Taragraphies — Header Component

เลี้ยงวัวบนชายฝั่ง

เรียบเรียงจาก Drawdown: The Most Comprehensive Plan Ever Proposed to Reverse Global Warming by  Paul Hawken  (Editor) ตั้งแต่กรีกโบราณจนถึงไอซ์แลนด์ สาหร่ายทะเลถูกใช้เป็นอาหารเลี้ยงสัตว์มานานหลายพันปี โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวเมื่ออาหารสัตว์ตามธรรมชาติมีจำกัด เกษตรกรเลี้ยงสัตว์และชาวปศุสัตว์สังเกตมานานแล้วว่าสาหร่ายมีผลช่วยให้สัตว์เลี้ยงอ้วนท้วนขึ้น ในปัจจุบัน บนเกาะปรินซ์เอ็ดเวิร์ด (Prince Edward Island) ประเทศแคนาดา โจ ดอร์แกน (Joe Dorgan) เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมพบว่า วัวที่เลี้ยงใกล้ชายฝั่งมีสุขภาพดีกว่าและผลิตนมได้มากกว่าวัวที่เลี้ยงอยู่ลึกเข้าไปในแผ่นดิน เขาจึงเริ่มเก็บสาหร่ายทะเลที่ถูกพัดขึ้นฝั่งจากพายุเพื่อนำมาเป็นอาหารให้สัตว์ทั้งหมดของเขา ไม่นานนัก ดอร์แกนก็ตระหนักว่า นี่อาจเป็นโอกาสทางธุรกิจ หากเขาสามารถทำให้สาหร่ายที่ใช้เลี้ยงสัตว์ได้รับการอนุมัติให้จำหน่ายได้ นักวิจัย ร็อบ คินลีย์ (Rob Kinley) เข้ามาช่วยทำการทดสอบที่จำเป็น และพบว่าสาหร่ายช่วยให้ระบบย่อยอาหารของวัวมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยปกติแล้ว วัวจะปล่อยก๊าซมีเทนออกมาเป็นของเสียจากกระบวนการย่อยอาหาร แต่เมื่อกินสาหร่ายของดอร์แกน การปล่อยก๊าซมีเทนลดลง 12% ทำให้พลังงานที่เคยสูญเสียไปกับการผลิตมีเทนถูกเปลี่ยนไปใช้ในการผลิตนมแทน เมื่อสังเกตผลลัพธ์จากสาหร่ายทะเลที่ถูกพัดขึ้นฝั่ง คินลีย์จึงเริ่มสงสัยว่า มีสาหร่ายชนิดอื่นหรือไม่ที่สามารถลดการผลิตก๊าซมีเทนจากวัวได้ดียิ่งขึ้น วัวเป็นสัตว์ในกลุ่มสัตว์เคี้ยวเอื้อง (Ruminants) ซึ่งได้ชื่อนี้จากกระเพาะรูเมน […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings