Taragraphies — Header Component

เรื่อง : ธารา บัวคำศรี

โคมยี่เป็งนับร้อยดวงระยิบระยับลอยสูงขึ้นไปแต้มฟ้าคืนเดือนเพ็ญ ท้องน้ำเบื้องล่างกลายเป็นธารดวงไฟส่องสว่างวับวาว หนุ่มสาวถือกระทงใบตองอธิษฐานอยู่ริมฝั่งน้ำท่ามกลางความอึกทึกของเสียงประทัด พลุ ไฟ เครื่องขยายเสียงจากมหรสพ และเสียงจอกแจกจอแจของฝูงชนบนถนน สายน้ำในคืนเดือนเพ็ญไหลเอื่อยมิรับรู้เรื่องราว ประเพณีลอยกระทงเปลี่ยนแปลงไปไกลจากเดิมมากแล้ว

ผมกับคาซือยูกิ โอกาโมโตเพื่อนชาวญี่ปุ่น ยืนอยู่ในมุมหนึ่งหน้าวัดพระธาตุหริภุญไชย – ศูนย์รวมศรัทธาคนหละปูนและล้านนา เราเฝ้าดูแสงเทียนส่องสว่างในลำน้ำกวงที่ฝูงชนลอยทุกข์ลอยโศกลงไป ชะตากรรมแห่งลำน้ำที่ไหลหล่อเลี้ยงแผ่นดินหุบเขาและทุ่งราบแห่งนี้กำลังเปลี่ยนไป

น้ำแม่กวงกำเนิดจาก “ผีปันน้ำ-ดอยนางแก้ว” ผ่านอำเภอดอยสะเก็ด สันกำแพง เลียบตัวเมืองหละปูน หรือลำพูนไปจบกับน้ำแม่ทาและแม่ปิง ที่ราบริมน้ำแม่กวงคือทางสายเดิมของเผ่าพันธุ์โบราณ

แหล่งโบราณคดีบ้านยางทองใต้ บ้านสันป่าคา และบ้านวังไฮ และร่องรอยอดีตของเวียงเจ็ดริน เวียงสวนดอก เมืองเชียงใหม่ เวียงกุมกาม เวียงมโน เมืองลำพูน และเวียงท่ากาน คือรอยวัฒนธรรมของกลุ่มชนดั้งเดิมและคลี่คลายเป็นระบบสังคมเมืองบริเวณที่ราบริมน้ำแม่ปิงและน้ำแม่กวงในเวลาต่อมา

คนหยั่งรากลงในดินแดนแห่งนี้นานนักแล้ว แตกหน่อแตกกอเหนือที่ลุ่มชุ่มน้ำ ในหุบเขา บนกิ่วดอย ผ่านคืนวันผันแปรมาหลายชั่วคน ในวันนี้ ผู้คนรุ่นล่าสุดมีนัดกับโชคชะตา เผชิญหน้ากับสถานการณ์อันสุ่มเสี่ยง นับจากวิศวกรชาวเยอรมันและแรงงานชาวเหนือและอิสานเจาะทะลุดอยขุนตาลเมื่อ พ.ศ. 2457

รถไฟลอดอุโมงค์ขึ้นมาถึงแอ่งที่ราบ จากนั้นไม่นานการเดินเรือล่องแก่งแม่น้ำปิงกลายเป็นตำนานเมื่อสายน้ำถูกกั้นที่อำเภอสามเงา คำเก่าๆ พูดกันว่า ”น้ำปิงบ่เกยไหลย้อน” หวนฟื้นคืนกลับมาอีก การไปมาหาสู่ติดต่อค้าขายกับเขตโขง-สาละวินด้านเหนือ และออกสู่เมืองมะละแหม่ง-อ่าวมะตะบันอยู่ในฐานะ ”การค้าข้ามแดน”

หละปูนยังสงบร่มเย็นในความผันเปลี่ยนจนถึงปี 2526 เมื่อทุ่งนากลายเป็นโรงงาน คนปลูกข้าวเปลี่ยนเป็นกรรมกร นิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือคือฝันที่เป็นจริงของความกินดีอยู่ดีในท้องถิ่น

คาซือยูกิปลุกผมจากภวังค์ เขาถาม “หนุ่มสาวที่ผมเห็นอยู่นี้ส่วนใหญ่เป็นคนงานในโรงงานหรือเปล่า”

ผมพยักหน้า “พวกเขามาจากหลายจังหวัด เชียงใหม่ ลำปาง เชียงราย พะเยา แพร่ น่าน แม่ฮ่องสอน ตาก สุโขทัย อิสานก็มากันเยอะ ไม่ไกลไปจากที่ลอยกระทงกันอยู่ โรงงานก็ปล่อยน้ำเสียลงมา สารเคมีเกษตรไหลมา บ้านเรือนก็ทิ้งของเหลือใช้ออกมา แม่น้ำกวงก็เหมือนท่อระบายสิ่งโสโครกขนาดใหญ่”

“แม่น้ำกวงติดกับนิคมอุตสาหกรรมเคยส่งกลิ่นเหม็นรุนแรงมาก ชาวบ้านร้องเรียนให้แก้ไข ต่อมาขยะมีพิษเศษวัสดุออกมากองทิ้งในแหล่งน้ำใกล้หมู่บ้าน หนุ่มสาวหลายคนในโรงงานล้มเจ็บ-ตายโดยไม่คาดคิด ไม่ทันรักษา ไม่มีทางแก้ไข ข่าวขยะสารพิษและโรคพิษอุตสาหกรรมแพร่กระจายไปอย่างเร็ว จากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งจากหมู่บ้านหนึ่งไปอีกหมู่บ้านหนึ่ง จากหนังสือพิมพ์แห่งหนึ่งไปยังโทรทัศน์อีกแห่งหนึ่ง จากลำพูนไปยังโตเกียว ฮ่องกง กัวลาลัมเปอร์ ลอนดอนและจากอินเตอร์เนตที่ไหนสักแห่งในต้นทางไปสู่ปลายทางที่มีผู้ใช้บริการทั่วโลก ท้ายที่สุดมีคนบอกว่า มลพิษที่นี่ได้รับการแก้ไขแล้ว เรามีแรงงานราคาถูก เรางดเว้นภาษี ให้สิทธิพิเศษกับนักลงทุนต่างชาติ”

“นานมาแล้ว” คาซือยูกิกล่าว “และจนบัดนี้ก็ยังเกิดขึ้นอยู่ ผู้ป่วยมินามาตะ อากาศพิษที่เมืองยกไกจิ ญี่ปุ่นสร้างสังคมรุ่งเรืองขึ้นในซีกโลกตะวันออก บัดนี้ทั้งสังคมต่างเผชิญหน้ากับวิกฤตการณ์ที่ซับซ้อนสับสนอลหม่านอย่างยิ่ง”

เขาเป็นนักเขียนอิสระ นักข่าว ล่าม อาสาสมัคร หลายปีในกรุงเทพมหานครและชายฝั่งทะเลตะวันออก ช่วงเวลาสั้น ๆ ในเมืองและชนบทบนเกาะฮอนชู เราต่างสนทนากันไม่รู้จบ ครั้งหนึ่งเขาแนะนำตัวเอง “ผมเกิดท่ามกลางบรรยากาศต่อต้านสงครามเวียดนามในญี่ปุ่น จากนั้นมา ผมกลายเป็นคนพเนจร ทุกแห่งคือบ้าน”

เขาอยู่เมืองไทยหลายปี พูดไทยได้ สนใจหลายเรื่องในสังคมไทย ติดตามเรื่องมลพิษที่ลำพูนและที่อื่น ๆ คาซือยูกิบอกว่าเขตอุตสาหกรรมหลายแห่งในเมืองไทยจำลองการเจริญเติบโตแบบญี่ปุ่น “ในรายงานของบริษัทที่ปรึกษาที่วางแผนโครงการอีสเทอร์นซีบอร์ดของไทย เขานำเอาพัฒนาการของเมืองท่าโอซาก้ามาใช้เป็นแบบจำลองของการสร้างนิคมอุตสาหกรรมและท่าเรือ ตอนนี้อิสเทอร์นซีบอร์ดก็เต็มไปด้วยโรคอุตสาหกรรมและกากสารพิษ”

“หลังสงครามโลกครั้งที่สอง อเมริกาบีบญี่ปุ่นให้เป็นอุตสาหกรรม ต่อมาญี่ปุ่นบีบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้เป็นอุตสาหกรรม ไทยรับการลงทุนจากญี่ปุ่นเต็มที่ เพราะแรงงานราคาถูก กฎหมายสิ่งแวดล้อมที่อ่อนแอ โรงงานของบรรษัทข้ามชาติจึงเข้ามาตั้งอยู่ในทุ่งนาริมหมู่บ้าน” คาซือยูกิกล่าวต่อ

“มันแย่ตรงที่อุตสาหกรรมพวกนี้มันมีพิษภัย แต่ที่แย่กว่าคือพวกเราส่วนใหญ่กลับไม่รู้ ไม่เห็น ไม่สนใจ และตามไม่ทัน กว่าจะรู้ก็สายเกินไป” ผมร้องเพลงที่แต่งโดยผู้นำชุมชนคนหนึ่งให้เขาฟังก่อนเราอำลาคืนยี่เป็งที่หละปูน

….นิคมอุตสาหกรรม มันเป็นกรรมของคนลำพูน”

ชีวิตหนุ่มสาววัยรุ่น ต้องมาเปื้อนฝุ่นของสารเคมี…

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading