ไทยมีมาตรฐานไดออกซินที่เข้มงวดเท่ากับมาตรฐานสากลแล้ว ประโยคนี้ไม่พอจะทำให้โรงไฟฟ้าขยะมีความปลอดภัย
เวลาพรรคการเมืองหรือผู้ผลักดันโรงไฟฟ้าขยะถูกตั้งคำถามเรื่องมลพิษ คำตอบยอดนิยมคือ มาตรฐานไทยเข้มแล้วเพราะในราชกิจจานุเบกษาได้กำหนดค่าควบคุมไดออกซิน/ฟิวแรน (PCDD/Fs) สำหรับโรงไฟฟ้าที่ใช้ขยะเป็นเชื้อเพลิงไว้ที่ ไม่เกิน 0.1 ng I-TEQ/Nm³ (หน่วยความเข้มข้นเทียบเคียงความเป็นพิษต่อมนุษย์) ทั้งโรงไฟฟ้าเก่าและใหม่ (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 140 ตอนพิเศษ 205 ง วันที่ 28 สิงหาคม 2566 หน้า 80) เทียบเท่าตัวเลขที่มักถูกอ้างว่าเป็นระดับสากล การยกตัวเลข 0.1 มาตอบทุกคำถามเป็นความพยายามโน้มน้าวให้สังคมเข้าใจผิดว่าเมื่อมลพิษปลายปล่องผ่านมาตรฐานหมายถึงความปลอดภัย ทั้งที่ความจริง ความเสี่ยงของโรงไฟฟ้าขยะไม่ได้ตัดสินกันที่ค่ามลพิษที่วัดปลายปล่องอย่างเดียว หากคือระบบกำกับดูแลทั้งชุด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องตรวจวัดอย่างไร เปิดเผยข้อมูลแค่ไหน บังคับใช้เข้มเพียงใด และที่สำคัญ ระบบกำจัดขยะที่เป็นอยู่นี้กำลังพาไทยไปสู่ “Zero Waste” หรือทำให้เราติดกับดักในการผลิตขยะเพิ่มขึ้นไปอีกหลายสิบปีเพื่อเป็นเชื้อเพลิงป้อนโรงไฟฟ้าขยะที่เป็นแหล่งกำเนิดสารก่อมะเร็งและสารก่อกวนฮอร์โมน(Endrocrine Disruptors)ตัวฉกาจ คำว่าเข้มงวดต้องดูสามเรื่องพร้อมกันคือ (1) ความถี่การตรวจ (2) ความน่าเชื่อถือของข้อมูลและ (3) การลงโทษในทางกฎหมายเมื่อฝ่าฝืน ไดออกซินไม่ใช่มลพิษที่ตรวจได้แบบเรียลไทม์ทั่วไป การตรวจมักเป็นการเก็บตัวอย่างเป็นครั้งคราว ใช้ต้นทุนสูง และต้องพึ่งความพร้อมของระบบห้องแล็บ เมื่อการตรวจไม่ถี่และไม่ต่อเนื่อง คำถามคือโรงงานเผาขยะผ่านมาตรฐานทั้งปีหรือผ่านเฉพาะวันที่ตรวจ? หากระบบตรวจจับช่วงพีกไม่ได้ การอ้างตัวเลข 0.1 […]
ควันไฟป่าในแคนาดาลอยปกคลุมไปถึงรัฐทางตอนเหนือของสหรัฐฯ
ควันจากไฟป่าหลายร้อยจุดที่กำลังลุกไหม้ในแคนาดาได้สร้างท้องฟ้าหม่นมัวและคุณภาพอากาศย่ำแย่ทั่วหลายมลรัฐและบางรัฐทางตอนเหนือของสหรัฐฯ ในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมถึงต้นเดือนสิงหาคม 2025 รายงานข่าวระบุว่ามลพิษทางอากาศส่งผลกระทบต่อพื้นที่ในเขตมลรัฐนอร์ทเวสต์เทร์ริทอรีส์ อัลเบอร์ตา ซัสแคตเชวัน แมนิโทบา และออนแทรีโอ รวมถึงบางส่วนของภูมิภาคอัปเปอร์มิดเวสต์และตะวันออกเฉียงเหนือของสหรัฐฯ ภาพเคลื่อนไหวด้านบนแสดงความเข้มข้นและการเคลื่อนตัวของควันไฟป่าตั้งแต่วันที่ 30 กรกฎาคม ถึง 3 สิงหาคม 2025 โดยแสดงอนุภาคแบล็กคาร์บอน หรือเขม่าดำ จากไฟป่าในแคนาดาที่ลอยผ่านท้องฟ้าทั่วทวีปอเมริกาเหนือ แบล็กคาร์บอนเป็นองค์ประกอบของฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ซึ่งอาจทำให้อาการของโรคหัวใจและโรคทางเดินหายใจรุนแรงขึ้น รวมถึงก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ข้อมูลแบล็กคาร์บอนมาจากแบบจำลอง GEOS Forward Processing (GEOS-FP) ของนาซา ซึ่งใช้ข้อมูลจากดาวเทียม เครื่องบิน และสถานีตรวจวัดภาคพื้นดิน นอกจากการสังเกตการณ์ละอองลอยและไฟป่าแล้ว GEOS-FP ยังรวมข้อมูลอุตุนิยมวิทยา เช่น อุณหภูมิ ความชื้น และกระแสลม เพื่อคาดการณ์การเคลื่อนตัวของกลุ่มควัน ภาพเคลื่อนไหวแสดงให้เห็นว่ากลุ่มควันในแคนาดาตอนเหนือกระจายและลอยไปทางตะวันออก ในวันที่ 2 และ 3 สิงหาคม หลายมลรัฐอยู่ภายใต้คำเตือนคุณภาพอากาศ ซึ่งจะออกประกาศเมื่อดัชนีคุณภาพอากาศเพื่อสุขภาพของแคนาดา (AQHI) อยู่ในระดับ 10 ขึ้นไป หมายถึงความเสี่ยงสูงมากต่อสุขภาพ ในวันที่ […]
การเดินทางร่วมกัน (Ridesharing)
เรียบเรียงจาก Drawdown: The Most Comprehensive Plan Ever Proposed to Reverse Global Warming by Paul Hawken (Editor) เมื่อมองแวบแรก ไม่มีภาพไหนที่ดูขาดความรับผิดชอบไปมากกว่าการแสดงให้เห็นถึงการเดินทางร่วมกันแบบนี้อย่างไรก็ตาม ควรทราบว่ารถจี๊ปคันนี้จอดนิ่งอยู่ และผู้คนขึ้นไปเพื่อถ่ายภาพในเชิงขบขัน เรานำภาพนี้มาแสดงด้วยเหตุผลอื่น: ยานพาหนะและการเดินทางเป็นทรัพยากรที่มีค่าเช่นเดียวกับไม้และการประมง ผู้คนในประเทศที่มั่งคั่งมักจะมองข้ามคุณค่าของรถยนต์และใช้มันอย่างไม่ใส่ใจสำหรับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ หรือแค่ไปทำธุระ เราใส่ภาพนี้ไว้เพื่อแสดงให้เห็นว่า การเดินทางมีคุณค่าเพียงใด และหากเราต้องการรักษาทรัพยากร เราก็ต้องเรียนรู้ที่จะแบ่งปันมัน ตั้งแต่ Ford Model T ลงสู่ท้องถนนในปี 1908 ผู้คนไม่ได้ใช้ความจุของรถยนต์เพียงแค่สำหรับครอบครัวและเพื่อนฝูงเท่านั้น ในปี 2015 พจนานุกรม Oxford English Dictionary ได้เพิ่มคำกริยา “ride-share” ลงในรายการคำศัพท์อย่างเป็นทางการ “Ridesharing” เป็นคำใหม่สำหรับแนวปฏิบัติที่มีมานานแล้ว หมายถึง การเติมเต็มที่นั่งว่างในรถโดยการจับคู่ระหว่างผู้ขับขี่และผู้โดยสารที่มีจุดเริ่มต้น ปลายทาง หรือจุดแวะเดียวกันระหว่างทาง(คำนี้ไม่รวมถึงบริการที่คล้ายแท็กซี่ที่ดำเนินการโดยบุคคลทั่วไป แม้ว่ามักจะถูกเรียกด้วยชื่อเดียวกัน) ตัวอย่างแรกของการเดินทางร่วมกันเพื่อประโยชน์ส่วนรวมเกิดขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองพร้อมกับการก่อตั้ง “ชมรมใช้รถร่วมกัน” (Car-sharing clubs) […]
เติมช่องว่างข้อมูลมลพิษทางอากาศ
ผลกระทบร่วมกันของมลพิษทางอากาศทั้งภายนอกและภายในบ้านส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตก่อนวัยอันควร 6.7 ล้านคนต่อปี ทำให้มลพิษทางอากาศกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงอันดับต้นๆ ของโลกที่ก่อให้เกิดการเสียชีวิตและโรคเรื้อรัง ตามรายงานขององค์การอนามัยโลกและสถาบันประเมินมาตรการด้านสุขภาพโลก อย่างไรก็ตาม สำหรับคนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะในประเทศที่มีรายได้ต่ำและปานกลาง การเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับคุณภาพอากาศในท้องถิ่นยังคงมีข้อจำกัด “ผมมักเห็นการจัดอันดับ ‘เมืองที่มีมลพิษมากที่สุดในโลก’ แต่การจัดอันดับเหล่านี้อาจทำให้เข้าใจผิด” แรนดอลล์ มาร์ติน นักวิทยาศาสตร์ด้านบรรยากาศจากมหาวิทยาลัยวอชิงตันในเซนต์หลุยส์กล่าว “ความหนาแน่นของเครื่องมือตรวจวัดคุณภาพอากาศทั่วโลกยังต่ำมาก ทำให้ไม่มีใครสามารถบอกได้ว่าเมืองใดมีมลพิษมากที่สุดโดยทั่วไป และยิ่งยากขึ้นไปอีกที่จะระบุในวันใดวันหนึ่ง แม้ว่าจำนวนเครื่องมือตรวจวัดภาคพื้นดินจะเพิ่มขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่ก็ยังมีประชากรอีกหลายล้านคนที่อาศัยอยู่ในประเทศที่ไม่มีการเก็บข้อมูลมลพิษทางอากาศคุณภาพสูง หรือไม่มีการเปิดเผยข้อมูลเหล่านี้ต่อสาธารณะ” ทีมนักวิจัยที่ได้รับทุนจากนาซ่ากำลังพยายามแก้ไขปัญหาการขาดแคลนข้อมูลโดยพัฒนาแนวทางใหม่ในการติดตามมลพิษทางอากาศ—เทคนิคที่ขับเคลื่อนด้วยการสังเกตจากดาวเทียม การสร้างแบบจำลอง และการใช้ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ เพื่อทำให้แนวทางนี้เป็นประโยชน์ต่อเมืองในประเทศกำลังพัฒนามากขึ้น ทีมงานของนาซ่าได้ร่วมมือกับสถาบันทรัพยากรโลก (WRI) ในโครงการนำร่องที่เรียกว่า CityAQ ประเทศส่วนใหญ่มีข้อจำกัดหรือไม่มีสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศแบบ “อ้างอิง” ที่มีราคาแพงแต่ให้ข้อมูลที่แม่นยำสำหรับการวัดฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) และมลพิษที่เป็นอันตรายอื่น ๆ เช่น ไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2) โอโซน (O3) และซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) การขาดแคลนการตรวจวัดส่งผลกระทบอย่างชัดเจน รายงานการวิเคราะห์ข้อมูลมลพิษทางอากาศในปี 2022 ที่รวบรวมจากสถานทูตสหรัฐฯ ใน 40 ประเทศ พบว่า เมืองที่ได้รับการเข้าถึงข้อมูลคุณภาพอากาศแบบเรียลไทม์สามารถลดระดับมลพิษทางอากาศลงได้อย่างมีนัยสำคัญ แม้แต่ในเมืองขนาดใหญ่ เครื่องมือตรวจวัดคุณภาพอากาศที่เชื่อถือได้ก็ยังมีอยู่อย่างจำกัด จากการประมาณการ […]
