Taragraphies — Header Component

ภูมิทัศน์เกษตรกรรมรอบๆ กรุงเทพฯ

กรุงเทพมหานครเป็นเมืองหลวงและเมืองที่มีประชากรมากที่สุดของประเทศไทย แม่น้ำเจ้าพระยาไหลผ่านใจกลางเมือง ทำหน้าที่ไม่เพียงแต่เป็นเส้นทางสัญจรทางน้ำสายสำคัญ แต่ยังเป็นแหล่งดินอุดมสมบูรณ์สำหรับการเกษตรบริเวณชานเมืองด้วย กว่า 40% ของแรงงานทั้งประเทศทำงานในภาคเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร โดยมีข้าว มันสำปะหลัง ข้าวโพด และกล้วย เป็นพืชเศรษฐกิจหลัก ภาพถ่ายจากดาวเทียม Sentinel-2 ของโคเปอร์นิคัส ซึ่งบันทึกเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2025 แสดงให้เห็นภูมิทัศน์เมืองและชนบทของภาคกลางประเทศไทย รวมถึงกรุงเทพมหานครและพื้นที่เกษตรโดยรอบ ดาวเทียมและบริการของโคเปอร์นิคัสมีบทบาทสนับสนุนภาคเกษตรกรรม ด้วยการให้ข้อมูลสำหรับการคาดการณ์ผลผลิต การประเมินการใช้ที่ดินทางการเกษตร และการติดตามสภาพพืชผล

ฝนที่ตกในพื้นที่ของชนพื้นเมืองแอมะซอนมีส่วนช่วยสร้างรายได้จากภาคเกษตรกรรมของบราซิลถึง 57% จากการศึกษาระบุ

จากการศึกษาครั้งสำคัญซึ่งไม่เคยมีมาก่อน พบว่า พื้นที่ของชนพื้นเมืองในแอมะซอนมีอิทธิพลต่อปริมาณน้ำฝนที่หล่อเลี้ยงพื้นที่เกษตรกรรมถึง 80% ของพื้นที่ทำการเกษตรทั้งหมดในบราซิล การศึกษานี้ดำเนินการโดยนักวิทยาศาสตร์ 10 คน และได้รับการรับรองโดยผู้เชี่ยวชาญชั้นนำของประเทศในประเด็นดังกล่าว ระบุว่า ฝนที่เกิดจากกระบวนการในพื้นที่เหล่านี้มีผลต่อเศรษฐกิจอย่างมาก โดยในปี 2021 รายได้ทางเศรษฐกิจจากภาคเกษตรกรรมในพื้นที่ที่ได้รับอานิสงส์จากฝนเหล่านี้สูงถึง 338,000 ล้านเรอัล หรือคิดเป็น 57% ของรายได้ภาคเกษตรกรรมทั้งประเทศ ข้อสรุปสำคัญคือ การอนุรักษ์พื้นที่ของชนพื้นเมืองไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่อสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังเป็นองค์ประกอบสำคัญของความมั่นคงด้านน้ำ อาหาร และเศรษฐกิจของบราซิล การศึกษานี้จัดทำโดยกลุ่มวิจัยนิเวศวิทยาเขตร้อนจากสถาบัน Serrapilheira โดยอ้างอิงและวิเคราะห์ข้อมูลจากหลายแหล่ง เช่น MapBiomas, IBGE และ Funai ข้อมูลระบุว่า มีทั้งหมด 18 รัฐรวมถึงเขตสหพันธ์ของบราซิลที่อยู่ภายในหรือได้รับอิทธิพลจากพื้นที่ของชนพื้นเมืองในแอมะซอน (Indigenous Lands – ILs) ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ในรัฐอย่างอาเกร, มาตูโกรสซู, มาตูโกรสซูดูซูล และปารานา พบว่าบางภูมิภาคมีปริมาณฝนที่เกิดจากกระบวนการรีไซเคิลน้ำโดยป่าของ ILs สูงถึงหนึ่งในสามของปริมาณน้ำฝนรายปีของพื้นที่นั้น ๆ โดยรวมแล้ว มากถึง 30% ของปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยที่ตกลงบนพื้นที่เกษตรกรรมทั่วประเทศมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับกระบวนการรีไซเคิลน้ำที่มีประสิทธิภาพในเขตเหล่านี้ ภาคเกษตรกรรมและปศุสัตว์ถือเป็นกิจกรรมที่ใช้น้ำมากที่สุดในบราซิล กล่าวอีกนัยหนึ่ง […]

ผลกระทบโลกร้อนในจีน

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวเตือนว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะส่งผลกระทบต่อจีนอย่างรุนแรง ธารน้ำแข็งในทิเบตที่ละลายอย่างรวดเร็วจะทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำที่มีชื่อเสียงที่สุดบางสาย เช่น แม่น้ำเหลืองและแม่น้ำแยงซีเกียงต่ำลงถึงขั้นอันตราย ระดับน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้นยังส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่อบริเวณชายฝั่งของประเทศ ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองและมณฑลที่มั่งคั่งที่สุดของจีน ประชาชนมากกว่า 400 ล้านคนในจีนกำลังประสบกับปัญหาพื้นที่แปรเปลี่ยนเป็นทะเลทราย (desertification) ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นผลมาจากสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง อุณหภูมิที่สูงขึ้นยังจะส่งผลกระทบต่อเกษตรกรรมและผลผลิตทางอาหาร สิ่งที่น่าเป็นห่วงเป็นพิเศษ คือ ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีต่อภาคเกษตรกรรมและความมั่นคงทางอาหารของจีนในปัจจุบันและที่จะมีต่อไปในอนาคต ปรากฏการณ์รุนแรง เช่น ภัยแล้ง น้ำท่วม พายุไซโคลนและพายุเขตร้อนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และธารน้ำแข็งก็ละลายเร็วขึ้นๆ ซึ่งมีผลกระทบต่อปริมาณน้ำในประเทศ และยังทำให้ความเสี่ยงที่ทะเลสาบธารน้ำแข็ง (glacial lakes) จะแตกมีมากขึ้น ในเดือนมิถุนายนปี 2007 จีนได้ริเริ่มแผนงานว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ แผนงานนั้นครอบคลุมถึงยุทธวิธีลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทางเลือกใหม่ในการตอบสนองความต้องการพลังงานที่มหาศาลและยังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้งวิธีจัดการกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เลวร้ายที่สุดในภายภาคหน้า  นอกจากนี้ องค์กรประชาสังคมในจีนยังได้เตรียมการรายงานเพื่อพัฒนาพันธะหน้าที่และการมีส่วนร่วมของทางองค์กรในการต่อกรกับสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง เกษตรกรรมและสิ่งแวดล้อม บันทึกข้อมูลทางอุตุนิยมวิทยาแสดงให้เห็นว่า ปริมาณน้ำฝนในจีนโดยรวมลดลงตั้งแต่ปี 1965 แต่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีแนวโน้มจะทำให้ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยในจีนเพิ่มขึ้นร้อยละ 7-10 โดยเฉพาะในตอนใต้และตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ หากค่าเฉลี่ยนี้ทำให้เราเข้าใจสถานการณ์ผิดไป เนื่องจากในขณะเดียวกัน การขาดแคลนน้ำในภาคเกษตรกรรมของจีนมีแนวโน้มที่จะรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะในภูมิภาคทางเหนือซึ่งเกิดภัยแล้งอยู่ทั่วไป สภาพภูมิอากาศจะแปรปรวนมากขึ้นทำให้ในบางครั้ง ฝนไม่ตกในช่วงเวลาที่พืชผลต้องการน้ำมากที่สุด นอกจากนี้ อุณหภูมิที่สูงขึ้นยังเร่งการระเหยของน้ำอีกด้วย ล่าสุด ปริมาณน้ำฝนที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นมีแนวโน้มที่จะตกแบบไม่สมดุล กล่าวคือ บางพื้นที่จะได้รับน้ำฝนปริมาณมาก […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings