Taragraphies — Header Component

ควันจากไฟป่าหลายร้อยจุดที่กำลังลุกไหม้ในแคนาดาได้สร้างท้องฟ้าหม่นมัวและคุณภาพอากาศย่ำแย่ทั่วหลายมลรัฐและบางรัฐทางตอนเหนือของสหรัฐฯ ในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมถึงต้นเดือนสิงหาคม 2025

รายงานข่าวระบุว่ามลพิษทางอากาศส่งผลกระทบต่อพื้นที่ในเขตมลรัฐนอร์ทเวสต์เทร์ริทอรีส์ อัลเบอร์ตา ซัสแคตเชวัน แมนิโทบา และออนแทรีโอ รวมถึงบางส่วนของภูมิภาคอัปเปอร์มิดเวสต์และตะวันออกเฉียงเหนือของสหรัฐฯ

ภาพเคลื่อนไหวด้านบนแสดงความเข้มข้นและการเคลื่อนตัวของควันไฟป่าตั้งแต่วันที่ 30 กรกฎาคม ถึง 3 สิงหาคม 2025 โดยแสดงอนุภาคแบล็กคาร์บอน หรือเขม่าดำ จากไฟป่าในแคนาดาที่ลอยผ่านท้องฟ้าทั่วทวีปอเมริกาเหนือ แบล็กคาร์บอนเป็นองค์ประกอบของฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ซึ่งอาจทำให้อาการของโรคหัวใจและโรคทางเดินหายใจรุนแรงขึ้น รวมถึงก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพอื่น ๆ

ข้อมูลแบล็กคาร์บอนมาจากแบบจำลอง GEOS Forward Processing (GEOS-FP) ของนาซา ซึ่งใช้ข้อมูลจากดาวเทียม เครื่องบิน และสถานีตรวจวัดภาคพื้นดิน นอกจากการสังเกตการณ์ละอองลอยและไฟป่าแล้ว GEOS-FP ยังรวมข้อมูลอุตุนิยมวิทยา เช่น อุณหภูมิ ความชื้น และกระแสลม เพื่อคาดการณ์การเคลื่อนตัวของกลุ่มควัน

ภาพเคลื่อนไหวแสดงให้เห็นว่ากลุ่มควันในแคนาดาตอนเหนือกระจายและลอยไปทางตะวันออก ในวันที่ 2 และ 3 สิงหาคม หลายมลรัฐอยู่ภายใต้คำเตือนคุณภาพอากาศ ซึ่งจะออกประกาศเมื่อดัชนีคุณภาพอากาศเพื่อสุขภาพของแคนาดา (AQHI) อยู่ในระดับ 10 ขึ้นไป หมายถึงความเสี่ยงสูงมากต่อสุขภาพ ในวันที่ 3 สิงหาคม ทัศนวิสัยในเมืองฟอร์ตแมคเมอร์เรย์ รัฐอัลเบอร์ตา ลดลงเหลือเพียง 200 เมตร (660 ฟุต)

คุณภาพอากาศที่ย่ำแย่ยังส่งผลต่อพื้นที่ห่างไกลจากจุดเกิดไฟป่า เนื่องจากระบบความกดอากาศสูงได้ผลักควันจากชั้นบรรยากาศสูงให้กลับลงสู่พื้นดิน ตามรายงานของนักอุตุนิยมวิทยา ตัวอย่างเช่น ทางการรัฐมินนิโซตาออกประกาศเตือนคุณภาพอากาศทั่วทั้งรัฐเกือบหนึ่งสัปดาห์ และในวันที่ 3 สิงหาคม ประชาชนในหลายรัฐทางตะวันออกเฉียงเหนือของสหรัฐฯ ได้รับคำแนะนำให้ลดการทำกิจกรรมนอกบ้าน ขณะเดียวกัน AQHI ในเมืองโตรอนโต รัฐออนแทรีโอ อยู่ที่ระดับ 7 ซึ่งหมายถึงความเสี่ยงสูงต่อสุขภาพ

แคนาดากำลังเผชิญกับหนึ่งในฤดูไฟป่าที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ในแง่ของพื้นที่เผาไหม้ วันที่ 3 สิงหาคม มีพื้นที่กว่า 6.6 ล้านเฮกตาร์ (16.3 ล้านเอเคอร์) ถูกเผา ซึ่งเกินค่าเฉลี่ย 25 ปีที่ราว 2.2 ล้านเฮกตาร์ แต่ยังน้อยกว่าปี 2023 ที่เป็นปีสถิติซึ่งมีพื้นที่เผาไหม้กว่า 12.3 ล้านเฮกตาร์ ในวันเดียวกันนั้น มีไฟป่า 159 จุดในแมนิโทบา และ 81 จุดในซัสแคตเชวัน โดยหลายจุดถูกจัดอยู่ในสถานะควบคุมไม่ได้ อีก 106 จุดยังลุกไหม้อยู่ในนอร์ทเวสต์เทร์ริทอรีส์

อย่างน้อยเป็นครั้งที่สองในฤดูกาลนี้ที่ควันจากไฟป่าเหล่านี้เดินทางข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกไปยังยุโรป โดยถูกพัดไปด้วยกระแสเจ็ตสตรีมที่แรง และคาดว่าจะถึงท้องฟ้ายุโรปตะวันตกในช่วงวันที่ 5–7 สิงหาคม ก่อนหน้านี้ในช่วงกลางเดือนมิถุนายน 2025 กลุ่มควันจากแคนาดาอีกครั้งหนึ่งได้ทำให้คุณภาพอากาศในยุโรปตอนกลางและตอนใต้ย่ำแย่ และทำให้ท้องฟ้าเป็นสีแดง

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading