Taragraphies — Header Component

คืนยี่เป็งที่หละปูน

เรื่อง : ธารา บัวคำศรี โคมยี่เป็งนับร้อยดวงระยิบระยับลอยสูงขึ้นไปแต้มฟ้าคืนเดือนเพ็ญ ท้องน้ำเบื้องล่างกลายเป็นธารดวงไฟส่องสว่างวับวาว หนุ่มสาวถือกระทงใบตองอธิษฐานอยู่ริมฝั่งน้ำท่ามกลางความอึกทึกของเสียงประทัด พลุ ไฟ เครื่องขยายเสียงจากมหรสพ และเสียงจอกแจกจอแจของฝูงชนบนถนน สายน้ำในคืนเดือนเพ็ญไหลเอื่อยมิรับรู้เรื่องราว ประเพณีลอยกระทงเปลี่ยนแปลงไปไกลจากเดิมมากแล้ว ผมกับคาซือยูกิ โอกาโมโตเพื่อนชาวญี่ปุ่น ยืนอยู่ในมุมหนึ่งหน้าวัดพระธาตุหริภุญไชย – ศูนย์รวมศรัทธาคนหละปูนและล้านนา เราเฝ้าดูแสงเทียนส่องสว่างในลำน้ำกวงที่ฝูงชนลอยทุกข์ลอยโศกลงไป ชะตากรรมแห่งลำน้ำที่ไหลหล่อเลี้ยงแผ่นดินหุบเขาและทุ่งราบแห่งนี้กำลังเปลี่ยนไป น้ำแม่กวงกำเนิดจาก “ผีปันน้ำ-ดอยนางแก้ว” ผ่านอำเภอดอยสะเก็ด สันกำแพง เลียบตัวเมืองหละปูน หรือลำพูนไปจบกับน้ำแม่ทาและแม่ปิง ที่ราบริมน้ำแม่กวงคือทางสายเดิมของเผ่าพันธุ์โบราณ แหล่งโบราณคดีบ้านยางทองใต้ บ้านสันป่าคา และบ้านวังไฮ และร่องรอยอดีตของเวียงเจ็ดริน เวียงสวนดอก เมืองเชียงใหม่ เวียงกุมกาม เวียงมโน เมืองลำพูน และเวียงท่ากาน คือรอยวัฒนธรรมของกลุ่มชนดั้งเดิมและคลี่คลายเป็นระบบสังคมเมืองบริเวณที่ราบริมน้ำแม่ปิงและน้ำแม่กวงในเวลาต่อมา คนหยั่งรากลงในดินแดนแห่งนี้นานนักแล้ว แตกหน่อแตกกอเหนือที่ลุ่มชุ่มน้ำ ในหุบเขา บนกิ่วดอย ผ่านคืนวันผันแปรมาหลายชั่วคน ในวันนี้ ผู้คนรุ่นล่าสุดมีนัดกับโชคชะตา เผชิญหน้ากับสถานการณ์อันสุ่มเสี่ยง นับจากวิศวกรชาวเยอรมันและแรงงานชาวเหนือและอิสานเจาะทะลุดอยขุนตาลเมื่อ พ.ศ. 2457 รถไฟลอดอุโมงค์ขึ้นมาถึงแอ่งที่ราบ จากนั้นไม่นานการเดินเรือล่องแก่งแม่น้ำปิงกลายเป็นตำนานเมื่อสายน้ำถูกกั้นที่อำเภอสามเงา คำเก่าๆ พูดกันว่า ”น้ำปิงบ่เกยไหลย้อน” หวนฟื้นคืนกลับมาอีก […]

ลำพูนใต้เงาอุตสาหกรรม

อ่านบันทึกความเปลี่ยนแปลงแห่งชีวิต ผู้คนและผลกระทบด้านต่าง ๆ หลังนิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือถือกำเนิดที่ลำพูน click ที่นี่

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings