Taragraphies — Header Component

กลยุทธ์ฟอกเขียวของอุตสาหกรรมฟอสซิล

ชัดเจนว่าเรามีช่องว่างใหญ่ในการกู้วิกฤตสภาพภูมิอากาศ รัฐบาลและผู้เล่นที่ไม่ใช่รัฐมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ที่ให้คำมั่นว่าจะมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน – และแน่นอนว่านั่นเป็นข่าวดีปัญหาคือเกณฑ์และมาตรฐานสำหรับคำมั่นสัญญาเหล่านี้มีระดับความเข้มงวดที่แตกต่างกันและมีช่องโหว่ใหญ่พอที่จะขับรถดีเซลผ่านได้ เราต้องไม่ยอมให้มีการฟอกเขียว Net Zero -อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการ UN ในการเปิดตัวรายงานของคณะผู้เชี่ยวชาญระดับสูงว่าด้วย net zero- อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลมีประวัติที่ยาวนานและสกปรกในการฟอกเขียวเพื่อปกปิดการดำเนินงานที่เป็นอันตรายของตน แต่กลยุทธ์เหล่านี้กลับฟื้นคืนชีพใหม่ท่ามกลางวิกฤตสภาพภูมิอากาศ เมื่อผู้คนเริ่มเรียกร้องให้มีการดำเนินการเร่งด่วนต่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศ บริษัทน้ำมันและก๊าซจึงหันมาใช้โฆษณาหลอกลวงรูปแบบใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อหลอกล่อให้คุณเชื่อว่าพวกเขากำลังทำการเปลี่ยนแปลงที่จำเป็นต่อการปกป้องโลกของเรา—แต่พวกเขาไม่ได้ทำจริง อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลไม่ได้หมายถึงเพียงผู้ผลิตน้ำมันและก๊าซเท่านั้น แต่ยังรวมถึงธุรกิจอื่นๆ ที่มีผลประโยชน์ในการรักษาเศรษฐกิจให้ยังพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลอยู่ แล้วการฟอกเขียวคืออะไร? เมื่ออุตสาหกรรมฟอสซิลทำการแถลงที่หลอกลวง ไม่เป็นความจริง หรือขาดหลักฐานเพื่อแสดงว่าตนเองเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมหรือวางตนเป็นผู้นำด้านสภาพภูมิอากาศ ขณะเดียวกันการกระทำและการลงทุนของบริษัทอุตสาหกรรมกลับยังคงเป็นภัยต่อสิ่งแวดล้อมและเร่งเร้าวิกฤตสภาพภูมิอากาศ นี่เป็นกลยุทธ์ทางการตลาดของบริษัทที่ใช้เมื่อคำพูดของบริษัทไม่สอดคล้องกับการกระทำ การฟอกเขียวของอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลคือการปฏิเสธวิกฤตสภาพภูมิอากาศรูปแบบใหม่ รายงานของ Greenpeace Netherlands ในปี 2022 ที่นำโดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดพบว่ามีการฟอกเขียวใน 72% ของโพสต์ในโซเชียลมีเดียโดยอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซ โดยใช้เทคนิคการตลาดที่ฉลาด ใช้ภาษาที่คลุมเครือ ภาพลักษณ์ที่สดใส และการสนับสนุนที่คำนวณไว้แล้ว อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลพยายามทำให้ลืมข้อเท็จจริงสามประการหลักคือ: การฟอกเขียวเป็นเพียงหนึ่งในกลยุทธ์ในตำราประชาสัมพันธ์ที่กว้างขึ้นของอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลในการถ่วงเวลาและการหลอกลวง วิธีการอื่นๆ ที่อุตสาหกรรมนี้ใช้ได้แก่: การฟอกเขียวทำร้ายเราและโลกอย่างไร? กลยุทธ์การฟอกเขียวหลักของ Big Oil 1 การเลือกพูดความจริงบางส่วน (Paltering): การคัดเลือกบางส่วนของความจริง สหราชอาณาจักรสั่งห้ามโฆษณาของ Big […]

ภาคประชาชนประกาศแผนผลิตไฟฟ้าใหม่ เลิก Ft เลิกนิวเคลียร์ หนุนชุมชนผลิตพลังงานใช้เอง

แกนนำเครือข่ายผู้บริโภคและผู้ได้รับความเดือดร้อนจากโครงการโรงไฟฟ้าทั่วประเทศ ชี้แผนพีดีพีของรัฐเป็นเหตุให้เกิดการสร้างโรงไฟฟ้ามากเกินจำเป็น  มุ่งเน้นแต่ประโยชน์ของกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานโดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของผู้บริโภคและชุมชนซึ่งเป็นพื้นที่เป้าหมายในการก่อสร้างโรงไฟฟ้า จึงพร้อมใจประกาศหมดยุคการผลักภาระค่าไฟฟ้าที่ไม่เป็นธรรม เร่งจัดเวทีทั่วประเทศเรียกร้องสังคมหนุน  “เลิก Ft เลิกนิวเคลียร์ หนุนชุมชนผลิตพลังงานใช้เอง” เป้าหมายเพิ่มกำลังผลิตพลังงานหมุนเวียนให้ได้ 30% ของกำลังผลิตไฟฟ้าทั้งระบบภายใน 10 ปี วันนี้(11 ก.พ.2554) นางสาวรสนา โตสิตระกูล วุฒิสมาชิกกรุงเทพมหานคร ประธานคณะกรรมาธิการศึกษา ตรวจสอบเรื่องการทุจริต และเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา ได้ร่วมกับ มูลนิธิสุขภาพไทย   มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค  และมูลนิธิไฮน์ริค  เบิลล์ จัดเวทีเสวนาเรื่อง “จินตนาการใหม่ เรื่อง พลังงานใน 20 ปี ข้างหน้า : ข้อเสนอสู่แผนพีดีพี” ขึ้น โดยได้เชิญตัวแทนเครือข่ายผู้บริโภคและเครือข่ายประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการโรงไฟฟ้าต่างๆทั่วประเทศ รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จำนวนรวม 100 คน ให้มาร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลและระดมความคิดเห็น เพื่อจัดทำข้อเสนอต่อแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศใหม่ให้เกิดความเป็นธรรมต่อสังคม นางสาวรสนากล่าวว่า การที่รัฐบาลได้กำหนดแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าหรือแผนพีดีพี ซึ่งในปัจจุบัน คือแผนพีดีพี 2007 ต่อเนื่องแผนพีดีพี 2010 โดยขาดการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนอย่างเหมาะสมทำให้เกิดการร้องเรียนจากประชาชน กลุ่มเครือข่ายในพื้นที่ซึ่งเป็นเป้าหมายในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าและกลุ่มเครือข่ายผู้บริโภคมาอย่างต่อเนื่อง  […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings