Taragraphies — Header Component

แกนนำเครือข่ายผู้บริโภคและผู้ได้รับความเดือดร้อนจากโครงการโรงไฟฟ้าทั่วประเทศ ชี้แผนพีดีพีของรัฐเป็นเหตุให้เกิดการสร้างโรงไฟฟ้ามากเกินจำเป็น  มุ่งเน้นแต่ประโยชน์ของกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานโดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของผู้บริโภคและชุมชนซึ่งเป็นพื้นที่เป้าหมายในการก่อสร้างโรงไฟฟ้า จึงพร้อมใจประกาศหมดยุคการผลักภาระค่าไฟฟ้าที่ไม่เป็นธรรม เร่งจัดเวทีทั่วประเทศเรียกร้องสังคมหนุน  “เลิก Ft เลิกนิวเคลียร์ หนุนชุมชนผลิตพลังงานใช้เอง” เป้าหมายเพิ่มกำลังผลิตพลังงานหมุนเวียนให้ได้ 30% ของกำลังผลิตไฟฟ้าทั้งระบบภายใน 10 ปี

วันนี้(11 ก.พ.2554) นางสาวรสนา โตสิตระกูล วุฒิสมาชิกกรุงเทพมหานคร ประธานคณะกรรมาธิการศึกษา ตรวจสอบเรื่องการทุจริต และเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา ได้ร่วมกับ มูลนิธิสุขภาพไทย   มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค  และมูลนิธิไฮน์ริค  เบิลล์ จัดเวทีเสวนาเรื่อง “จินตนาการใหม่ เรื่อง พลังงานใน 20 ปี ข้างหน้า : ข้อเสนอสู่แผนพีดีพี” ขึ้น โดยได้เชิญตัวแทนเครือข่ายผู้บริโภคและเครือข่ายประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการโรงไฟฟ้าต่างๆทั่วประเทศ รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จำนวนรวม 100 คน ให้มาร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลและระดมความคิดเห็น เพื่อจัดทำข้อเสนอต่อแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศใหม่ให้เกิดความเป็นธรรมต่อสังคม

นางสาวรสนากล่าวว่า การที่รัฐบาลได้กำหนดแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าหรือแผนพีดีพี ซึ่งในปัจจุบัน คือแผนพีดีพี 2007 ต่อเนื่องแผนพีดีพี 2010 โดยขาดการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนอย่างเหมาะสมทำให้เกิดการร้องเรียนจากประชาชน กลุ่มเครือข่ายในพื้นที่ซึ่งเป็นเป้าหมายในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าและกลุ่มเครือข่ายผู้บริโภคมาอย่างต่อเนื่อง  ว่าจะก่อให้เกิดการสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็น และส่งผลต่อราคาค่าไฟฟ้าที่จะเพิ่มขึ้น อีกทั้งยังก่อให้เกิดความเดือดร้อนต่อชุมชนซึ่งเป็นพื้นที่เป้าหมายในการก่อสร้างโรงไฟฟ้า

“สาเหตุของปัญหาที่สำคัญในการกำนดแผนพีดีพีของรัฐบาลที่ผ่านมาคือ การขาดการมีส่วนขาดการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนโดยเฉพาะประชาชนที่เป็นพื้นที่เป้าหมายในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงประเภทต่างๆ รวมทั้งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่แผนพีดีพีกำหนดให้มีขึ้นจำนวน 5 โรง และไม่มีการเปิดเผยข้อมูลที่ชัดเจนถึงพื้นที่ที่จะใช้ก่อสร้างโรงไฟฟ้า ภาพรวมของแผนพีดีของภาครัฐมุ่งเน้นประโยชน์ของธุรกิจพลังงานมากกว่าประโยชน์ของสังคมโดยรวม ”

ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงเป็นที่มาของการจัดเวทีระดมความเห็นของประชาชนในครั้งนี้ และเครือข่ายผู้บริโภคและเครือข่ายประชาชนผู้ได้รับผลกระทบได้มีข้อเสนอถึงรัฐบาลผ่านคณะกรรมาธิการศึกษา ตรวจสอบเรื่องการทุจริต และเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา ดังนี้

  1. ข้อเสนอต่อการกำหนดแผนพีดีพี
    1. ให้ยกเลิกแผนพีดีพี 2007 และ 2010 เพราะเน้นการสร้างโรงไฟฟ้าเกินความจำเป็นและขาดการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนอย่างเพียงพอ
    2. ก่อนการจัดทำเวทีสาธารณะเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน รัฐต้องเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับกิจการพลังงานอย่างเพียงพอโดยเฉพาะการพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าก่อนการจัดเวทีในระยะเวลาที่เหมาะสม
    3. การเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อแผนพีดีพีต้องกระทำอย่างกว้างขวาง และให้สนับสนุนกลุ่มประชาชนทั่วไปและประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างโรงไฟฟ้าเข้าร่วมอย่างเต็มที่
    4. รัฐต้องจัดการปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนของข้าราชการระดับสูงกับกลุ่มธุรกิจพลังงาน โดยต้องห้ามไม่ให้ข้าราชการที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดนโยบายหรือกำกับดูแลกิจการสามารถเข้าไปเป็นกรรมการหรือผู้บริหารในหน่วยงานหรือกิจการด้านพลังงานทุกประเภท
    5. แผนพีดีพีต้องมุ่งเน้นประสิทธิผลทางเศรษฐกิจ มิใช่เน้นการเพิ่มกำลังการผลิต
  2. ข้อเสนอต่อการจัดการปัญหาภาระการลงทุนที่ไม่เป็นธรรมกับผู้บริโภค
    1. ให้ยกเลิกการจัดเก็บค่าไฟฟ้าผันแปร(Ft) กับผู้ใช้ไฟฟ้าภาคครัวเรือนทั้งหมด และควรให้กลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมรับภาระการลงทุนการผลิตไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลงทั้งหมด เพื่อการลงทุนและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้เนื่องจากการเก็บค่า Ft ในปัจจุบันส่งผลให้ผู้ใช้ภาคครัวเรือนต้องรับภาระสองต่อทั้งจากค่า Ft  ในการใช้ของตัวเองและการส่งผ่านภาระค่า Ft ของธุรกิจอุตสาหกรรมในราคาค่าสินค้าต่างๆ
    2. ให้ยกเลิกการเก็บค่าธรรมเนียมการตัดไฟฟ้า 107 บาท รวมภาษีมูลค่าเพิ่มในกรณีที่มีการค้างชำระค่าไฟฟ้า  เนื่องจากผู้บริโภคได้จ่ายค่าธรรมเนียมการใช้ไฟฟ้าประจำเดือนและถูกลงโทษด้วยการระงับการจ่ายไฟฟ้าอยู่แล้ว และไม่เห็นควรให้มีการจัดเก็บข้อมูลค้างชำระค่าสาธารณูปโภคในเครดิตบูโร
    3. ให้ยกเลิกสูตรการคำนวณโครงสร้างค่าไฟฟ้าทั้งหมดที่มีมาก่อนการจัดตั้งคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) และให้มีการจัดทำสูตรคำนวณการคิดค่าบริการไฟฟ้าใหม่ภายใน 2 ปีโดยให้กลุ่มผู้ใช้ไฟทุกกลุ่มเข้ามามีส่วนร่วมพิจารณาอย่างเต็มที่
    4. ให้ผู้บริโภคสามารถเลือกใช้ไฟฟ้าตามประเภทพลังงานได้ โดยผ่านใบแจ้งค่าไฟฟ้า
  3. ข้อเสนอในการสนับสนุนพลังงานทางเลือกและการตัดสินใจการใช้ประเภทเชื้อเพลิง
    1. ต้องไม่มีการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ตามแผนพีดีพีใดๆ เพราะยังขาดความชัดเจนในมาตรการด้านความปลอดภัย และการกำจัดกากนิวเคลียร์
    2. ให้รัฐบาลยอมรับและสนับสนุนแผนพลังงานหมุนเวียนในจังหวัดที่มีความพร้อมตามศักยภาพ
    3. ให้ชุมชนมีสิทธิเข้าถึงแหล่งเงินกู้ ดอกเบี้ยต่ำ เพื่อผลิตพลังงานทางเลือก
    4. ให้ลดภาษีนำเข้าอุปกรณ์ของพลังงานทางเลือก
    5. ให้มีนโยบายสนับสนุนการผลิตและการลงทุนพลังงานแสงอาทิตย์
    6. กรณีพลังงานทางเลือกขนาดใหญ่ เช่น กลุ่มชีวมวล ต้องทำ IEE ก่อนแต่หากมีข้อพิพาทกับชุมชนจะต้องจัดทำ EIA และให้ระงับการดำเนินการชั่วคราวก่อน
    7. พลังงานทางเลือกที่ใช้ทรัพยากรร่วมกับชุมชน คือ พลังงานน้ำ ชีวมวล จะต้องทำการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้นก่อน
    8. ให้มีการชดเชยผู้ที่ได้รับผลกระทบโครงการอย่างเป็นธรรม
  4. ข้อเสนอต่อการบริหารจัดการความต้องการใช้ไฟฟ้า
    1. ให้เพิ่มสัดส่วนการลงทุน DSM และเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 30 ของการลงทุนด้านพลังงานของประเทศภายใน 10 ปี
    2. รัฐควรมีนโยบายการรับซื้อไฟฟ้าที่เปิดกว้างไม่ผูกขาดและสนับสนุนการผลิตไฟฟ้าทางเลือกของชุมชน
    3. ให้ปรับปรุงประสิทธิภาพของโรงไฟฟ้าเดิมก่อนสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ทั่วประเทศ
    4. การสำรองพลังงานไฟฟ้าไม่ควรเกินร้อยละ 10
    5. ค่าใช้จ่าย DSM ให้ถือเป็นส่วนหนึ่งของงบการลงทุนของการไฟฟ้า
    6. ควรมีมาตรการส่งเสริมและจำกัดเพื่อการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading