว่านี้มีองค์ประกอบต่างๆ เช่น ค่าชดเชยความเสียหาย การฟื้นฟู สิทธิการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร รวมถึงการเคารพสิทธิมนุษยชนและสิทธิชุมชน ความรับผิดชอบทางสาธารณะของบรรษัทเป็นประเด็นร่วมของกลุ่มที่ทำงานรณรงค์ในด้านสิทธิมนุษยชน สิ่งแวดล้อม การพัฒนา และแรงงาน อาชญากรรมของบรรษัทที่กระทำผ่านการดำเนินกิจกรรมทางอุตสาหกรรมอันหลากหลายในภาคส่วนต่าง ๆ เช่น เคมีภัณฑ์ ป่าไม้ น้ำมัน เหมืองแร่ พันธุวิศวกรรม และประมง เป็นต้น ยิ่งชี้ชัดถึงความจำเป็นที่จะต้องควบคุม […]
จดหมายถึงบรรณาธิการ – อธิคม คุณาวุฒิ
สิ่งที่ส่งมาด้วย “Exposure : Portrait Of A Corporate Crime” และเอกสารเรื่อง 20 ปีเหตุการณ์โภปาล นี่เป็นจดหมายค่อนข้างจะเป็นทางการของผมในรอบหลายปีที่เป็น “จดหมายถึงบรรณาธิการ” ผมติดตาม A Day Weekly มาตั้งแต่ต้นโดยตลอด (ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เป็นสมาชิก) จดหมายฉบับนี้ส่งมาพร้อมกับหนังสือภาพเล่มใหญ่ “EXPOSURE : PORTRAIT OF A CORPORATE CRIME” ซึ่งเป็นผลงานของช่างภาพชั้นนำคนหนึ่งในอินเดียชื่อ Raghu Rai ที่จัดพิมพ์เผยแพร่โดยกรีนพีซสากล/อินเดีย วันที่ 2 ธันวาคม 2547 ที่จะมาถึงนี้เป็นวันครบรอบ 20 ปีของหายนะภัยของอุตสาหกรรมเคมีซึ่งเกิดขึ้นที่จากก๊าซพิษรั่วไหลจากโรงงานบริษัทยูเนียนคาร์ไบด์(ปัจจุบันยุบรวมกับบริษัทดาว เคมิคอล) ที่เมืองโภปาล รัฐมัธยประเทศ อินเดีย คงคล้าย ๆ กับหลายเหตุการณ์ที่ในแต่ละปีจะมีการรำลึกกันโดยเฉพาะปีที่ 20 แต่สำหรับกรณีโภปาล นอกจากมันถูกเรียกว่า “ฮิโรชิมาแห่งอุตสาหกรรมเคมี” แล้ว (มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์จนถึงปัจจุบันราว 20,000 คน – เฉลี่ยวันละคน, เด็กรุ่นหลังที่เกิดตามมาเผชิญกับปัญหาสุขภาพ และผู้รอดชีวิตอีกราวแสนห้าหมื่นคนยังคงต้องได้รับการรักษาและเยียวยา หลังเกิดเหตุการณ์ โรงงานถูกสั่งปิดและทิ้งกากสารพิษไว้จนถึงปัจจุบันโดยไม่ได้รับผิดชอบใด ๆ และน้ำใต้ดินที่ชุมชนรอบ ๆ ใช้มีการปนเปื้อนสารพิษในระดับสูง) หายนะภัยดังกล่าวยังเป็น “เสียงปลุกให้พวกเราทั้งหมดในอุตสาหกรรมตื่นขึ้น” ตามคำกล่าวอ้างของรองประธานฝ่ายอาชีวอนามัยและความปลอดภัยของบริษัทดาวเคมิคอล แต่แท้ที่จริงชาวโภปาลก็ไม่ได้เห็นอะไรเกิดขึ้นจากคำพูดดังกล่าว หลังเกิดเหตุการณ์ที่โภปาลในปี พ.ศ.2527 สิ่งที่เปลี่ยนแปลงคือนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมในสหรัฐอเมริกา การผลักดันอย่างเข้มแข็งของประชาชนและองค์กรสิ่งแวดล้อมทำให้รัฐบาลอเมริกันต้องออกกฎหมายการวางแผนฉุกเฉินและสิทธิในการรับรู้ข้อมูลของชุมชนในปี พ.ศ. 2529 เพื่อสนับสนุนความพยายามการวางแผนฉุกเฉินในชุมชน ปรับปรุงการเตือนภัยฉุกเฉินในกรณีที่เกิดสารเคมีอันตรายรั่วไหลและพัฒนาฐานข้อมูลการปล่อยสารพิษจากโรงงานอุตสาหกรรมออกสู่สิ่งแวดล้อม ภายใต้กฎหมายฉบับนี้ คนอเมริกันและคนทั่วโลกมีสิทธิที่จะรู้ว่าอุตสาหกรรมที่ดำเนินการในสหรัฐฯ ปล่อยสารเคมีชนิดไหนออกมาและเป็นอันตรายอย่างไร (สามารถค้นหาได้จากเวบไซต์ ถึงแม้จะไม่ทั้งหมดก็ตาม ข้อมูลทางเวบไซต์เข้าถึงยากขึ้นหลังจากเหตุการณ์ 11 กันยายนเพราะมาตรการป้องกันการก่อการร้าย) […]