Taragraphies — Header Component

ลึกเข้าไปในหุบเขาทางตอนเหนือของประเทศไทย เป็นที่ตั้งของโรงงานผลิตไฟฟ้าถ่านหินลิกไนต์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งนำเชื้อเพลิงจากเหมืองถ่านหินแบบเปิดขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ ขณะนี้โรงไฟฟ้าลิกไนต์แม่เมาะมีโรงไฟฟ้าทั้งหมด 13 หน่วย มีกำลังการผลิตรวมกันได้ราว 2,625 เมกะวัตต์ และยังพบสถิติของการเกิดมลภาวะและความตายของผู้คนมานับตั้งแต่การเปิดทำการโรงไฟฟ้าเลยทีเดียว

จุดเริ่มต้นของความเสียหายถึงชีวิต

เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม ปี 2535 การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ได้เปิดเครื่องโรงไฟฟ้า 11 หน่วยแรก ขึ้นที่โรงไฟฟ้าแม่เมาะโดยไม่มีอุปกรณ์ควบคุมสารซัลเฟอร์ไดอ็อกไซด์ และทันทีที่เริ่มดำเนินการ ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ที่ปล่อยออกสู่อากาศครอบคลุมแอ่งแม่เมาะ และผสมรวมเข้ากับอากาศและน้ำจนก่อให้เกิดฝนกรดที่มีพิษร้ายแรง น้ำฝนดังกล่าวมีส่วนประกอบของซัลเฟตสูงกว่าที่มาตรฐานสากลยอมรับถึงร้อยละ 50 เลยทีเดียว

ภายในไม่กี่วัน ผู้คนมากกว่าพันคนจาก 40 หมู่บ้านในรัศมีเจ็ดกิโลเมตรรอบโรงไฟฟ้าแม่เมาะก็เริ่มป่วยจากการสูดเอาก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์เข้าไปซึ่งทำให้เกิดปัญหาทางเดินหายใจ คลื่นไส้ วิงเวียน และเกิดอาการตาและโพรงจมูกอักเสบ นอกจากนี้ภายในเวลาเพียงสองเดือน ไร่นาในละแวกใกล้เคียงโรงไฟฟ้าแม่เมาะมากกว่าร้อยละ 50 ก็ได้รับเสียหายจากฝนกรด สัตว์ที่ชาวบ้านเลี้ยงไว้ก็เริ่มล้มตาย และยังพบว่ามีผู้ที่ต้องทุกข์ทรมานจากปัญหาทางเดินหายใจไม่น้อยกว่า 42,000 คน

หลังจากเปิดตัวด้วยความหายนะแล้ว โรงไฟฟ้าลิกไนต์ที่แม่เมาะก็ได้ติดตั้งอุปกรณ์ลดกำมะถันในถ่านหิน(Desulphurisation Devices) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยยังคงดำเนินการโรงไฟฟ้าฯ อย่างต่อเนื่องทั้งที่อุปกรณ์บางตัวไม่ได้เปิดใช้หรือปิดเพื่อซ่อมบำรุง ผลลัพธ์ก็คือปัญหามลพิษกลับมาใหม่อีกครั้งในปี 2539 ส่งผลให้เกิดการเสียชีวิตจากภาวะโลหิตเป็นพิษในแอ่งแม่เมาะถึงหกราย

หายนะเกิดขึ้นอีกครั้งในปี 2541 เมื่อเกิดมลพิษร้ายแรงจากก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ขึ้น มลพิษทำลายพืชผลเรือกสวนไร่นา เพียงชั่วข้ามคืนส่งผลให้ผู้คนเป็นร้อยล้มป่วยลง มีผู้ป่วยเข้าไปรับการตรวจรักษาที่คลินิกของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยมากกว่า 8,200 คนในช่วงหกเดือนแรกของปี และมีมากกว่า 3,500 คนที่ต้องป่วยด้วยโรคทางเดินหายใจ

มีการปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้นหรือไม่

โรงไฟฟ้าลิกไนต์ที่แม่เมาะอ้างว่าพวกเขาได้จัดการกับปัญหาแล้ว เมื่อถามถึงประเด็นนั้น หัวหน้าวิศวกร คุณพลฤทธิ์ เศรษฐ์กำเนิด ชี้ไปที่ไฟกระพริบสีแดงบนแผนที่ตรงหน้าเขาและกล่าวว่า “ทั้งหมดแสดงค่าเป็นศูนย์ คุณจะสามารถเห็นได้ว่าเราไม่มีปัญหาด้านมลพิษทางอากาศอีกต่อไปแล้ว”

อย่างไรก็ตามนั่นไม่ใช่ความจริง อย่างแรกเลยทางโรงไฟฟ้าลิกไนต์ที่แม่เมาะยังคงพ่นก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ออกมามากถึง 7 ตันทุกชั่วโมง จากผลการศึกษาที่จัดทำขึ้นโดยห้องปฏิบัติการวิจัยของกรีนพีซในปี 2543 ยังแสดงให้เห็นว่าโรงไฟฟ้าแม่เมาะปล่อยเถ้าลอยออกมาถึง 4 ล้านตัน และปล่อยสารปรอทออกมามากถึง 39 ตันทุกปี ตัวอย่างของเถ้าลอยที่เก็บมาจากโรงไฟฟ้ามีส่วนผสมของสารหนูและสารปรอทเข้มข้นที่สูงถึง 14 เท่ามากกว่าที่พบในดินปรกติที่ปราศจากการปนเปื้อน ในปี 2546 สำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อมตรวจพบโลหะหนักมีพิษที่มีอันตรายระดับร้ายแรงในแหล่งน้ำเกือบทั้งหมดที่อยู่โดยรอบของโรงไฟฟ้าและเหมืองถ่านหิน

ประสบการณ์ตรงจากแม่เมาะ

เพียงแค่คุณเดินทางไปที่หมู่บ้านและโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้เคียง คุณจะเห็นถึงความเสียหายที่โรงไฟฟ้าแม่เมาะก่อขึ้น ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ลุงศรีบุตร วงค์ชนะ(ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว) ขายข้าวของของตนไปจนหมดแม้กระทั่งบ้านส่วนหนึ่งของเขาไปด้วยเพื่อเอาเงินไปจ่ายค่ารักษาโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันของเขา ทุกชั่วโมงเขาต้องใช้เครื่องพ่นยาขยายหลอดลมเพื่อช่วยอาการหอบหืด เมื่อเปิดดูอัลบั้มภาพเขาก็พลิกดูรูปของเพื่อนและเพื่อนบ้านที่ป่วยหรือไม่ก็เสียชีวิตไปแล้ว

โรงพยาบาลท้องถิ่นในอำเภอแม่เมาะ มีผู้สูงอายุอยู่อีกหลายคนที่นอนต่อท่ออ็อกซิเจน เมื่อถามความเห็นเรื่องความเชื่องโยงระหว่างปัญหาสุขภาพที่เกิดขึ้นและโรงไฟฟ้าลิกไนต์แม่เมาะกับนายแพทย์ประเสริฐ กิจสุวรรณรัตน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาล เขาแค่ยิ้มและตอบว่า “คุณจะถ่ายรูปในหอผู้ป่วยนี้ไปก็ได้ถ้าต้องการ แต่ผมไม่มีอำนาจที่จะตอบเกี่ยวกับประเด็นนี้”

จากการประเมินชี้ว่าชาวบ้านกว่า 300 คนต้องเสียชีวิตจากผลกระทบโดยตรงของมลพิษจากโรงไฟฟ้า และมีอีกนับพันคนที่ต้องทุกข์ทรมานจากปัญหาโรคทางเดินหายใจเฉียบพลัน งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่ตีพิมพ์ในปี 2543 สรุปว่า แม้จะมีอุปกรณ์ควบคุมซัลเฟอร์อยู่ก็ตามแต่ผู้คนที่อาศัยใกล้กับแม่เมาะก็ยังคงมีความเสี่ยงมากกว่าปกติถึงสามเท่าที่จะเจ็บป่วยจากอาการไอเรื้อรัง นับถึงวันนี้ ผู้คนมากกว่า 30,000 คนที่ต้องพลัดพรากจากถิ่นฐานและผู้ที่ยังคงพำนักอยู่ในพื้นที่ต้องเผชิญกับฝนกรดบนเรือกสวนไร่นาของพวกเขา

สถานการณ์โดยรวม

หลายปีที่ผ่านมา ชุมชนที่ตั้งอยู่โดยรอบโรงไฟฟ้าลิกไนต์แม่เมาะได้ยื่นฟ้องต่อการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) โดยอ้างถึงความเสียหายตั้งแต่ปัญหาสุขภาพที่เสื่อมโทรม ความทุกข์ทรมานทั้งทางกายและจิตใจ เรียกร้องเงินชดเชยสำหรับค่ารักษาพยาบาลและความเสียหายที่เกิดขึ้นกับไร่นาและที่ดิน

ในปี 2547 ศาลจังหวัดของไทยมีคำสั่งให้ชดเชยค่าเสียหายแก่ชาวบ้านเป็นจำนวน 5.7 ล้านบาท (142,500 เหรียญสหรัฐ) สำหรับความเสียหายของไร่นาที่เกิดจากสารซัลเฟอร์ที่รั่วไหลออกมาจากโรงไฟฟ้า นี้เป็นเพียงชัยชนะเล็กๆ เท่านั้น เมื่อเทียบกับจำนวนของผู้คนที่ได้รับผลกระทบซึ่งหลายคนในจำนวนนั้นไม่มีแม้แต่เงินที่จะมารักษาพยาบาลตัวเอง

ชาวบ้านได้ชัยชนะที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิมในปี 2543 เมื่อรัฐมนตรีกระทรวงพลังงานสัญญาจะมอบเงินจำนวน 300 ล้านบาท (87,100 เหรียญสหรัฐ) ต่อปีเพื่อเป็นค่ารักษาพยาบาลผู้ที่เจ็บป่วยเพราะสารพิษจากโรงไฟฟ้า ทว่าสองปีต่อมาชาวบ้านก็ยังไม่ได้รับเงินดังกล่าว มีแต่เวลาเท่านั้นที่จะบอกได้ว่ารัฐบาลจะทำตามที่ได้สัญญาไว้หรือไม่

หลังจากต่อสู้มานานนับสิบปี การประท้วงและความทุกข์ทรมานนับครั้งไม่ถ้วน เครือข่ายสิทธิผู้ป่วยแม่เมาะก็นำมาซึ่งชัยชนะเล็กๆ ในรูปของพื้นที่อพยพราว 200 ไร่ (34 เฮกตาร์) และได้เงินค่าชดเชยในการย้ายถิ่นฐานให้แก่ผู้คนที่ได้รับผลกระทบจากโรงไฟฟ้า ปัจจุบันเครือข่ายสิทธิผู้ป่วยแม่เมาะกำลังวางแผนที่จะสร้างนิเวศชุมชน(Eco-community)ในพื้นที่อพยพซึ่งห่างไกลออกไปเพื่อให้ชาวบ้านไปสร้างชีวิตใหม่ที่นั่น

ได้แต่หวังว่าการย้ายออกจากใต้เงาทะมึนของแม่เมาะจะช่วยให้ชาวบ้านฟื้นฟูสุขภาพและรักษาขวัญกำลังใจในการต่อสู้กับโรงไฟฟ้าต่อไป

—————-

จาก ต้นทุนจริงของถ่านหิน : ผู้คนและโลกต้องจ่ายให้กับเชืิ้อเพลิงที่สกปรกที่สุดในโลกอย่างไร

จัดพิมพ์ภาษาไทยโดยกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

คณะผู้เขียน: ดร.อีเรก้า เจอร์บาย, มาไรกา บริทเทน, ไอริช เชง, มาร์ธา คาเมียสกา, เออร์เนส มีแซค, วิคเตอร์ มุนนิค, จายาชรี นานดี, ซารา เพนนิงตัน, เอมิลี โรชอน, นีนา ชลูลซ์, นาฮิญา ชาฮับ, จูเลียน วินเซนต์และเมง ไว เรียบเรียงโดย: รีเบคกา ชอต แอนด์เดอะไรเตอร์

บรรณาธิการแปลและเรียบเรียงภาคภาษาไทย : ธารา บัวคำศรี

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading