สิ่งที่ส่งมาด้วย “Exposure : Portrait Of A Corporate Crime” และเอกสารเรื่อง 20 ปีเหตุการณ์โภปาล

นี่เป็นจดหมายค่อนข้างจะเป็นทางการของผมในรอบหลายปีที่เป็น “จดหมายถึงบรรณาธิการ” ผมติดตาม A Day Weekly มาตั้งแต่ต้นโดยตลอด (ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เป็นสมาชิก) จดหมายฉบับนี้ส่งมาพร้อมกับหนังสือภาพเล่มใหญ่ “EXPOSURE : PORTRAIT OF A CORPORATE CRIME” ซึ่งเป็นผลงานของช่างภาพชั้นนำคนหนึ่งในอินเดียชื่อ Raghu Rai ที่จัดพิมพ์เผยแพร่โดยกรีนพีซสากล/อินเดีย

Exposure : Portrait Of A Corporate Crime ร่วมจัดพิมพ์โดยกรีนพีซสากลในปี 2002 ผลงานภาพถ่ายของ Raghu Rai /https://raghuraifoundation.org/product/exposure-portrait-of-a-corporate-crime/

วันที่ 2 ธันวาคม 2547 ที่จะมาถึงนี้เป็นวันครบรอบ 20 ปีของหายนะภัยของอุตสาหกรรมเคมีซึ่งเกิดขึ้นที่จากก๊าซพิษรั่วไหลจากโรงงานบริษัทยูเนียนคาร์ไบด์(ปัจจุบันยุบรวมกับบริษัทดาว เคมิคอล) ที่เมืองโภปาล รัฐมัธยประเทศ อินเดีย คงคล้าย ๆ กับหลายเหตุการณ์ที่ในแต่ละปีจะมีการรำลึกกันโดยเฉพาะปีที่ 20 แต่สำหรับกรณีโภปาล นอกจากมันถูกเรียกว่า “ฮิโรชิมาแห่งอุตสาหกรรมเคมี” แล้ว (มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์จนถึงปัจจุบันราว 20,000 คน – เฉลี่ยวันละคน, เด็กรุ่นหลังที่เกิดตามมาเผชิญกับปัญหาสุขภาพ และผู้รอดชีวิตอีกราวแสนห้าหมื่นคนยังคงต้องได้รับการรักษาและเยียวยา หลังเกิดเหตุการณ์ โรงงานถูกสั่งปิดและทิ้งกากสารพิษไว้จนถึงปัจจุบันโดยไม่ได้รับผิดชอบใด ๆ และน้ำใต้ดินที่ชุมชนรอบ ๆ ใช้มีการปนเปื้อนสารพิษในระดับสูง) หายนะภัยดังกล่าวยังเป็น “เสียงปลุกให้พวกเราทั้งหมดในอุตสาหกรรมตื่นขึ้น” ตามคำกล่าวอ้างของรองประธานฝ่ายอาชีวอนามัยและความปลอดภัยของบริษัทดาวเคมิคอล แต่แท้ที่จริงชาวโภปาลก็ไม่ได้เห็นอะไรเกิดขึ้นจากคำพูดดังกล่าว

หลังเกิดเหตุการณ์ที่โภปาลในปี พ.ศ.2527 สิ่งที่เปลี่ยนแปลงคือนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมในสหรัฐอเมริกา การผลักดันอย่างเข้มแข็งของประชาชนและองค์กรสิ่งแวดล้อมทำให้รัฐบาลอเมริกันต้องออกกฎหมายการวางแผนฉุกเฉินและสิทธิในการรับรู้ข้อมูลของชุมชนในปี พ.ศ. 2529 เพื่อสนับสนุนความพยายามการวางแผนฉุกเฉินในชุมชน ปรับปรุงการเตือนภัยฉุกเฉินในกรณีที่เกิดสารเคมีอันตรายรั่วไหลและพัฒนาฐานข้อมูลการปล่อยสารพิษจากโรงงานอุตสาหกรรมออกสู่สิ่งแวดล้อม

ภายใต้กฎหมายฉบับนี้ คนอเมริกันและคนทั่วโลกมีสิทธิที่จะรู้ว่าอุตสาหกรรมที่ดำเนินการในสหรัฐฯ ปล่อยสารเคมีชนิดไหนออกมาและเป็นอันตรายอย่างไร (สามารถค้นหาได้จากเวบไซต์ ถึงแม้จะไม่ทั้งหมดก็ตาม ข้อมูลทางเวบไซต์เข้าถึงยากขึ้นหลังจากเหตุการณ์ 11 กันยายนเพราะมาตรการป้องกันการก่อการร้าย) ในขณะที่ชุมชนในประเทศอื่น ๆ ส่วนใหญ่ไม่มีสิทธิขั้นพื้นฐานดังกล่าวนี้เพราะรัฐบาลไม่มีกฎหมายและบริษัทข้ามชาติมีอำนาจล้นฟ้า

นอกจากหนังสือภาพ ผมได้แนบเอกสารข้อมูลเพิ่มเติมกรณีโภปาลมาให้ด้วย เพื่อต้องการสะท้อนให้เห็นถึงสิ่งที่เกิดขึ้นคล้าย ๆ กัน ในกรณีมลพิษอุตสาหกรรมของประเทศไทย คุณอธิคมอาจรับรู้ถึงกรณีไฟไหม้โรงงานตุ๊กตาเคเดอร์ สารเคมีระเบิดที่คลองเตย โรงงานลำไยระเบิดที่เชียงใหม่ มลพิษอากาศจากโรงงานปิโตรเคมีที่มาบตาพุด และอื่น ๆ ซึ่งไม่อาจเทียบเท่าโศกนาฎกรรมที่โภปาลอินเดีย แต่ก็ถือว่าเป็นหายนะภัยที่เราจะต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อมิให้เกิด “ภาวะซ้ำรอย” ขึ้น เรายังไม่มีกฎหมายสิ่งแวดล้อมที่รับรองสิทธิที่จะรู้ของชุมชนเป็นการเฉพาะในเรื่องการจัดการสารเคมี มีแต่สิทธิชุมชนลอย ๆ อยู่ในรัฐธรรมนูญซึ่งยากเหลือเกินที่จะเป็นเครื่องมือในการปกป้องสิทธิของประชาชนในกรณีเกิดเหตุการณ์สารพิษสารเคมี ประเทศไทยกำลังพัฒนาไปสู่อุตสาหกรรมเต็มขั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลจะต้องออกมาตรการในเชิงบังคับให้อุตสาหกรรมจัดทำทะเบียนการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารพิษออกสู่สิ่งแวดล้อมและรับรองสิทธิชุมชนในการเข้าถึงข้อมูลเหล่านั้นเพื่อนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการปกป้องสุขภาพอนามัยของตนเองและสิ่งแวดล้อม

สุดท้ายนี้ แม้สาธารณชนในประเทศไทยรู้ไม่มากนักเกี่ยวกับ 20 ปีของโภปาล ผมก็อยากจะฝากมาทาง A Day Weekly ให้พิจารณาหนังสือภาพนี้ ภาพหลายภาพสะท้อนด้านมืดของเส้นทางการพัฒนาอุตสาหกรรมซึ่งกำหนดโดยอำนาจและความละโมบของบรรษัทข้ามชาติ ผมขอจบจดหมายฉบับนี้โดยการยืมคำพูดของ Anita Rockdick ผู้ก่อตั้ง Body Shop ที่ว่า “Corporate Crime kills far more people and costs tax-payers far more money than Street Crime”

ด้วยความนับถือ
ธารา บัวคำศรี 

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading