Taragraphies — Header Component

ประท้วงการประชุมถ่านหินโลก 2548

ขณะที่ภายในโรงแรมเวียงลคอร อ.เมือง จ.ลำปาง มีการจัดงาน “ถ่านหินโลก” หรือ Coaltrans Thailand โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เป็นเจ้าภาพ โดยมุ่งประเด็นแลกเปลี่ยนความรู้และเทคโนโลยีเพื่อนำถ่านหินมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยมีนักธุรกิจทั้งในและต่างประเทศเข้าร่วมกว่า 200 คน  บริเวณหน้าโรงแรม เครือข่ายคนไม่เอาถ่านหิน ซึ่งเป็นการรวมตัวจาก 29 องค์กรพัฒนาเอกชนทั่วประเทศ จำนวนกว่า 500 คน ชุมนุมประท้วงผู้เข้าร่วมประชุม โดยชูประเด็นว่าผู้เข้าร่วมประชุมถ่านหินโลกอ้างว่า ถ่านหินคือพลังงานสะอาด ทั้งๆ ที่ได้คร่าชีวิตผู้คนไปหลายร้อยคน พร้อมทั้งประณามรัฐว่าชูนโยบายพลังงานไดโนเสาร์  โดยการชุมนุมในครั้งนี้ มีแกนนำคัดค้านการใช้พลังงานถ่านหิน จากเครือข่ายสิทธิผู้ป่วยแม่เมาะ จ.ลำปาง เครือข่ายอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเวียงแหง จ.เชียงใหม่ กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมแก่งคอย จ.สระบุรี กลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมบ้านกรูด กลุ่มรักท้องถิ่นบ่อนอก และนักวิชาการ หมุนเวียนเปลี่ยนกันขึ้นกล่าวถึงปัญหาที่กำลังได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนาของรัฐ และกฟผ. ในด้านพลังงานถ่านหิน นายสมบูรณ์ เตชะเตย ตัวแทนชาวบ้านหัวฝาย อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง กล่าวว่า ตนเป็นคนแม่เมาะ และเจอกับปัญหาจากโรงไฟฟ้ามาโดยตลอด ตั้งแต่ปี พ.ศ.2539 จนถึงปัจจุบัน เฉพาะบ้านหัวฝาย มีคนล้มตายด้วยโรคมะเร็งปอด […]

เหนือแอ่งแม่เมาะ

เรื่อง : ธารา บัวคำศรี จนกระทั่งต้นฤดูฝนปี 2539 ผมจึงได้มายืนอยู่เหนือแอ่งแม่เมาะ คำพูดของนักข่าวที่เป็นเพื่อนร่วมทางวนเวียนอยู่ในห้วงคำนึง “เท่าที่รู้กัน ข่าวสารพิษจากเหมืองและโรงไฟฟ้าแม่เมาะครึกโครมออกมาในปี 2535 จริงๆ ปัญหามีมาก่อนหน้านี้แล้ว แต่ไม่รู้ว่าเกิดจากอะไร จนกระทั่งหมอคนหนึ่งบอกว่าเกิดจากซัลเฟอร์ไดออกไซด์” มองจากมุมสูง พื้นผิวโลกที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าของผมดูคล้ายหลุมอุกกาบาตมหึมาวางตัวอยู่ในแอ่งภูเขาสลับซับซ้อน นี่คือเหมืองลิกไนต์แม่เมาะ บาดแผลแห่งโลกที่มนุษย์ขุดเจาะหาแหล่งฟอสซิลเพื่อผลิตไฟฟ้า ดอยแม่มาน ผาก้าน ผาคัน ห้วยน้ำเงิน ดอยหนอก ผาตูบ ดอยกอ ห้วยเดื่อ ขอนห่ม ผาหอน หนองม้าและผาหิ้ง เทือกเขาชรา 14 ลูก เลือนรางในม่านฝุ่นแขวนลอยสีขาวบาง ปล่องสูง 80 เมตร 3 ปล่องของโรงไฟฟ้าลิกไนต์ที่ขอบเหมืองด้านตะวันตกพ่นควันสีเทาจางเป็นระยะลอยหายไปกับท้องฟ้าหม่น “แม่เมาะเป็นอำเภอเล็กๆ ของลำปางมี 5 ตำบล ผู้มีสิทธิเลือกตั้งประมาณ 7,000-8,000 คน เป็นเมืองน่าอยู่ เทือกเขาหินปูนสวยงาม แต่โชคร้ายที่มีลิกไนต์อยู่ด้วย” คนพูดถึงความงามของถิ่นเกิด แต่ฟอสซิลใต้ผืนโลกกลับเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของพวกเขาโดยสิ้นเชิง ลิกไนต์จากแอ่งแม่เมาะถูกขุดขึ้นมาใช้อย่างจริงจังในปี 2549 ในโรงบ่มใบยาสูบ โรงปูน […]

ต้นทุนจริงของถ่านหิน : แม่เมาะ–ราคาของมลพิษที่ชุมชนต้องจ่าย

ลึกเข้าไปในหุบเขาทางตอนเหนือของประเทศไทย เป็นที่ตั้งของโรงงานผลิตไฟฟ้าถ่านหินลิกไนต์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งนำเชื้อเพลิงจากเหมืองถ่านหินแบบเปิดขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ ขณะนี้โรงไฟฟ้าลิกไนต์แม่เมาะมีโรงไฟฟ้าทั้งหมด 13 หน่วย มีกำลังการผลิตรวมกันได้ราว 2,625 เมกะวัตต์ และยังพบสถิติของการเกิดมลภาวะและความตายของผู้คนมานับตั้งแต่การเปิดทำการโรงไฟฟ้าเลยทีเดียว จุดเริ่มต้นของความเสียหายถึงชีวิต เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม ปี 2535 การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ได้เปิดเครื่องโรงไฟฟ้า 11 หน่วยแรก ขึ้นที่โรงไฟฟ้าแม่เมาะโดยไม่มีอุปกรณ์ควบคุมสารซัลเฟอร์ไดอ็อกไซด์ และทันทีที่เริ่มดำเนินการ ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ที่ปล่อยออกสู่อากาศครอบคลุมแอ่งแม่เมาะ และผสมรวมเข้ากับอากาศและน้ำจนก่อให้เกิดฝนกรดที่มีพิษร้ายแรง น้ำฝนดังกล่าวมีส่วนประกอบของซัลเฟตสูงกว่าที่มาตรฐานสากลยอมรับถึงร้อยละ 50 เลยทีเดียว ภายในไม่กี่วัน ผู้คนมากกว่าพันคนจาก 40 หมู่บ้านในรัศมีเจ็ดกิโลเมตรรอบโรงไฟฟ้าแม่เมาะก็เริ่มป่วยจากการสูดเอาก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์เข้าไปซึ่งทำให้เกิดปัญหาทางเดินหายใจ คลื่นไส้ วิงเวียน และเกิดอาการตาและโพรงจมูกอักเสบ นอกจากนี้ภายในเวลาเพียงสองเดือน ไร่นาในละแวกใกล้เคียงโรงไฟฟ้าแม่เมาะมากกว่าร้อยละ 50 ก็ได้รับเสียหายจากฝนกรด สัตว์ที่ชาวบ้านเลี้ยงไว้ก็เริ่มล้มตาย และยังพบว่ามีผู้ที่ต้องทุกข์ทรมานจากปัญหาทางเดินหายใจไม่น้อยกว่า 42,000 คน หลังจากเปิดตัวด้วยความหายนะแล้ว โรงไฟฟ้าลิกไนต์ที่แม่เมาะก็ได้ติดตั้งอุปกรณ์ลดกำมะถันในถ่านหิน(Desulphurisation Devices) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยยังคงดำเนินการโรงไฟฟ้าฯ อย่างต่อเนื่องทั้งที่อุปกรณ์บางตัวไม่ได้เปิดใช้หรือปิดเพื่อซ่อมบำรุง ผลลัพธ์ก็คือปัญหามลพิษกลับมาใหม่อีกครั้งในปี 2539 ส่งผลให้เกิดการเสียชีวิตจากภาวะโลหิตเป็นพิษในแอ่งแม่เมาะถึงหกราย หายนะเกิดขึ้นอีกครั้งในปี 2541 เมื่อเกิดมลพิษร้ายแรงจากก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ขึ้น มลพิษทำลายพืชผลเรือกสวนไร่นา เพียงชั่วข้ามคืนส่งผลให้ผู้คนเป็นร้อยล้มป่วยลง มีผู้ป่วยเข้าไปรับการตรวจรักษาที่คลินิกของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยมากกว่า […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings