ธารา บัวคำศรี

ชีวิตฉันผูกพันกับธรรมชาติ (Connecting People to nature) คือประเด็น(theme)ของวันสิ่งแวดล้อมโลกปี 2560 ที่เวียนมาครบอีกวาระหนึ่งในวันที่ 5 มิถุนายนนี้ โดยเชิญชวนให้ผู้คนทั้งหลายออกสัมผัสโลกกว้าง ซึมซาบความงามและตระหนักถึงความสำคัญของธรรมชาติเพื่อปกป้องโลกที่เราอยู่อาศัยร่วมกัน

กิจกรรมเนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลกจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2517 สองปีหลังจากการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยสิ่งแวดล้อมของมนุษย์ หรือเอิร์ธซัมมิทครั้งแรก (United Nations Conference on the Human Environment, 2515) เป็นต้นมา คนทั่วโลกร่วมเฉลิมฉลองวันสิ่งแวดล้อมโลกมาเป็นเวลากว่า 40 ปีแล้ว ดังนั้น มาดูกันว่า จริงๆ แล้วสถานการณ์ของ ธรรมชาติและระบบนิเวศที่ค้ำจุนชีวิตเราขณะนี้เป็นอย่างไรบ้าง ก่อนที่จะออกไปชื่นชมและผูกพันกับธรรมชาติ

ผืนดินเปลี่ยน

ตลอดช่วงศตวรรษที่ 20 การขยายพื้นที่ปลูกพืชเชิงเดี่ยวและทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ตลอดจนการพัฒนาสวนป่าเพื่อตอบสนอง ความต้องการไม้และกระดาษส่งแรงกดดันอย่างทวีคูณต่อโลก ในขณะที่เราได้ทำลายระบบนิเวศที่หลากหลายเพื่อนำพื้นที่ มาใช้ตามความต้องการของเรา แลกกับชีวิตสัตว์ป่าและพรรณพืช ผลคือผืนดินที่เคยอุดมสมบูรณ์กลายสภาพ เป็นทะเลทราย(desertification) ผืนดินกลายเป็นทรัพยากรหายากในบางประเทศ และหลายประเทศเริ่มเข้าไปลงทุน  ในผืนดินอันห่างไกลเพื่อผลิตอาหาร และเชื้อเพลิงชีวภาพ ข้อมูลระบุว่ามากกว่าร้อยละ 50 ของที่ดิน(Land)ซึ่งควบคุม โดยนักลงทุนต่างชาติอยู่ในเขตภูมิภาคด้านใต้ทะเลทรายซะฮาราของทวีปแอฟริกา

ร้อยละ 70 ของความหลากหลายของสัตว์ป่าและพรรณพืชบนบกอยู่ในเขตป่าโดยเฉพาะอย่างยิ่งในระบบนิเวศป่าเขตร้อน องค์กรอนุรักษ์สากล(Conservation International) ระบุว่า มีจุดเสี่ยงภัยต่อความหลากหลายทางชีวภาพ(Biodiversity Hotspots) 35 แห่งทั่วโลก ในจำนวนนั้นมีผืนป่าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จุดเสี่ยงภัยต่อความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Hotspots)เหล่านี้รวมกันแล้วครอบคลุมผิวโลกในส่วนที่เป็นผืนดินเพียงร้อยละ 3.2 แต่พบชนิดพันธุ์พืชมากกว่า ร้อยละ 50 และมีชนิดพันธุ์สัตว์ที่มีกระดูกสันหลังบนบกทั้งหมดร้อยละ 42 พืชพรรณตามธรรมชาติสูญเสียไปมากกว่าร้อยละ 70 แล้ว

เขตอนุรักษ์ที่เป็นศูนย์กลางของความหลากหลายทางชีวภาพในประเทศไทยครอบคลุมพื้นที่ร้อยละ 20 ของประเทศรวมถึง อุทยานแห่งชาติ 127 แห่ง เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า 28 แห่งและเขตห้ามล่าสัตว์ป่า 67 การดูแลถิ่นที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติของสัตว์ป่าและพรรณพืชที่เหลืออยู่นี้จึงมิใช่เป็นเรื่องของ “การอนุรักษ์” เท่านั้น หากคือการปกป้องอนาคตของมนุษยชาติด้วย

ท้องทะเลป่วน

คาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ประมาณครึ่งหนึ่งจะถูกดูดซับโดยทะเลและมหาสมุทรทำให้สิ่งแวดล้อมทางทะเล มีความเป็นกรดมากขึ้นซึ่งเป็นสภาพการณ์ที่โลกไม่เคยประสบมาก่อนตลอดระยะเวลา 20 ล้านปีที่ผ่านมา และส่งผลสะเทือนอย่างลึกซึ้งต่อสิ่งมีชีวิตที่มีความสำคัญในระบบนิเวศรวมถึงสัตว์จำพวกหอย ปะการังและแพลงก์ตอน การลดลงของสัตว์และพืชทะเล เหล่านี้จะเป็นเหตุของการพังทลายของข่ายใยอาหารในทะเล ภาวะที่เป็นกรดมากขึ้นจะจำกัดความสามารถของระบบนิเวศ ทางทะเลในการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์เนื่องจากการลดลงของสิ่งมีชีวิตในทะเลที่ใช้คาร์บอเนตเป็นเปลือก

นอกจากมลพิษพลาสติกในทะเลที่เป็นปัญหาทั่วโลก มลพิษต่างๆ ที่เพิ่มมากขึ้นในทะเลและมหาสมุทรก่อให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสิ่งมีชีวิตในทะเล สารประกอบอย่างไนโตรเจนและฟอสฟอรัสที่เป็นธาตุอาหารได้กระตุ้นกระบวนการยูโทรฟิเคชั่น (Eutrophication)โดยดึงเอาอ๊อกซิเจนออกจากน้ำจนเหลือศูนย์และสร้าง “แหล่งน้ำที่ไม่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่(Dead Zone)” ข้อมูลระบุว่ามี ​dead zone 405 บริเวณตามชายฝั่งทะเลทั่วโลก

ถิ่นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตในทะเลก็ยังอยู่ในภาวะวิกฤต ทะเลไทยมีปะการังรวม 400 สายพันธุ์ แนวปะการังทั้งฝั่งอ่าวไทยและอันดามันมีพื้นที่รวมกันราว 153 ตารางกิโลเมตร ร้อยละ 40.3 ของพื้นที่อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติทางทะเล ร้อยละ 60 ของสายพันธุ์ปะการัง มีปะการังที่ยังมีชีวิตอยู่เพียงร้อยละ 50 ; ทะเลไทยมีหญ้าทะเล 12 สายพันธุ์ ครอบคลุมพื้นที่ 149.97 ตารางกิโลเมตร มีเพียงร้อยละ 35 ของพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การคุ้มครอง ชายฝั่งทะเลไทยมีไม้โกงกาง 35 สายพันธุ์ มีป่าชายเลน ครอบคลุมพื้นที่ 2,501.94 ตารางกิโลเมตร มีเพียงร้อยละ 7 ของพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การคุ้มครอง

แรงกดดันจากการประมงเกินขนาดนำไปสู่การขยายตัวอย่างรวดเร็วของการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ปริมาณการจับปลาและสัตว์น้ำจากทะเลเพิ่มจาก 76 ล้านตัน เป็น 102.5 ล้านตัน ส่วนปลาและสัตว์น้ำจากการเพาะเลี้ยงเพิ่มจาก 5.5 ล้านตัน เป็น 69 ล้านตัน จีนมีส่วนแบ่งร้อยละ 60 ของการผลิตปลาและสัตว์น้ำจากการเพาะเลี้ยงทั่วโลก แม้ว่าจะช่วยตอบโจทย์เรื่องความมั่นคงทางอาหาร แต่ก็นำมาซึ่งความท้าทายทางสังคมและสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ

อากาศแปดเปื้อน

มลพิษทางอากาศเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ในปี พ.ศ.2555 ประมาณ 3.7 ล้านคนทั่วโลกเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากมลพิษทางอากาศ ราวร้อยละ 88 ของการเสียชีวิตดังกล่าวนี้อยู่ในประเทศที่มีรายได้ต่ำและปานกลางโดยที่ กลุ่มประเทศดังกล่าวนี้มีประชากรรวมกันร้อยละ 82 ของประชากรโลก ความต้องการใช้พลังงานและการคมนาคมขนส่ง ทำให้สถานการณ์มลพิษทางอากาศเลวร้ายลง

ผู้เชี่ยวชาญหลายคนคาดการณ์ว่า เมืองขนาดใหญ่ที่มีคนเกิน 10 ล้านคน (megacities)และขึ้นอยู่กับระบบเชื้อเพลิงฟอสซิล ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากมลพิษทางอากาศจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในปี พ.ศ. 2593 เมื่อเทียบกับตัวเลขในปี พ.ศ.2555

ความเป็นเมืองรุกล้ำและกลืนกินโลกธรรมชาติมากขึ้น ในปี . 2550 คือจุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์เมื่อประชากรบนโลกมากกว่าครึ่งอาศัยอยู่ในเมือง มีการคาดการณ์ว่าภายในปี ..2593 เขตเมืองจะเพิ่มขึ้นเป็น 175 เท่าของกรุงเทพมหานคร เพื่อรองรับการขยายตัวเมืองและประชากรเมือง ในกรุงเทพมหานคร ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ 25 แห่ง มีพื้นที่รวมกัน 2,926 ไร่ มากกว่าสวนสาธารณะขนาดใหญ่ 25 แห่งซึ่งมีพื้นที่รวมกัน 2,556 ไร่

คาดกันว่าภายในปี ..2567 จะมีคนบนโลก 8 พันล้านคน และในปี ..2593 จะมีมากกว่า 9 พันล้านคน มากกว่าครึ่งหนึ่งของคนบนโลกอาศัยอยู่ในวงกลมที่แรเงาด้านล่างนี้(ครอบคลุมเอเชียใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียตะวันออก) ซึ่งมีการปะทะประสานสามเส้าระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจ การปกป้องสิ่งแวดล้อมและความเป็นธรรมทางสังคมอย่างเป็นพลวัตรมากที่สุดของโลก

worldmap1

ที่มา : https://thetersetraveler.com/2015/05/06/its-a-small-densely-populated-world/

พื้นที่เชื่อมโยงระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ

เราจะผูกพันกับธรรมชาติอย่างไรท่ามกลางวิกฤตสิ่งแวดล้อมซึ่งกลายมาเป็นภัยคุกคามต่อความก้าวหน้าทางสังคมของมนุษย์เอง Kate Raworth นักเศรษฐศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนจากสหราชอาณาจักรนำเสนอแนวคิดเศรษฐกิจโดนัท (Doughnut Economics) เพื่อตอบโจทย์อันย้อนแย้งนี้ โดยเป็นแนวทางเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและ ปรับปรุงสภาพสังคมให้ดีขึ้นโดยเคารพข้อจำกัดทางนิเวศวิทยา

ขอบด้านนอกของโดนัทคือพรมแดนแห่งพิภพ(planetray boundaries)ซึ่งมี 9 ด้าน คือวิกฤตสภาพภูมิอากาศ(Climate Change) การใช้น้ำจืด(Freshwater Use) ปริมาณไนโตรเจนและฟอสฟอรัส(Nitrogen and Phosphorus Loading) การกลายเป็นกรดของมหาสมุทร (Ocean Acidification) มลพิษจากสารเคมี(Chemical Pollution) มลพิษในบรรยากาศ (Atmospheric Pollution) การลดลงของชั้นโอโซน(Ozone Depletion), การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ(Biodiversity Loss) และการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน(Land Use Change) เกินจากพรมแดนเหล่านี้ไปคือหายนะทางนิเวศวิทยาที่ไม่อาจรับได้

ขอบด้านในของโดนัทคือรากฐานทางสังคม 12 ด้านคือ สุขภาพ(Health) อาหาร(Food) น้ำ(Water) พลังงาน(Energy) การศึกษา(Education) รายได้/การงาน(Income/Work) สันติภาพ/ความยุติธรรม(Peace/Justice) สิทธิในการแสดงความคิดเห็น(Political Voice) ความเป็นธรรมทางสังคม(Social Equity) ความเท่าเทียมทางเพศสภาพ (Gender equality) ที่อยู่อาศัย(Housing) และข่ายใยทางสังคม(Networks) การละเลยรากฐานเหล่านี้นำมาซึ่งความทุกข์ยาก และความโกลาหลอย่างไม่มีที่สิ้นสุดในสังคมมนุษย์

Screen Shot 2560-05-31 at 6.06.48 PM

ที่มา : ดัดแปลงจาก https://www.kateraworth.com/doughnut/

ระหว่างขอบด้านนอกและด้านใน(ของโดนัท) คือ พื้นที่ปลอดภัยและเป็นธรรมสำหรับมนุษยชาติและระบบเศรษฐกิจแบบ กระจายศูนย์และฟื้นฟูขึ้นใหม่ได้ ที่เอื้อให้มนุษย์ผูกพันกับธรรมชาติ ขณะเดียวกันก็ไม่เบียดเบียนผู้อื่น(ความเป็นธรรมทางสังคม) จากเรื่องเล็กๆ ที่ทำด้วยตนเองไม่ว่าจะเป็นการลดขยะ ปลูกพืชผักสวนครัว ฉลาดใช้พลังงาน การเดินทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การศึกษาธรรมชาติ ฟื้นฟูป่าไม้ ฯลฯ ไปจนถึงปฏิบัติการขับเคลื่อนร่วมมือกับผู้คน กลุ่มบุคคลและองค์กรต่างๆ เพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนและอนาคตที่เราต้องการร่วมกัน

อ่านเพิ่มเติม

  1. Tony Juniper, “What’s really happening to our planet? The facts simply explained”, Penguin Random House, 2016.
  2. Thailand’s Sustainable Development Sourcebook 2016.

2 Responses

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading