Taragraphies — Header Component

กลลวงกัมมันตรังสี: ความเสี่ยงต่อสิ่งแวดล้อมจากโรงงานแปรรูปแร่แรร์เอิร์ธของ Lynas ในมาเลเซีย

Lynas ก่อตั้งขึ้นในปี 1983 ภายใต้ชื่อ Yilgangi Gold NL ในรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย และเปลี่ยนมาใช้ชื่อ Lynas ในปี 1985 บริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ออสเตรเลีย (ASX) ในปี 1986 ต่อมาในปี 2001 บริษัทได้ขายธุรกิจเหมืองทองคำและหันมาโฟกัสที่แร่แรร์เอิร์ธ (rare earths) Lynas ก่อตั้งโดยประธานกรรมการคนปัจจุบัน Nicholas Curtis ผู้ซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ในปี 2001 Lynas ได้รับใบอนุญาตดำเนินโรงงานแปรรูปแรร์เอิร์ธในออสเตรเลียจากการเทกโอเวอร์บริษัท Ashton ซึ่งก่อนหน้านั้นได้รับอนุญาตในปี 1992 ให้สร้างโรงงานแปรรูปดังกล่าวที่เมือง Meenaar ในออสเตรเลีย เดิมที Lynas มีใบอนุญาตแปรรูปในออสเตรเลียอยู่แล้ว แต่ด้วยเหตุผลด้านการลดต้นทุน จึงวางแผนจะย้ายกระบวนการแปรรูปไปจีน—ประเทศที่มีเงินลงทุนและต้นทุนดำเนินงานต่ำ มีทักษะสูงในอุตสาหกรรมแรร์เอิร์ธ และมีศักยภาพการแยกสกัดที่มีอยู่เดิม ยิ่งไปกว่านั้น จีนบริโภคความต้องการแรร์เอิร์ธของโลกถึง 50% เพื่อระดมทุนสำหรับโครงการ Lynas ได้ระดม A$75 ล้าน (A$ หมายถึงดอลลาร์ออสเตรเลีย) ผ่านการออกหุ้นกู้แปลงสภาพและหุ้น […]

สิงคโปร์/มาเลเซียยามราตรี

นักบินอวกาศบนสถานีอวกาศนานาชาติได้ถ่ายภาพยามค่ำคืนของแสงไฟในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งรวมถึงบางส่วนของสิงคโปร์และมาเลเซีย ท่าเรือขนส่งสินค้าปรากฏเรียงรายตามแนวชายฝั่ง และเรือกระจัดกระจายอยู่ในช่องแคบสิงคโปร์ ช่องแคบยะโฮร์เป็นเส้นแบ่งระหว่างสิงคโปร์ (ทางใต้) กับคาบสมุทรมาเลเซีย (ทางเหนือ) พื้นที่เมืองของสิงคโปร์ครอบคลุมเกาะหลักคือเกาะสิงคโปร์ รวมถึงเกาะเล็กเกาะน้อยอีกมากมายที่กระจายอยู่ในช่องแคบยะโฮร์และช่องแคบสิงคโปร์ สะพานสองแห่งที่มีแสงไฟสว่างชัดเชื่อมต่อสองประเทศเข้าด้วยกัน ได้แก่ สะพานยาวยะโฮร์ในบริเวณตอนกลาง และสะพานแห่งที่สองทางฝั่งตะวันตก ช่องแคบมะละกา ซึ่งอยู่ด้านบนซ้ายของภาพ ปรากฏเป็นพื้นที่มืด ไม่มีแสงสว่างจากเรือหรือแผ่นดินมากนัก ในขณะที่ฝั่งขวาของภาพเรียงรายไปด้วยหมู่บ้านเล็กๆ บนแผ่นดินใหญ่ของมาเลเซีย แสงไฟในเขตเมืองที่พัฒนาแล้วปรากฏเป็นแสงสีขาวและเหลือง เมืองหลวงของสิงคโปร์สว่างที่สุดและมีความหนาแน่นของแสงมากที่สุด ข้ามช่องแคบไป เมืองยะโฮร์บาห์รูก็มีแสงสว่างหนาแน่นเช่นกัน แสงไฟในเขตเมืองจะเปลี่ยนเป็นโทนสีส้มเมื่อออกห่างจากใจกลางเมือง ซึ่งความแตกต่างของสีเหล่านี้มักเกี่ยวข้องกับชนิดของหลอดไฟ เช่น หลอด LED ซึ่งให้แสงสีขาว มักใช้ในพื้นที่อุตสาหกรรม ระบบขนส่ง และเขตเมืองหนาแน่น ขณะที่หลอดโซเดียมให้แสงสีเหลือง-ส้ม มักใช้ในพื้นที่ที่มีความหนาแน่นของประชากรต่ำกว่า ตรงกลางของเกาะสิงคโปร์มีพื้นที่มืดยาวแสดงถึงผืนป่าหนาทึบของสวนสาธารณะและเขตอนุรักษ์ธรรมชาติ รวมถึงแหล่งน้ำในอ่างเก็บน้ำ พื้นที่นี้เป็นที่อยู่อาศัยของพืชและสัตว์ประจำถิ่น เป็นที่หลบพักจากความวุ่นวายของเมือง และยังทำหน้าที่เก็บกักน้ำฝนไว้ใช้บริโภค บริเวณท่าเรือขนส่งสินค้าที่สว่างจ้ามากทางฝั่งตะวันตกของเมืองหลวงดูโดดเด่นจากพื้นน้ำที่มืดสนิท ส่วนสนามบินชางงีของสิงคโปร์ปรากฏเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าสว่างบนฝั่งตะวันออกของเกาะ สนามบินตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามช่องแคบกับหนึ่งในจุดใต้สุดของคาบสมุทรมาเลเซีย ซึ่งเรืองแสงด้วยแสงสีเหลืองโทนอุ่นแบบเดียวกันกับที่พบในท่าเรือขนส่งสินค้า Astronaut photograph ISS070-E-80842 was acquired on January 26, 2024, with a […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings