Taragraphies — Header Component

อุบัติภัยอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่มาบตาพุดครั้งล่าสุดย้ำถึงความจำเป็นของสนธิสัญญาพลาสติกโลกในการลดการผลิตพลาสติกเพื่อปกป้องสภาพภูมิอากาศและยุติสารเคมีเป็นพิษเพื่อคุ้มครองสุขภาพของมนุษย์

เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2567 เวลา 12.25 น. ไวนิลคลอไรด์โมโนเมอร์ (Vinyl Chloride Monomer-VCM) สารตั้งต้นในกระบวนการผลิตเม็ดพลาสติกพีวีซีรั่วไหลออกจากหน่วยผลิตย่อยที่ 1 ของโรงงานไทยพลาสติกและเคมีภัณฑ์ (Thai Plastics and Chemicals-TPC) นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ถนนไอ-หนึ่ง ตำบลมาบตาพุด อำเภอเมือง จังหวัดระยอง การรั่วไหลของไวนิลคลอไรด์โมโนเมอร์ทำให้เกิดเพลิงไหม้และกลุ่มควันกระจายในบริเวณกว้าง ข้อมูลในพื้นที่ระบุว่าสารปนเปื้อนในเขม่าควันรวมถึง คาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) โพลีไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน (PAHs) และฝุ่นละออง (PM) แม้ว่าการตรวจวัดคุณภาพอากาศแบบต่อเนื่องจากสถานีตรวจวัดของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.)  พบว่า คุณภาพอากาศอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานและบริษัทไทยพลาสติกและเคมีภัณฑ์จะส่งเจ้าหน้าที่ด้านสิ่งแวดล้อมลงพื้นที่เพื่อตรวจวัดคุณภาพอากาศบริเวณชุมชนกว่า 40 พื้นที่อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการกักเก็บน้ำที่เกิดจากการดับเพลิงไว้ในบ่อพักและรางน้ำฝนโดยจะทยอยขนถ่ายไปกำจัดอย่างปลอดภัยตามที่กฎหมายกำหนดแล้วก็ตาม[1] แต่การรั่วไหลของไวนิลคลอไรด์โมโนเมอร์ (Vinyl Chloride Monomer หรือ VCM) ที่ผลิตจากเอธิลีน ไดคลอไรด์(Ethylene Dichloride หรือ EDC) ซึ่งเป็นสารที่มีพิษรุนแรง ติดไฟและระเบิดง่ายและเป็นก๊าซที่ก่อให้เกิดมะเร็งนั้นก็ได้แพร่กระจายออกสู่สิ่งแวดล้อมในวงกว้างไปแล้วจากเพลิงไหม้ รู้จัก “ไวนิลคลอไรด์โมโนเมอร์ […]

หายนะภัยสารเคมีที่หมิงตี้เคมิคอล

หมิงตี้ เคมิคอล (Mingh Dih) ไม่ใช่โรงงานห้องแถวพื้นๆที่กระจัดกระจายอยู่ตามปริมณฑลกรุงเทพ แต่เป็นผู้เล่นสำคัญในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีของไทย แม้จะไม่ใหญ่ big เบิ้มที่สุดก็ตาม การระเบิด การเกิดไฟสารเคมี และผลกระทบสุขภาพสิ่งแวดล้อมจึงไม่ธรรมดา จากการวิเคราะห์โดย Krungsri Research “…ธุรกิจปิโตรเคมีในประเทศมีผู้เล่นหลัก 2 ราย ได้แก่ ปตท. ส่วนแบ่งตลาด 54% และเอสซีจี 29% ทั้งสองได้แข่งขันกันเพื่อให้ได้เปรียบในการแข่งขันด้านการผลิตและการตลาดโดยการลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่องทั้งในและต่างประเทศ ปตท.เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมต้นน้ำ ได้แก่ การขุดเจาะน้ำมัน การผลิตก๊าซธรรมชาติ การกลั่นน้ำมัน และการผลิตผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีที่หลากหลาย กลุ่มเอสซีจีมีส่วนได้ส่วนเสียในบริษัทที่ผลิตปัจจัยการผลิตจากปิโตรเคมี เช่น สินค้าอุปโภคบริโภคและวัสดุก่อสร้าง ผู้เล่นระดับรองลงไปยังมีส่วนร่วมในภาคส่วนนี้ด้วย แต่มีแนวโน้มที่จะมุ่งเน้นไปที่การผลิตสินค้าขั้นกลางและปลายน้ำ ได้แก่ บริษัทไทย เช่น Vinythai และผู้ประกอบการต่างประเทศหรือการร่วมทุนกับบริษัทต่างประเทศ เช่น Indorama, Exxon และ MingDih…” บริษัทแม่ที่ไต้หวัน Mingh Dih Group Corporation มี Certificate Report ที่ […]

อนาคตไม่ได้อยู่ที่พลาสติก : ทำไมการเพิ่มการใช้พลาสติกไม่อาจกอบกู้อุตสาหกรรมน้ำมัน

ที่มา : https://carbontracker.org/reports/the-futures-not-in-plastics/ อุตสาหกรรมน้ำมันและปิโตรเคมีฝากอนาคตอันรุ่งเรืองและการขยายตัวไว้กับความต้องการใช้พลาสติก แต่ความต้องการใช้พลาสติกมีแนวโน้มมาถึงจุดสูงสุดเมื่อโลกของเราเริ่มมีการเปลี่ยนผ่านจากระบบเศรษฐกิจพลาสติกแบบที่เป็นเส้นตรงไปสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนและรัฐบาลประเทศต่างๆ ลงมือเพื่อบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ นี่เป็นนัยยะสำคัญต่อความต้องการใช้น้ำมันที่มาถึงจุดสูงสุดและค่าใช้จ่ายทางการเงินจำนวนมหาศาลของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่เป็นทรัพย์สินที่สร้างภาระ(stranded asset) การคาดการณ์โดยบริษัทบริติชปิโตรเลียมและองค์การพลังงานระหว่างประเทศเห็นว่าอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเป็นส่วนสำคัญของการทำเกิดความต้องการใช้น้ำมันมากขึ้นราว 95% and 45% ตามลำดับ ต้นทุนจริงของพลาสติก พลาสติกมีต้นทุนผลกระทบภายนอกที่สังคมต้องแบกรับ รายงานนี้ประเมินว่าอยู่ที่ราว 1,000 เหรียญสหรัฐต่อตัน (350 พันล้านเหรียญสหรัฐต่อปี) จากการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ ต้นทุนด้านสุขภาพ ค่าใช้จ่ายในการเก็บรวมรวมและมลพิษพลาสติกในทะเล ต้นทุนผลกระทบภายนอกของพลาสติก (เหรียญสหรัฐฯ) ที่มา : EPA, CREA, WHO, UNEP, CT estimates, SYSTEMIQ แนวทางแก้ปัญหาในทางเทคโนโลยี มีแนวทางแก้ปัญหา 3 แนวทางหลัก คือ ลดความต้องการใช้พลาสติกผ่านการออกแบบที่ดีขึ้นและกฏเกณฑ์ข้อบังคับต่างๆ ; การทดแทนด้วยวัสดุที่ยั่งยืน และการเพิ่มศักยภาพการรีไซเคิล ทำไมต้องทำเดี๋ยวนี้? ผู้กำหนดนโยบายในยุโรปและจีนกำลังดำเนินมาตรการทางกฏหมายที่เข้มงวดขึ้นโดยใช้เครื่องมือ 5 ชนิด คือ การเก็บภาษี กฏเกณฑ์ในการออกแบบ การแบนพลาสติก การตั้งเป้าหมายลดใช้พลาสติก และการจัดทำโครงสร้างพื้นฐาน นอกจากนี้ สภาวะช็อกจาก […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings