Taragraphies — Header Component

เวลาพรรคการเมืองหรือผู้ผลักดันโรงไฟฟ้าขยะถูกตั้งคำถามเรื่องมลพิษ คำตอบยอดนิยมคือ มาตรฐานไทยเข้มแล้วเพราะในราชกิจจานุเบกษาได้กำหนดค่าควบคุมไดออกซิน/ฟิวแรน (PCDD/Fs) สำหรับโรงไฟฟ้าที่ใช้ขยะเป็นเชื้อเพลิงไว้ที่ ไม่เกิน 0.1 ng I-TEQ/Nm³ (หน่วยความเข้มข้นเทียบเคียงความเป็นพิษต่อมนุษย์) ทั้งโรงไฟฟ้าเก่าและใหม่ (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 140 ตอนพิเศษ 205 ง วันที่ 28 สิงหาคม 2566 หน้า 80) เทียบเท่าตัวเลขที่มักถูกอ้างว่าเป็นระดับสากล

การยกตัวเลข 0.1 มาตอบทุกคำถามเป็นความพยายามโน้มน้าวให้สังคมเข้าใจผิดว่าเมื่อมลพิษปลายปล่องผ่านมาตรฐานหมายถึงความปลอดภัย ทั้งที่ความจริง ความเสี่ยงของโรงไฟฟ้าขยะไม่ได้ตัดสินกันที่ค่ามลพิษที่วัดปลายปล่องอย่างเดียว หากคือระบบกำกับดูแลทั้งชุด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องตรวจวัดอย่างไร เปิดเผยข้อมูลแค่ไหน บังคับใช้เข้มเพียงใด และที่สำคัญ ระบบกำจัดขยะที่เป็นอยู่นี้กำลังพาไทยไปสู่ “Zero Waste” หรือทำให้เราติดกับดักในการผลิตขยะเพิ่มขึ้นไปอีกหลายสิบปีเพื่อเป็นเชื้อเพลิงป้อนโรงไฟฟ้าขยะที่เป็นแหล่งกำเนิดสารก่อมะเร็งและสารก่อกวนฮอร์โมน(Endrocrine Disruptors)ตัวฉกาจ

คำว่าเข้มงวดต้องดูสามเรื่องพร้อมกันคือ (1) ความถี่การตรวจ (2) ความน่าเชื่อถือของข้อมูลและ (3) การลงโทษในทางกฎหมายเมื่อฝ่าฝืน ไดออกซินไม่ใช่มลพิษที่ตรวจได้แบบเรียลไทม์ทั่วไป การตรวจมักเป็นการเก็บตัวอย่างเป็นครั้งคราว ใช้ต้นทุนสูง และต้องพึ่งความพร้อมของระบบห้องแล็บ เมื่อการตรวจไม่ถี่และไม่ต่อเนื่อง คำถามคือโรงงานเผาขยะผ่านมาตรฐานทั้งปีหรือผ่านเฉพาะวันที่ตรวจ? หากระบบตรวจจับช่วงพีกไม่ได้ การอ้างตัวเลข 0.1 ก็เป็นเพียงตรายางทางการเมืองมากกว่าหลักประกันด้านสุขภาพ

จุดอันตรายมักอยู่ในช่วงที่ระบบผิดปกติ ความเสี่ยงจากโรงไฟฟ้าขยะมักพุ่งในช่วงที่ระบบไม่เสถียร เช่น เริ่มเดินเครื่อง (start-up) หยุดเดินเครื่อง (shut-down) อุณหภูมิ/ออกซิเจนแกว่ง เชื้อเพลิงแปรปรวน ระบบดักจับมลพิษมีปัญหา ช่วงเหล่านี้คือช่วงที่ชุมชนกังวลที่สุด แต่กลับเป็นช่วงที่ ข้อมูลหายหรือไม่ถูกบอกเล่าอย่างโปร่งใส ดังนั้น 0.1 ng I-TEQ/Nm³ (หน่วยความเข้มข้นเทียบเคียงความเป็นพิษต่อมนุษย์) จะมีความหมายก็ต่อเมื่อรัฐกำกับดูแลเข้มงวดในช่วงผิดปกติ เหล่านี้ด้วยไม่ใช่กำกับเฉพาะช่วงที่โรงงานพร้อมโชว์ผลตรวจ

โรงไฟฟ้าขยะไม่ได้ทำให้สารพิษหายไปแต่จำนวนหนึ่งถูกย้ายจากอากาศไปสู่เถ้าลอย (fly ash) และกากจากระบบบำบัดมลพิษซึ่งมักเข้าข่ายของเสียอันตราย หากการขนส่ง กำจัดและฝังกลบของเสียอันตรายไม่เข้มพอ ความเสี่ยงจะย้ายจากปล่องควันไปสู่ ดิน น้ำ และห่วงโซ่อาหาร ชุมชนท้องถิ่นไม่ได้ต้องการแค่มาตรฐานปลายปล่องแต่ต้องการคำตอบว่า เถ้าพิษจากการกระบวนการเผาไหม้ขยะจะถูกจัดการฝังกลบที่ไหน ใครรับผิดและตรวจสอบย้อนหลังได้หรือไม่

นอกจากไดออกซินที่เป็นสารก่อมะเร็งตัวพ่อแล้วยังมีมลพิษอื่นที่กระทบสุขภาพโดยตรง เช่น ฝุ่น PM10 PM2.5 ฝุ่นนาโน SO₂ NOx HCl โลหะหนัก และค่าความทึบแสงปล่องควัน ซึ่งเป็นเรื่อง ความเสี่ยงสะสมมากกว่าความเสี่ยงเดี่ยว พูดง่ายๆ คือต่อให้ไดออกซินผ่านมาตรฐานแบบสุ่มตรวจ แต่หากระบบควบคุม ตรวจวัดและบังคับใช้ของมลพิษอื่นๆ หละหลวม ความเสี่ยงรวมของชุมชนก็ยังสูงอยู่ดี

นโยบาย Zero Waste ต้องทำให้ขยะลดลงเรื่อยๆ จนไม่มีสิ่งที่กลายเป็นขยะ แต่โรงไฟฟ้าขยะและ RDF ต้องการเชื้อเพลิงต่อเนื่องระยะยาวเพื่อให้คุ้มทุนและเดินเครื่องได้ตามสัญญานี่คือโครงสร้างที่สวนทางกันโดยธรรมชาติ เมื่อสร้างโรงไฟฟ้าขยะแล้ว เราจะถูกกดดันให้ผลิตขยะเอามาเผาแทนที่จะลดขยะให้เหลือน้อยที่สุด ต่อให้มาตรฐานมลพิษเข้มขึ้นแค่ไหน ถ้าทิศทางการจัดการขยะของประเทศยังมัวเมากับเทคโนโลยีเผาขยะ วิสัยทัศน์ Zero Waste ก็เป็นเพียงความฝัน

☠️ หากผู้ผลักดันโครงการโรงไฟฟ้าขยะและ RDF ต้องการให้สังคมเชื่อว่า 0.1 ng I-TEQ/Nm³ คือหลักประกัน ต้องยอมรับเงื่อนไขต่อไปนี้ ☠️

☠️ เปิดข้อมูลตรวจวัดมลพิษต่อสาธารณะแบบเข้าถึงง่าย ตรวจสอบย้อนกลับได้ (พร้อม QA/QC และห้องแล็บอิสระ)

☠️ ยกระดับการตรวจไดออกซินให้สะท้อนทั้งปีและกำกับเข้มช่วง start-up/shut-down และเหตุผิดปกติ

☠️ ระบบจัดการเถ้าพิษแบบตรวจสอบย้อนกลับได้ตั้งแต่หน้าเตาเผาจนถึงปลายทางการกำจัด

☠️ ห้ามทำสัญญา Put or Pay (ขั้นต่ำ/ส่งไม่ครบต้องจ่าย) ที่ลงโทษท้องถิ่นเมื่อลดขยะได้จริง บริษัทผู้สร้างโรงงานเผาขยะมักจะทำสัญญาซึ่งผูกมัดชุมชนต่างๆ ให้มีการขนส่งขยะไปยังเตาเผาในระยะเวลาที่กำหนดเพื่อจะได้เงินในส่วนที่ลงทุนกลับคืนมา ในการนี้ชุมชนต้องเซ็นสัญญาที่เรียกว่า “ส่งหรือจ่าย” (put or pay) ซึ่งจะผูกมัดให้ชุมชนต้องส่งขยะไปเผาในแต่ละเดือน แต่ละปี ในปริมาณที่กำหนดไว้ และหากทำไม่ได้ตามนั้นก็ต้องจ่ายเงินตามกำหนดที่ขาดไป

☠️ ดำเนินนโยบายต้นทางเป็นหลัก แยกขยะอินทรีย์และเศษอาหารภาคบังคับ จ่ายตามที่ทิ้ง (PayAsYouThrow) ExtendedProducerResponsibility/DRS และ reuse infrastructure ก่อนไปมัวเมากับการขยายเพิ่มกำลังการเผาขยะ

สุดท้ายนี้ คำถามทางการเมืองไม่ใช่เรามีมาตรฐานมลพิษหรือยัง แต่คือเรากำลังสร้างสังคม Zero Waste หรือ “ดงโรงงานเผาขยะ แหล่งกำเนิดสารก่อมะเร็งและสารก่อกวนฮอร์โมน(Endrocrine Disruptors)” หากคำตอบยังเป็นอย่างหลัง ต่อให้ตัวเลขดูสวยแค่ไหนก็ไม่ใช่นโยบายที่ปลอดภัย ยุติธรรม หรือยั่งยืนสำหรับสังคมไทย

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading