Taragraphies — Header Component

กฎหมายต่อต้านการฟอกเขียวที่นำโดยฝรั่งเศสอาจขยายขอบเขตไปมากขึ้น – แบรนด์ระดับโลกควรกังวล

เรียบเรียงจาก https://www.thedrum.com/news/2023/02/09/france-s-leading-greenwashing-laws-could-go-wider-brands-should-be-anxious เขียนโดย By Ellen Ormesher, Senior Reporter รัฐบาลฝรั่งเศสได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนในการต่อต้านการฟอกเขียว ในปี 2022 ฝรั่งเศสกลายเป็นประเทศแรกที่สั่งห้ามโฆษณาเชื้อเพลิงฟอสซิลโดยสิ้นเชิง ขณะนี้ อุตสาหกรรมที่มีการปล่อยคาร์บอนสูงจำเป็นต้องมีคำเตือนคล้ายคำเตือนบนผลิตภัณฑ์ยาสูบ เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนเดินทางด้วยวิธีที่ยั่งยืนมากขึ้น ในหมวดสินค้าบริโภค ฝรั่งเศสได้ก้าวไปไกลกว่าการกำกับดูแลตนเองและแนวทางที่ไม่มีผลบังคับใช้ทางกฎหมาย ซึ่งเป็นเรื่องปกติในสหราชอาณาจักรและหลายประเทศในยุโรป ขณะนี้ผู้ลงโฆษณาทุกคนในฝรั่งเศสต้องพิสูจน์ข้ออ้างด้านสิ่งแวดล้อมของตนอย่างเปิดเผยตามกฎหมาย มิฉะนั้นจะต้องเผชิญกับบทลงโทษทางการเงิน แต่ท่ามกลางเส้นตายที่ใกล้เข้ามาสำหรับเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศของสหภาพยุโรป เช่น ข้อตกลงสีเขียว (Green Deal) และการเคลื่อนไหวเพื่อออกกฎหมายที่เข้มงวดทั่วทั้งสหภาพ ฝรั่งเศสกำลังสร้างแนวทางใหม่ซึ่งอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของกระแสที่หันมาต่อต้านการฟอกเขียว “แบรนด์มีเหตุผลทุกประการที่ควรกังวล” Grégoire Mulot ผู้จัดการของ Frog บริษัทกลยุทธ์ความยั่งยืนในปารีสกล่าว “แน่นอนว่าสิ่งนี้จะไม่ใช่การทำธุรกิจในแบบเดิมอีกต่อไป” อะไรคือการเปลี่ยนแปลงสำหรับแบรนด์ที่ทำการฟอกเขียว? ต้นปี 2022 ฝรั่งเศสได้กำหนดแนวทางการส่งเสริมการโฆษณาที่ยั่งยืนมากขึ้น โดยระบุให้โฆษณารถยนต์ต้องมีคำเตือนว่าการเดินเท้าหรือปั่นจักรยานดีต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่า ในเดือนสิงหาคม ฝรั่งเศสได้สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเป็นประเทศแรกที่สั่งห้ามการโฆษณาเชื้อเพลิงฟอสซิล โดยบริษัทที่ไม่ปฏิบัติตามอาจต้องเผชิญกับค่าปรับสูงถึง 100,000 ยูโร แม้คำสั่งห้ามนี้จะมีข้อยกเว้นบางประการ เช่น ไม่ได้ครอบคลุมถึงโฆษณาเกี่ยวกับก๊าซ และไม่ห้ามการสนับสนุนและการโฆษณาทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์เชื้อเพลิงฟอสซิล องค์กรพัฒนาเอกชนเช่น Greenpeace France ได้ออกมาเรียกร้องถึงประเด็นนี้ และขอให้รัฐบาลมีมาตรการที่เข้มงวดขึ้น ตั้งแต่ปี 2023 […]

5 ปัจจัยทำไมโลกร้อนเป็นประวัติการณ์ในปี 2566

NASA ประกาศว่าปี 2566 เป็นปีที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ ตามการวิเคราะห์อุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกประจําปีโดยสถาบัน Goddard Institute for Space Studies นักวิทยาศาสตร์ที่เก็บบันทึกอุณหภูมิซึ่งเริ่มต้นในปี 2423 คํานวณความผิดปกติของอุณหภูมิโลกในแต่ละปีเพื่อกําหนดว่าอุณหภูมิมีการเปลี่ยนแปลงมากน้อยเพียงใดเมื่อเทียบกับอุณหภูมิระหว่างปี 2494–2523 ทุกเดือนตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงธันวาคม 2566 เป็นเดือนที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ กรกฎาคมได้รับการจัดอันดับให้เป็นเดือนที่ร้อนที่สุดที่เคยบันทึกไว้ แต่อะไรทําให้ปี 2566 โดยเฉพาะครึ่งหลังของปีร้อนขนาดนี้? นักวิทยาศาสตร์ถามตัวเองด้วยคําถามเดียวกันนี้ นี่คือรายละเอียดของปัจจัยหลักที่นักวิทยาศาสตร์ใช้พิจารณาเพื่ออธิบายอุณหภูมิที่ร้อนขึ้นซึ่งทําลายสถิติ การเพิ่มขึ้นของก๊าซเรือนกระจกในระยะยาวเป็นปัจจัยหลัก เป็นเวลากว่า 100 ปีแล้วที่มนุษย์เผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น ถ่านหิน ก๊าซ และน้ํามัน เพื่อขับเคลื่อนทุกอย่างตั้งแต่หลอดไฟและรถยนต์ไปจนถึงโรงงานและเมืองต่างๆ กิจกรรมเหล่านี้ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน ทําให้ก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศเพิ่มขึ้น ก๊าซเรือนกระจกทําหน้าที่เหมือนผ้าห่มดักจับความร้อนรอบโลก ยิ่งมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มมากเท่าไหร่ ผ้าห่มก็จะยิ่งหนาขึ้นเท่านั้น ทําให้โลกร้อนขึ้นอีก ในเดือนพฤษภาคม 2566 ความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศสูงสุดที่ 424 ส่วนต่อล้านส่วนที่หอดูดาว Mauna Loa ของ NOAA ฮาวาย จุดสูงสุดประจําปีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เริ่มการวัดในปี 2501 (โครงการวัดคาร์บอนทั่วโลกอื่นๆ แสดงตัวเลขที่สูงในทํานองเดียวกัน) ขยายสถิติกลับไปอีกขั้นด้วยแกนน้ําแข็ง ความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์สูงที่สุดในรอบอย่างน้อย […]

เงินทุนเพื่อสงครามของปูติน : การส่งออกเชื้อเพลิงฟอสซิลจากรัสเซียในช่วง 6 เดือนแรกของการรุกรานยูเครน

แปลจาก https://energyandcleanair.org/publication/financing-putins-war-fossil-fuel-exports-from-russia-in-the-first-six-months-of-the-invasion-of-ukraine/ โดย Lauri Myllyvirta, Lead Analyst; Hubert Thieriot, Data Lead; Jan Lietava, Data Analyst; Oleksii Mykhailenko, Guest Writer; Andrei Ilas, Guest Writer; Ronja Borgmästars, Guest Writer; Vera Tattari, Guest Writer; Lyder Ulvan, Guest Writer; 24 สิงหาคมเป็นวันประกาศอิสรภาพครบปีที่ 31 ของยูเครน และเป็นเวลาหกเดือนนับตั้งแต่จุดเริ่มต้นของการรุกรานเต็มรูปแบบของรัสเซียโดยมีเป้าหมายเพื่อยุติความเป็นอิสรภาพนั้น เพื่อให้ความกระจ่างว่าใครซื้อน้ำมัน ก๊าซ และถ่านหินของรัสเซีย ปริมาณและมูลค่าของการนำเข้าที่เปลี่ยนแปลงไปตั้งแต่รัสเซียเริ่มรุกรานยูเครน ศูนย์วิจัยพลังงานและอากาศสะอาด (the Centre for Research on Energy and Clean Air) ได้รวบรวมชุดข้อมูลโดยละเอียดเกี่ยวกับท่อส่งน้ำมัน/ก๊าซ […]

การฟอกเขียวและกลลวงคาร์บอนใต้โฉมหน้า Net Zero ของไทย

Net zero (การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์) กลายเป็นคำฮิตที่ฟังดูเท่ (buzz word) โดยเฉพาะหลังจากการประชุมเจรจาสุดยอดด้านสภาพภูมิอากาศ(COP26) ที่กลาสโกว์ สหราชอาณาจักรปลายปี 2564 ซึ่งนายอะล็อก ชาร์มา ประธาน COP26 ประกาศผลสำเร็จว่า พันธะกรณี net zero นั้นครอบคลุมมากกว่า 90% ของจีดีพี(GDP)โลก และมี 153 ประเทศทั่วโลกรวมถึงจีน สหรัฐอเมริกา อินเดีย [1] เสนอเป้าหมายใหม่ในการลดก๊าซเรือนกระจกภายในปี 2573 [2] กล่าวได้ว่า net zero กำลังเขย่าการเมืองว่าด้วยสภาพภูมิอากาศโลก เพราะก่อนหน้านี้ แนวคิดดังกล่าวยังเป็นไอเดียในแวดวงวิทยาศาสตร์ ส่วนนักการเมืองและผู้กำหนดนโยบายมองว่าเป็นเรื่องสุดขั้วด้วยซ้ำไป จนกระทั่งปี 2558 มีการกล่าวถึง net zero แบบอ้อมๆ ในตอนท้ายของความตกลงปารีส(COP21) ต่อมาปี 2560 สวีเดนประกาศตั้งเป้าหมายว่าภายในปี 2588 จะบรรลุถึง net zero หลังจากนั้น หลายประเทศ เช่น สหราชอาณาจักรและฝรั่งเศสก็ทะยอยประกาศ […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings