Taragraphies — Header Component

ต้นทุนจริงของถ่านหิน : การทำลายล้างผืนดิน

หลุมขนาดใหญ่และกองของเสียขนาดใหญ่เป็นหนึ่งในสิ่งที่หลงเหลือจากการทำเหมืองถ่านหินที่เห็นได้ชัด การขุดเหมืองนั้นยังนำไปสู่การตัดไม้ทำลายป่าในพื้นที่จำนวนมาก ความสูญเสียผิวดินที่อุดมสมบูรณ์จากการกัดกร่อนและการทรุดตัวของผืนดิน ผืนดินส่วนใหญ่ยังคงไม่อาจปลูกพืชผลใดๆ และยังมีสารปนเปื้อนอยู่แม้ว่าการทำเหมืองถ่านหินจะหยุดลงไปนานแล้วก็ตาม ผืนดินที่ถูกทำลายและถูกขุดลอกออกเนื่องจากการทำเหมืองนั้นจะไวต่อการถูกกัดกร่อนมากกว่า การสูญเสียผิวดินในพื้นที่การทำเหมืองเปิดมีจำนวนมากกว่า 1 – 2 พันเท่าของพื้นที่ป่าปกติ และมากกว่าสิบเท่าของทุ่งปศุสัตว์ ผิวดินที่ถูกชะล้างจะไหลรวมกันสู่ลำธารโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฝนตกหนักและช่วงที่หิมะละลาย สร้างความเสียหายให้กับระบบนิเวศของน้ำ หากสั่งสมเป็นจำนวนมากผิวดินที่เต็มไปด้วยสารพิษนี้จะทำให้น้ำเป็นพิษถึงขั้นทำให้ปลาหยุดวางไข่ ฆ่าไข่ปลาเล็กและตัวอ่อน ปิดกั้นอากาศจากสัตว์น้ำขนาดเล็กและยังบังแสงจนทำให้ไม่เกิดการสังเคราะห์แสงขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้ การทับถมของตะกอนชั้นหินยังคงลดศักยภาพในการสะสมน้ำที่ปลายลำธารและเปลี่ยนกระแสน้ำ ทำให้เกิดการขาดแคลนน้ำ และน้ำท่วม หากว่าตะกอนนั้นปนเปื้อนก็จะทำให้น้ำนั้นไม่สามารถใช้ดื่มกินได้ และในหลายๆ กรณี น้ำนั้นก็ไม่เหมาะแก่การนำมาใช้ในการเกษตรและอุตสาหกรรมอีกด้วย การยุบตัวของดินจากการพังทลายของเหมืองยังสามารถก่อให้เกิดการกัดกร่อนของผิวดิน การสูญเสียผิวหน้าดิน การระบายน้ำใต้ดิน และก่อให้เกิดพื้นที่เปียกชื้นหรือบ่อน้ำ เมื่อเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในพื้นที่เกษตรกรรม ปรากฏการณ์นี้ก็จะทำให้ผลิตลดลง ยกตัวอย่างเช่นในสหรัฐอเมริกา ที่ดินที่ได้รับผลกระทบร้ายแรงจากการทรุดตัวและยังไม่มีการแก้ไขใดๆ ทั้งสิ้น ที่ดินนั้นก็ต้องเผชิญกับการลดลงของผลิตผลข้าวโพดมากตั้งแต่ ร้อยละ 42 และร้อยละ 95 เป็นต้น —————————— จาก ต้นทุนจริงของถ่านหิน : ผู้คนและโลกต้องจ่ายให้กับเชืิ้อเพลิงที่สกปรกที่สุดในโลกอย่างไร จัดพิมพ์ภาษาไทยโดยกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คณะผู้เขียน: ดร.อีเรก้า เจอร์บาย, มาไรกา บริทเทน, ไอริช เชง, มาร์ธา คาเมียสกา, เออร์เนส มีแซค, วิคเตอร์ มุนนิค, […]

ต้นทุนจริงของถ่านหิน : กลล่องหน

เหมืองถ่านหินมีผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อแหล่งน้ำในท้องถิ่น เพราะเหมืองมีความจำเป็นที่จะต้องใช้น้ำจำนวนมากในการปฏิบัติงาน บ่อยครั้งพื้นดินตลอดจนแม่น้ำก็ถูกขุดขึ้นเพื่อเอาถ่านหินออกมาจนส่งผลให้แหล่งน้ำต่างๆ หายไป เมื่อถ่านหินถูกขุดออกจากใต้ดิน น้ำบาดาลก็จะถูกสูบออกมาจนพื้นที่บริเวณนั้นจนแห้งลง การย้ายน้ำจำนวนมากออกจากพื้นที่หนึ่งนั้นมักทำให้น้ำที่อยู่บนพื้นดินในบริเวณที่ทำเหมืองเหือดแห้งตามไปด้วยในทันทีทันใด ผลก็คือระดับพื้นผิวน้ำบาดาลลดต่ำลง ระบบนิเวศถูกทำลาย ขัดขวางการเจริญเติบโตและการสืบพันธ์ุของพรรณพืชและสัตว์น้ำ สายพันธ์ปลาและนกที่มีค่าลดน้อยถอยลงและเขตภูมิภาคทั้งหมดก็จะตกอยู่ในอันตราย  และบ่อยครั้งก็ลามข้ามเส้นแบ่งเขตแดนระหว่างประเทศไปเลย การปฏิบัติการบนชั้นพื้นผิวของเหมือง เช่น การย้ายยอดเขา (Mountain Top Removal:MTR) สามารถทำให้ทรัพยากรแหล่งน้ำหายไปได้อีกวิธีหนึ่ง  โดยใช้วิธีการปกคลุมแหล่งน้ำเหล่านั้นด้วยเนินดินจากการขนย้าย การปฏิบัติงานนี้เรียกได้ว่าเป็นการปล่อยภูเขาลงตามแหล่งน้ำลำธารเลยก็ว่าได้ จากคำศัพท์ในวงการอุตสาหกรรมเรียกสิ่งนี้ว่า “ถมหุบเขาให้เต็ม” เศษหินที่เกิดจากการระเบิดภูเขาจะถูกทิ้งลงในหุบเขาใกล้เคียง ทับถมถิ่นที่อยู่ของสัตว์ป่าและทำลายระบบนิเวศของลำธารที่ได้รับผลกระทบอย่างถาวร ในสหรัฐอเมริกา ลำธารมากกว่า 1,200 ไมล์ ถูกกลบฝังและถูกทำลายอย่างถาวรแล้วในภูมิภาคกลางของแอปปาลาเชียน(Appalachia) ในขณะที่สมาชิกในชุมชนได้รับผลกระทบอย่างใหญ่หลวง หุบเขาที่ถูกถมนี้ถูกคาดการณ์ไว้ว่าจะถูกถมและทพลายอย่างถาวรอย่างน้อย 2,400 ไมล์ของที่ตั้งลำธารในแอปปาลาเชียนตอนกลางภายในปี 2565 ————- จาก ต้นทุนจริงของถ่านหิน : ผู้คนและโลกต้องจ่ายให้กับเชืิ้อเพลิงที่สกปรกที่สุดในโลกอย่างไร จัดพิมพ์ภาษาไทยโดยกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คณะผู้เขียน: ดร.อีเรก้า เจอร์บาย, มาไรกา บริทเทน, ไอริช เชง, มาร์ธา คาเมียสกา, เออร์เนส มีแซค, วิคเตอร์ มุนนิค, จายาชรี นานดี, ซารา เพนนิงตัน, เอมิลี […]

ต้นทุนจริงของถ่านหิน : รัสเซีย

อุตสาหกรรมถ่านหินของรัสเซียมีกำลังแรงงานถึง 200,000 คน และในปี 2549 ด้วยกำลังผลิตถ่านหินถึง 309 ล้านตัน การทำเหมืองถ่านหินอาจถือได้ว่าเป็นงานที่มีอันตรายสูงสุดในประเทศก็ว่าได้ ทว่า สถิติที่เป็นทางการเกี่ยวกับอุบัติเหตุและผลกระทบทางสุขภาพก็ไม่ได้หาได้ง่ายๆ เลย เหมืองถ่านหินในรัสเซียมีอันตรายและไม่ได้มีการลงทุนที่ดีพอตามมาตรฐาน ดังนั้น จึงมักเกิดอุบัติเหตุขึ้นเป็นประจำ และมีต้นทุนค่าใช้จ่ายมนุษย์สูงอย่างน่าตกใจ ในปี 2546 เหมืองถ่านหินในเขตเคมิโรโวอิน(Kemerovoin) ทางตอนใต้ของไซบีเรียเกิดระเบิดขึ้น คร่าชีวิตคนไป 13 คน ในเดือนเมษายนของปีถัดไป คนงานอีก 45 คนเสียชีวิตในเหตุระเบิดในเหมืองแร่ในภูมิภาคเดียวกัน หนึ่งปีต่อมา คือในปี 2548 การระเบิดของก๊าซมีเทนทำให้มีผู้ต้องสังเวยชีวิตอีก 21 คน จากนั้นสองปีต่อมา ประเทศรัสเซียประสบกับหายนะจากอุตสาหกรรมเหมืองครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบ 60 ปี เมื่อคนงานเหมือนถ่านหินกว่า 110 คน ต้องจบชีวิตในเหตุระเบิดที่เหมืองถ่านหินอูลยาโนชายา(Ulyanovskaya) ไม่นานนักอุบัติเหตุอันน่าเศร้าสลดนี้ ยังตามมาด้วยอุบัติเหตุอีกหนึ่งครั้งที่มีคนงานเสียชีวิตอีก 38 คน ข้อมูลจากรายงานแห่งชาติที่จัดทำในปี 2549 พบว่าสาธารณรัฐโคมิ (Komi Republic) ของรัสเซีย (ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้นำการผลิตถ่านหิน) มีอัตราโรคที่เกิดขึ้นจากการประกอบอาชีพโดยรวมที่ร้อยละ 8.3 ต่อลูกจ้าง […]

เกาะบอร์เนียวร้อนเป็นไฟ– การตัดไม้ทำลายป่ากับถ่านหิน

ผลกระทบจากการตัดไม้ทำลายป่าเพื่อทำเหมืองถ่านหินปรากฏชัดเจนอย่างรวดเร็วในอินโดนีเซียที่เป็นผู้ส่งออกถ่านหินรายใหญ่อันดับสองของโลก  ถ่านหินที่สกัดจากเหมืองในอินโดนีเซียถูกขนส่งไปทั่วโลก อาทิ ญี่ปุ่นและอิตาลี จังหวัดกาลีมันตันเป็นศูนย์กลางของภาคธุรกิจเหมืองถ่านหินของอินโดนีเซีย โดยมีปริมาณสำรองถ่านหินถึงประมาณ 21 พันล้านตันจากทั้งหมด 76 ล้านตันในการผลิตถ่านหินของประเทศอินโดนีเซีย ในปี 2543 มีถ่านหินถึงร้อยละ 85 ที่มาจากจังหวัดกาลีมันตัน ในจังหวัดกาลีมันตันตะวันออก บริษัททำเหมืองได้กว้านซื้อและทำสัญญาสัมปทานถ่านหิน ปัจจุบันมีพื้นที่หลายล้านเฮกตาร์ที่ซ้อนทับกับเขตป่าฝนเขตร้อนที่ยังหลงเหลืออยู่ นอกจากนี้ แผนที่พื้นที่ป่าที่ถูกทำลายในช่วงปี 2543–2550 แสดงให้เห็นว่าเมื่อไม่นานมานี้เอง ได้มีการตัดไม้ทำลายป่าเกิดขึ้นภายในบริเวณพื้นที่เหมืองถ่านหินที่ดำเนินการอยู่ ชี้ให้เห็นถึงการขยายตัวของการทำเหมืองแบบเปิด(Strip Mining) สถาบันเศรษฐกิจพลังงานแห่งญี่ปุ่นได้คาดการณ์เอาไว้ว่าผลผลิตถ่านหินจากจังหวัดกาลีมันตันจะเพิ่มมากขึ้นเป็นสามเท่าภายในปี 2563 หากยังมีการขยับขยายเหมืองถ่านหินขึ้นจริงอุตสาหกรรมถ่านหินก็จะกลายเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของการตัดไม้ทำลายป่าบนเกาะบอร์เนียว ——————– จาก ต้นทุนจริงของถ่านหิน : ผู้คนและโลกต้องจ่ายให้กับเชืิ้อเพลิงที่สกปรกที่สุดในโลกอย่างไร จัดพิมพ์ภาษาไทยโดยกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คณะผู้เขียน: ดร.อีเรก้า เจอร์บาย, มาไรกา บริทเทน, ไอริช เชง, มาร์ธา คาเมียสกา, เออร์เนส มีแซค, วิคเตอร์ มุนนิค, จายาชรี นานดี, ซารา เพนนิงตัน, เอมิลี โรชอน, นีนา ชลูลซ์, นาฮิญา ชาฮับ, จูเลียน วินเซนต์และเมง […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings