ต้นทุนจริงของถ่านหิน : ฌาร์เรีย(อินเดีย) กองฟืนที่ยังคงคุกรุ่น
ฌาร์เรียเป็นหนึ่งในเขตเหมืองถ่านหินที่มีความสำคัญมากที่สุดในอินเดีย และเป็นหนึ่งในเหมืองถ่านหินที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชีย ถ่านหินซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นของมีค่าที่นำมาผลิตเป็นถ่านโค้กคุณภาพสูง หากแต่ไฟถ่านหินจากการสันดาปที่เกิดขึ้นเองที่ควบคุมไม่ได้กลับเปลี่ยนให้เหมืองถ่านหินกลายมาเป็นไฟบรรลัยกัลป์ที่เผาไหม้ไม่มีวันดับมอด เขตฌาร์เรียเป็นเขตที่พื้นดินถูกเผาไหม้อย่างช้าๆ และมีควันพิษที่ทำให้หายใจลำบาก นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องการทรุดตัวของดินอีกด้วย ทว่า ผู้คนหลายพันคนก็ยังคงอยู่ในเมืองที่ทรุดตัวลงนี้ เลี้ยงชีวิตตัวเองในแต่ละวัน ชาวบ้านหลายคนหารายได้ด้วยการลักลอบเก็บถ่านหิน แต่ละวันพวกเขาต้องคอยกระวีกระวาดเก็บเศษถ่านหินจากหลุมขยะของเหมืองถ่านหินเพื่อนำไปขายในตลาดในท้องถิ่นในราคาตะกร้าละ 50 รูปี (1.20 เหรียญสหรัฐฯ) สภาพความเป็นอยู่ดังกล่าวเป็นภาพที่น่าเวทนาเป็นอย่างยิ่ง ไม่เพียงเท่านี้ พวกเขายังถูกคุกคามให้ออกจากที่ทำกินของตัวเองอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันจากอันตรายจากไฟถ่านหินที่กระจายวงกว้างออกไปเรื่อยๆ ที่มาที่ไป ก่อนหน้าที่จะมีการขุดถ่านหินในพื้นที่แห่งนี้ ฌาร์เรียเคยเป็นเขตที่ป่าหนาแน่นที่มีชนเผ่าต่างๆ อาศัยอยู่ พวกเขาดำรงชีวิตพื้นฐานด้วยการทำเกษตรกรรมและการเลี้ยงวัว เรื่องราวที่เล่าขานต่อกันมามีอยู่ว่า ในช่วงแรกราชาชีพ ประสาท ซิงห์(Raja Shiv Prasad Singh) ผู้ปกครองเขตฌาร์เรียและบริเวณโดยรอบอนุญาตให้พ่อค้าชาวคุจราช(Gujarati)เช่าพื้นที่ 200 เอเคอร์ ในเขตนี้เพื่อเริ่มกิจการเหมืองถ่านหินโดยเก็บค่าเช่าเป็นเงิน 200 รูปี (5 เหรียญสหรัฐฯ) เมื่อกิจการเหมืองถ่านหินเติบโตขึ้น ไม่นานนัก ก็เกิดปัญหาไฟถ่านหินจากการสันดาปที่เกิดขึ้นเอง ชั้นถ่านหินที่ลุกไหม้อย่างช้าๆ และกากของเสียทำให้เกิดประกายไฟขึ้นอันเป็นผลมาจากเทคนิคการทำเหมืองที่ไม่ได้มาตรฐานและความประมาทเลินเล่อ ตัวการหลักที่เป็นสาเหตุให้เกิดไฟไหม้และการเลื่อนทรุดตัวของของแผ่นดิน นั่นคือ การทำเหมืองถ่านหินที่ไม่ถูกต้องตามหลักการ ตั้งแต่ที่เกิดเหตุการณ์ไฟถ่านหินครั้งแรกขึ้นในเมืองฌาร์เรียในปี 2459 (เกิดขึ้นในเหมืองถ่านหินโบรา(Bohra)) ช่วงที่เลวร้ายที่สุดคือหลังจากปี 2514 เมื่อเหมืองแร่ต่างๆ กลายเป็นสมบัติของชาติและบริษัทเอกชนที่มีชื่อว่า บารัตโค๊กกิ้งโคล์ลิมิตเตด(Bharat […]
ต้นทุนจริงของถ่านหิน : ชนพื้นเมืองในโคลอมเบียต้องหลีกทางให้กับถ่านหิน
โคลอมเบียเป็นประเทศผู้ส่งออกถ่านหินขนาดใหญ่เป็นอันดับสี่ของโลก โดยมีเหมืองถ่านหินของบริษัทเซอร์รียอน โซนา นอร์เต้(Cerrejon Zona Norte-CZN) ในคาบสมุทรกัวจีรา(Guajira)เป็นเหมืองถ่านหินแบบเปิดขนาดใหญ่ที่สุดในโลก และยังขึ้นชื่อว่าเป็นเหมืองถ่านหินที่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างกว้างขวางต่อชาวพื้นเมืองและชาวโคลอมเบียเชื้อสายแอฟฟริกัน(Afro-Colombian) บริษัท CZN ดำเนินการในรูปแบบของบริษัทร่วมทุนระหว่างบริษัทเอ็กซอนโมบิล (ExxonMobil)และรัฐบาลโคลอมเบีย นับตั้งแต่ช่วงคริสตทศวรรษที่ 1980s จนกระทั่งถึงปี 2544 เมื่อบริษัทฯ ถูกเข้าซื้อกิจการโดยกลุ่มบริษัทเหมืองแร่ที่มีฐานปฏิบัติการอยู่ในสหภาพยุโรป ซึ่งรวมถึงบริษัทบีเอชพี บิลตัน(BHP Bilton), บริษัทเกลนคอร์(Glencore)และบริษัทแองโกลอเมริกัน(Anglo-American) เหมืองถ่านหินของบริษัท CZN ครอบคลุมเนื้อที่ 150 ตารางไมล์ทางตอนใต้ของคาบสมุทรกัวจีรา และประกอบด้วยกิจการเหมืองถ่านหินครบวงจร เส้นทางรถไฟ และคลังส่งออกติดชายฝั่ง แม้ในปัจจุบันเหมืองแห่งนี้จะผลิตถ่านหินถึงปีละ 30 ล้านตัน บริษัทผู้ผลิตดังกล่าวก็กำลังดำเนินการขยายการลงทุนด้วยงบประมาณถึง 1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อเพิ่มปริมาณการผลิตให้ได้ถึงปีละ 40 ล้านตันภายในปี 2553 รัฐบาลโคลอมเบียอ้างว่ากิจการเหมืองถ่านหินนำความเจริญมาสู่ภูมิภาคกัวจีราที่ยากจน แต่ในความเป็นจริง ชุมชนพื้นเมืองและชาวโคลอมเบียเชื้อสายแอฟฟริกันต่างถูกปิดล้อมโดยเหมืองถ่านหิน ที่ดินจำนวนมากที่อยู่ติดกับเหมืองถ่านหินเป็นพื้นที่ที่ไม่สามารถอาศัยได้ เนื่องจากมีการระเบิด ฝุ่นละอองขนาดเล็กและมีการปนเปื้อน คนงานเหมืองถ่านหินและชุมชนท้องถิ่นต่างทุกข์ทรมานจากปัญหาสุขภาพอันย่ำแย่ และการสูญเสียที่ดิน บ้านเรือน การดำรงชีพ หรือแม้กระทั่งเสียชีวิต อากาศในบริเวณแวดล้อมถูกทำลายด้วยมลพิษจากเถ้าที่ลอยในอากาศและก๊าซมีเทน แหล่งน้ำถูกปนเปื้อนโดยกากตะกอน และของเสียจากสารเคมีที่ปนกันหลายๆ ชนิด […]
โครงการเหมืองถ่านหินใหญ่สุดของพม่าก่อมลพิษต่อชุมชนใกล้ทะเลสาบอินเลที่มีชื่อเสียง
โครงการเหมืองถ่านหินและโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินใหญ่สุดของพม่า ตั้งอยู่ห่างจากทะเลสาบอินเลที่มีชื่อเสียงของพม่า 13 ไมล์ และกำลังก่อให้เกิดมลพิษต่อแหล่งน้ำ เป็นอันตรายต่อสุขภาพของชาวบ้าน ทำให้พวกเขาพลัดที่นาคาที่อยู่ ตามรายงานของข้อมูลที่เผยแพร่ในวันนี้ รายงาน หมอกพิษ (Poison Clouds) ของนักวิจัยชาวปะโอในพื้นที่ เปิดเผยให้เห็นว่าในแต่ละวันที่เหมืองเปิดที่บ้านตีจิตมีการขุดถ่านหินลิกไนต์มากถึง 2,000 ตัน โดยเป็นถ่านหินที่ก่อมลพิษมากสุด มีการนำถ่านหินเหล่านี้ไปเผาผลาญในโรงไฟฟ้าที่อยู่ใกล้เคียง ทำให้เกิดเถ้าปลิวพิษ 100-150 ตันต่อวัน กองกากของเสียจากเหมืองมีความสูงกว่าบ้านเรือนของประชาชน 3,000 คน ทั้งยังปิดกั้นทางน้ำไหลและทำให้เรือกสวนไร่นาปนเปื้อนด้วยมลพิษ การแพร่กระจายของฝุ่นและก๊าซรวมทั้งที่เป็นพิษเกิดขึ้นทั่วไปตามท้องถนนในพื้นที่ และเป็นภัยคุกคามอย่างยิ่งต่อคุณภาพอากาศ จนถึงปัจจุบัน ครึ่งหนึ่งของชาวบ้านในพื้นที่ประสบปัญหาผื่นคันตามผิวหนัง “ท้องฟ้าและสายน้ำของเรากำลังกลายเป็นสีดำ” ขุนชางเคแห่งองค์กรเยาวชนชาวปะโอ (Pa-Oh Youth Organization – PYO) กล่าว “ลูกหลานของเราที่ต้องเติบโตในผืนดินที่เต็มไปด้วยมลพิษจะมีอนาคตได้อย่างไร” ประชาชนเกือบ 12,000 คนอาศัยอยู่ในรัศมีห้าไมล์จากโครงการ มีความเป็นไปได้ที่พวกเขาจะต้องโยกย้ายออกเพราะไม่สามารถทนต่อมลพิษและการขยายโครงการเหมืองออกไปได้ ที่บ้านไหลค่าและตองโพลาซึ่งอยู่ใกล้เคียง ก็ถูกบังคับให้โยกย้ายออกไปแล้ว โดยทางการได้เวนคืนที่ดินทำกินกว่า 500 เอเคอร์ ไฟฟ้าที่ผลิตได้จากโรงไฟฟ้าตีจิตถูกนำไปใช้กับโครงการเหมืองที่เป็นของบริษัทจากรัสเซียและอิตาลี เป็นลักษณะการพัฒนาภาคพลังงานของพม่าที่ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ไม่ใช่เพื่อการพัฒนาของประชาชน แต่เพื่อขายให้กับผู้เสนอราคาสูงสุด “รัฐบาลกำลังใช้ทรัพยากรพลังงานเพื่อผลกำไรของตนเอง ปล่อยให้เราต้องเผชิญกับมลพิษและความแตกสลายของชุมชน” ขุนชางเคกล่าว “ควรมีการยุติโครงการนี้ […]