https://www.krungsri.com/getmedia/cb439bc6-cb88-42f2-82df-0f1ec18e0df8/IO_Petrochemicals_200610_EN_EX.pdf.aspx?fbclid=IwAR1eKTdVxEb_e0G3WEh6DVsjynmAeRasf_7yxXjx3kWSJ_X6cYT_b9hXPOI

หมิงตี้ เคมิคอล (Mingh Dih) ไม่ใช่โรงงานห้องแถวพื้นๆที่กระจัดกระจายอยู่ตามปริมณฑลกรุงเทพ แต่เป็นผู้เล่นสำคัญในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีของไทย แม้จะไม่ใหญ่ big เบิ้มที่สุดก็ตาม

การระเบิด การเกิดไฟสารเคมี และผลกระทบสุขภาพสิ่งแวดล้อมจึงไม่ธรรมดา

จากการวิเคราะห์โดย Krungsri Research “…ธุรกิจปิโตรเคมีในประเทศมีผู้เล่นหลัก 2 ราย ได้แก่ ปตท. ส่วนแบ่งตลาด 54% และเอสซีจี 29% ทั้งสองได้แข่งขันกันเพื่อให้ได้เปรียบในการแข่งขันด้านการผลิตและการตลาดโดยการลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่องทั้งในและต่างประเทศ ปตท.เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมต้นน้ำ ได้แก่ การขุดเจาะน้ำมัน การผลิตก๊าซธรรมชาติ การกลั่นน้ำมัน และการผลิตผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีที่หลากหลาย กลุ่มเอสซีจีมีส่วนได้ส่วนเสียในบริษัทที่ผลิตปัจจัยการผลิตจากปิโตรเคมี เช่น สินค้าอุปโภคบริโภคและวัสดุก่อสร้าง ผู้เล่นระดับรองลงไปยังมีส่วนร่วมในภาคส่วนนี้ด้วย แต่มีแนวโน้มที่จะมุ่งเน้นไปที่การผลิตสินค้าขั้นกลางและปลายน้ำ ได้แก่ บริษัทไทย เช่น Vinythai และผู้ประกอบการต่างประเทศหรือการร่วมทุนกับบริษัทต่างประเทศ เช่น Indorama, Exxon และ MingDih…”

บริษัทแม่ที่ไต้หวัน Mingh Dih Group Corporation มี Certificate Report ที่ comply กับมาตรฐานสากลทางอุตสาหกรรมมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ISO 9001, ISO 14001 รวมกฎเกณฑ์และกฎหมายของกลุ่มประเทศคู่ค้าสหภาพยุโรปได้แก่ RoHS(เป็นข้อกำหนดที่ 2011/65/EU ของสหภาพยุโรปว่าด้วยเรื่องของการใช้สารที่เป็นอันตรายในอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์), REACH(กฎหมายของสหภาพยุโรปที่ประกาศใช้เมื่อ 1 มิถุนายน 2007 (Regulation EC No. 1907/2006) มีข้อกำหนดให้ผู้ผลิตและผู้นำเข้าสารเคมี สารเคมีในเคมีภัณฑ์ และสารเคมีในผลิตภัณฑ์ ต้องดำเนินการตามกระบวนการต่างๆ ตามที่กำหนด โดยสินค้าต่างประเภทกันจะมีข้อกำหนด และหน้าที่ปฏิบัติต่างกัน) ตลอดจนการทดสอบ PFOS (Perfluorooctane sulfonate (PFOS) ซึ่งเป็นโมเลกุลอะลิฟาติกที่มีฟลูออรีนสูง ปล่อยออกสู่สิ่งแวดล้อมผ่านกิจกรรมการผลิตทางอุตสาหกรรมและการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสารเหล่านี้ เป็นมลพิษตกค้างยาวนานในสิ่งแวดล้อมและทนต่อกระบวนการย่อยสลายของสิ่งแวดล้อมโดยทั่วไป เป็นต้น

แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า อุบัติภัยสารเคมีโรงงานหมิงตี้ เคมิคอล (Mingh Dih) ที่บางพลี เราไม่เห็นผู้บริหารบริษัททั้งบริษัทลูกในไทย และบริษัทแม่ที่ไต้หวัน ออกมาชี้แจงอะไรทั้งสิ้น สะท้อนถึงมาตรฐานต่างระดับ หน่วยงานรัฐจำเป็นต้องจี้ให้หมิงตี้ออกมารับผิดชอบ อย่ามัวแต่เลี่ยงบาลีพูดลอยๆว่าเป็นอุบัติภัยอุตสาหกรรมบริเวณถนนกิ่งแก้ว

นอกจากนี้ จากการสืบค้นของมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม และสนธิ คชวัตน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อม ระบุว่า หมิงตี้เคมิคอลจัดตั้งโรงงานก่อน พรบ สิ่งแวดล้อม 2535 จึงไม่ต้องทำรายงาน EIA

บริษัท หมิงตี้เคมีคอล จำกัด มีผู้ถือหุ้น 4 ราย (1) บริษัท เอเวอร์แกรนด์ จำกัด (บริติช เวอร์จิน) 48% (2) นาย เจิ้นเหวย หง 22% (ไทย) (3) นาย ฉงหาว หง 22% (ไทย) (4) นาย หมิง อี้ หง 8% (ไทย) โดยที่นาย เจิ้นเหวย หง กับ นาย ฉงหาว หง พึ่งได้สัญชาติไทยเมื่อ 15 สค. 2562 การที่ชาวต่างชาติได้สัญชาติไทยไม่ง่ายนัก ต้องมี connection ระดับตัวแม่.เมื่อเหตุการณ์ซาลง ต้องจับตาดูว่า อุบัติภัยทางอุตสาหกรรมที่มีผลกระทบสูงอย่างการระเบิดหมิงตี้เคมิคอล (Mingh Dih Chemical Explosion) จะไปในทางใด

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading